
บันทึกการใช้ชีวิตของเยว่อิง
เรื่องย่อ ตลอดชีวิตเยว่อิงรู้จักเพียงการวิจัย หญิงสาวหลงใหลในธรรมชาติของโลกบรรพกาล โลกที่ทุกพื้นที่ต่างโอบล้อมไปด้วยสีเขียว ความหลากหลายทางธรรมชาติ เธออยากรู้ว่าเมื่อก่อน บรรพบุรุษใช้ชีวิตแบบไหน อาหารมีรสชาติยังไง แม้วิทยาการในสมัยนี้จะสามารถจำลองรสชาติที่ควรจะเป็นออกมาได้ ทว่าวัฒนธรรมมากมายกลับสูญสลายไปนับตั้งแต่หลายพันปีก่อน หญิงสาวเอาจริงเอาจังกับการวิจัย ค้นคว้าสิ่งที่ต้องการอยากรู้ด้วยความกระตือรือร้น แม้ผลตอบแทนจะไม่ได้มากมายตามความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่เพราะเป็นงานที่ชื่นชอบเธอจึงมีความสุขกับมันเสมอ ใครจะคาดคิดว่าความชอบนั้นจะทำให้เธอสูญเสียตัวตน และตื่นขึ้นมาในสภาพแวดล้อมไม่คุ้นเคย “แจ้งเตือนถึงเยว่อิง ดูเหมือนร่างกายของคุณจะไม่เหมือนเดิม กำลังทำการตรวจสอบ” “สามารถบอกให้ว่าร่างกายและจิตวิญญาณไม่ต้องกัน อ้างอิงตามข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกฝนกำลังภายในของโลกในอดีต ตามบันทึกที่หลงเหลือสามารถบอกว่า จิตวิญญาณของคุณกับร่างกายนี้ไม่สัมพันธ์กัน ร่างกายนี้ไม่ใช่ร่างกายของคุณ ตอนนี้กำลังเริ่มกระบวนการปรับสภาพให้ตรงกัน การซิงค์ข้อมูลอยู่ที่ 0.1% จากความเร็วนี้ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ร่างกายและจิตวิญญาณถึงจะประสานกันอย่างสมบูรณ์”

โฉมงามของอ๋องอสูร
นางตายเพราะโรคมะเร็งและได้เข้าไปอยู่ในร่างขององค์หญิงผู้หนึ่ง และไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะตกเป็นพระชายาของชินอ๋องผู้ที่โหดเหี้ยมเอาแต่ใจและยังมีอนาคอนดายักษ์เป็นอาวุธที่แสนน่ากลัว!

นิยายชุดแม่สื่อ ตอน แม่สื่อสาว (FIRST & DREAME) 1
ความซวยบังเกิด! เมื่อหนุ่ม ๆ ดันหลงรักแม่สื่อซะเอง! ทว่างานนี้ดันมีแต่เหล่า เสือ สิงห์ กระทิง แรด! ไม่พอยังถูกพวกนั้นพากันลงขัน ใครฟันเธอได้ก่อน เอาเงินพนันไป!

กลวิธีเปลี่ยนนางร้ายเป็นนางเอก
เมื่อดาราสาวผู้ที่เคยรับแต่บทนางเอกต้องมาสวมร่างเป็นนางร้ายที่ถูกเกลียดชังและไม่ตายดี เช่นนั้นนางก็จะทำให้ชีวิตของนางร้ายผู้นี้รุ่งโรจน์ดั่งนางเอก! แผนการที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของนางร้ายจึงได้เริ่มขึ้น!

ช่วยด้วย! ข้าทะลุมิติมาเป็นนางโลม
เมื่อหญิงสาวจากโลกปัจจุบันที่มีพลังสื่อสารกับวิญญาณได้ ถูกโชคชะตาพัดพาให้มาเกิดในร่างของลูกสาวบ้านยากจนที่ถูกขายให้หอคณิกา!!!

ห้วงเวลาลิขิตรัก
อ๋องเซียวอี้หยาง บุรุษมากความสามารถแต่เพราะมารดามีชาติกำเนิดต่ำต้อยทำให้เขาไม่อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาท บ้านเมืองวุ่นวายราษฏรต่างลำบากยากเข็ญ ฮ่องเต้ไร้คุณธรรม เขาจึงตั้งใจจะก่อกบฏ แต่แผนการของเขาได้ถูกท่านแม่ทัพล่วงรู้ พลาดท่า จึงกระโดดหน้าผาเพื่อความปลิดชีพตัวเอง ใต้หน้าผาลึกเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่อ๋องเซียวอี้หยางเมื่อได้สติก็พยายามเอาชีวิตรอด เมื่อโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำก็เจอกับมาเฟียหลี่หรงที่หนีการไล่ล่ากระโดนลงหน้าผาลงมา กระสุนนับร้อยกระหน่ำยิงลงมา เขาให้กำลังภายในต้านกระสุนปกป้องตนเอง หลี่หรงตกตะลึง ไม่แน่ใจสิ่งที่มองเห็นแต่ก็เอ่ยขึ้น "ช่วยข้าแล้วข้าจะตอบแทนเจ้า" เซียวอี้หยางรู้สึกถูกชะตากับบุรุษคนนี้ พวกเขาต่างตกในสถานการณ์เดียวกัน

แม่ทัพฉินขย่มวังหลัง
ฮ่องเต้ ผู้โด่งดังในเรื่องความหื่นกระหายและไม่เคยพอเพียงกับสิ่งที่มีในวังหลัง มีสนมซ่อนตัวอยู่ในวังหลังอีกนับร้อยคน แต่คืนนี้ พระองค์กลับเปิดเผยความต้องการอย่างตรงไปตรงมา พระองค์ต้องการให้ภรรยาคนรักของแม่ทัพฉินเย่เหวินมาเป็นสนมของพระองค์อีกสักคน คำประกาศนี้ทำให้แม่ทัพฉินเย่เหวินรู้สึกเหมือนถูกฟาดฟันด้วยก้อนหินหนัก เขาไม่สามารถทนต่อความดูหมิ่นนี้ได้ เขาลุกขึ้นจากที่นั่งและเดินออกจากงานเลี้ยงอย่างรวดเร็ว ดวงใจของเขาเต็มไปด้วยความเดือดดาลและความเจ็บปวด เมื่อกลับถึงบ้าน เขาพบภรรยาของเขากำลังรออยู่ในห้องนอน ดวงตาของเธอสว่างไสวเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า เขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เธอฟังด้วยความรู้สึกบอบช้ำ แต่ความตอบสนองของเธอกลับทำให้เขาตกตะลึง ดวงตาของเธอแสดงความตื่นเต้นและความต้องการที่จะเป็นสนมของฮ่องเต้ จนเธอสั่นเทาทั้งร่าง ฉินเย่เหวินพยายามอ้อนวอนขอให้เธออยู่เคียงข้างเขา แต่ความรักที่เขามีและความเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ของเธอกลับถูกทำลายไปในพริบตา ภรรยาที่เขาเคยรักกลับเลือกที่จะไปเป็นสนมของฮ่องเต้ ทิ้งเขาไปอย่างไม่ใยดี นิยายแนว NC แบบจัดเต็ม

ประตูทราย สู่หัวใจสุลต่าน
"เมื่อประตูทรายถูกเปิด หญิงต่างแดนจะเป็นทั้งคำทำนาย…และดวงใจของผู้ครองนคร" หญิงสาวจากโลกปัจจุบันหลงเข้าไปในอาณาจักรทะเลทรายผ่าน “ประตูทราย” โบราณ ที่นั่น นางถูกสุลต่านผู้ทรงอำนาจจับตามอง เขาเชื่อว่านางคือกุญแจของคำทำนาย แต่ยิ่งใกล้…เขากลับไม่ยอมปล่อยนางไปจากอ้อมแขน ท่ามกลางผืนทรายที่ร้อนระอุและไร้ที่สิ้นสุด “อันธิยา” หญิงสาวจากต่างมิติได้ก้าวข้ามขอบเขตแห่งกาลเวลามาด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เธอตื่นขึ้นมาในดินแดนที่ปกครองด้วยคมดาบและกฎเกณฑ์ที่เธอไม่รู้จัก ก่อนจะถูกจับตัวโดยกลุ่มโจรทะเลทรายที่ขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิต ภายใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทและดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้าย คือ “ซาอีด” ชายลึกลับผู้กุมชะตาชีวิตของเธอไว้ แต่สิ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้คือ ภายใต้คราบโจรผู้มั่งคั่ง เขาคือ เจ้าชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรคาลิม ผู้ถูกหักหลังโดยสายเลือดเดียวกัน ถูกใส่ร้ายจนต้องระเห็จออกจากวัง และต้องกลายเป็นโจรเพื่อซ่องสุมกำลังรอวันทวงคืนความยุติธรรม เมื่อสุลต่านองค์ปัจจุบันเริ่มระแวงในรัชทายาทที่หายสาบสูญ และกองทัพหลวงเริ่มออกไล่ล่าหัวโจรทะเลทรายอย่างบ้าคลั่ง หญิงสาวที่หลงทางมาอย่างบังเอิญกลับกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะชี้ชะตาว่า... ซาอีดจะได้กลับคืนสู่บัลลังก์ในฐานะกษัตริย์ หรือจะยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อรักษาดวงใจเพียงดวงเดียวไว้ในอ้อมกอดแห่งผืนทราย

กลร้ายทรายเสน่หา
..เธอทำให้เขาเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงเพื่อแก้แค้นแทนพี่สาวที่ตรอมใจตาย แต่เขากลับวางกลร้ายลวงหลอกพาเธอมาเผชิญหน้ากับภัยร้ายนานา ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ แล้ววางกลรักหมายเก็บเธอไว้ข้างกาย... ***************** พระเอกเป็นเจ้าชายในราชสกุลหนึ่งที่ผู้เขียนสมมุติขึ้นมา โดยตั้งชื่อสกุลว่า...มุนายันห์...ให้ออกเสียงว่า...Munnayanh(มุน-นา-ยันห์)... ****************** กรามแข็งแรงใต้เคราดกครึ้มขบแน่นจากภาพความทรงจำของสาวงามแต่งกายด้วยเสื้อผ้านางระบำเปิดเผยเรือนร่างงดงามสะดุดตาสะดุดใจด้วยผิวเนียนละเอียดขาวลออผุดผ่องน่าสัมผัสลูบไล้ ทรวดทรงอรชรงดงามยามสะเอวคอดเล็กพาสะโพกผายกลมกลึงส่ายพลิ้วไหวเย้ายวนอารมณ์ตามจังหวะดนตรีที่สามารถกระชากความดิบเถื่อนของชาติบุรุษออกมาอย่างง่ายดาย หญิงสาวเจ้าเล่ห์คนนี้ใช้ความสวยงามของรูปร่างหน้าตากับมายาเย้ายวนจากระบำรำฟ้อนมาเป็นสิ่งดึงดูดให้เขาสนใจในตัวหล่อน และทำได้สำเร็จเมื่อเขาได้เห็นรอยยิ้มหวานบาดใจกับนัยน์ตาหวานเชื่อมสีอำพันสุกใสที่ส่งประกายท้าทายเชิญชวนยามมองสบตากัน โดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นกับดักที่วางไว้เพื่อทำลายชื่อเสียงของเขา...และวันนี้ถึงเวลาที่เขาจะเอาคืนหล่อนบ้างแล้ว...

ภพเพาะรัก (พีเรียดร่วมสมัย โรแมนติก วรรณกรรมสำหรับผู้ใหญ่)
หนุ่มชาวดูไบย้อนเวลากลับไปตามหารักแท้ในสมัยอยุธยา เขามักจะฝันเห็นภาพต่าง ๆ ในอดีตรวมทั้งเธอ หญิงสาวที่แสนงดงามและอ่อนโยน ฝันเห็นช่วงเวลาแห่งความสุขกับบรรยากาศเก่า ๆ ที่แสนโรแมนติก ทั้งขบวนพยุหยาตราชลมาค ประเพณีลอยกระทง และการละเล่นต่าง ๆ รวมทั้งบรรดาเพื่อน ๆ ที่สนทนาด้วยถ้อยคำโบราณอีกทั้งยังยศตำแหน่งของเขาที่ได้รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระนารายณ์ ในฐานะเป็นหัวหน้ามหาดเล็ก ทุกอย่างติดตราตรึงใจเขา และที่สำคัญคือทุกครั้งที่เขาฝันเห็นเธอ หัวใจของเขามันร่ำร้องหาแต่เธอ ทำให้เขาไปที่อยุธยาและได้พลัดตกลงไปในรอยเลื่อนขณะเกิดแผ่นดินไหว เขาย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เกิดการรัฐประหารโดยฝ่ายหนึ่งคือพระเพทราชา อีกฝ่ายหนึ่งพระยาวิชเยนทร์ ภาพของสามีที่ปรากฏเสมือนคนแปลกหน้าในชุดแต่งกายแบบฝรั่งทำให้เธอรู้สึกราวกับฝันไป แต่ก็ดีใจเหลือเกินที่ได้พบเขาอีกครั้ง แต่เขาก็ได้รับการฝากฝังเธอไว้ ให้ช่วยพาเธอหนีไปจากแผ่นดินที่กำลังจะเปลี่ยนยุคสมัย เขาจึงพยายามสุดชีวิตฝ่าฟันอุปสรรคและความตายพาเธอกลับมาในภพปัจจุบันที่เธอรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่กับสิ่งที่ไม่คุ้นตา เธอจึงต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เธอจะปรับตัวได้หรือไม่ แล้วยังต้องเผชิญกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เฝ้ารักและปรารถนาเขาอยู่ เธอจะสามารถครอบครองหัวใจของเขาไปชั่วกัลป์นานได้ดั่งคำอธิษฐานหรือไม่

อัปสรามนตรา
อนินนาถ หญิงสาวผู้ถูกชักจูงเข้าไปในอดีตแห่งเมืองวิเภทะ มนตราได้พาเธอกลับไปสู่ยุคแห่งการรวมอาณาจักรเจินละ และได้กลายเป็นผู้รู้เห็นโศกนาฏกรรมแห่งสัญญาที่ไม่อาจปฏิบัติตาม

บ่วงเงา
'ตะวัน' นายทหารหนุ่มรูปงามกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับ 'สโรชา' แฟนสาวที่คบหากันมานาน แต่ยิ่งใกล้วันวิวาห์ตะวันกลับมีเรื่องให้ต้องกังวลใจ เพราะยามหลับตาครั้งใดเสียงฝีเท้าม้าจะต้องมารบกวนทุกราตรี ทำให้เขาพยายามค้นหาความจริงว่าเหตุใดเสียงนั้นจึงมีอิทธิพลต่อเขานัก จากการแนะนำของเพื่อนรักให้ได้รู้จักกับแพทย์ผู้มีชื่อเสียงซึ่งทำการรักษาด้วยการสะกดจิต ตะวันจึงได้รับรู้ถึงอดีตที่ผ่านมาของตนว่า เขาเคยเป็นทหารในองค์อุปราชแห่งเวียงจันทร์ มีความรักความผูกพันกับแม่หญิงลาวผู้เลอโฉมนามว่า 'คำสี' เงาอดีตทำให้ตะวันพยายามตามหาแม่หญิงคำสีในชาติภพปัจจุบัน แต่ตะวันก็มิอาจสมหวังเพราะไม่เคยมีผู้ใดในลาวพบเห็นหญิงสาวที่มีใบหน้าเหมือนนางเลย ยิ่งผิดหวังก็ยิ่งเหมือนติดอยู่ในบ่วงเงาแห่งอดีต เพราะตะวันไม่สามารถลืมคำสีนางอันเป็นที่รักยิ่งในอดีตได้ สโรชาจะมีส่วนช่วยให้ตะวันหลุดพ้นจากบ่วงเงาแห่งอดีตนั้นได้อย่างไร เขาจะกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้หรือไม่คงต้องให้บทอวสานแห่ง "บ่วงเงา" เป็นผู้เฉลยคำตอบ

ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย
เธอจากไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ในขณะที่เขากลับยังอยู่เพื่อเฝ้ารอด้วยความคะนึงหา เมื่อคนหนึ่งอยากลืม แต่อีกคนกลับจดจำทุกลมหายใจ แล้วจะมีหนทางไหมที่จะทำให้หัวใจของพวกเขากลับมาเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน “นี่ฉันหลุดมาอยู่ในยุคไหนวะเนี่ย บทจะข้ามภพก็ข้ามกันได้ง่ายๆ แบบนี้เลย? นี่ข้ามภพนะเว้ย ไม่ใช่ข้ามถนนหน้าปากซอย” “เจ้าเป็นตัวอะไร” คำถามโต้งๆ ทำเธอชะงัก ก่อนหันมาจ้องเขาตาขวางพลางบ่นงึมงำ “ถามแบบนี้ สู้ชี้หน้าด่ากันยังดูหยาบคายน้อยกว่า” “เป็นปิศาจรึ” คำถามนี้ทำเธอราวกับถูกตบหน้าอีกครั้ง “ไม่รู้ว่าข้าจะอดทนได้อีกนานเพียงใด เมื่อเจ้าช่างน่าปรารถนาเหลือเกิน” เขาบอกเสียงพร่า ขณะลูบไล้ที่แก้มนวลเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนลงมาแตะที่ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างอ้อยอิ่ง “เช่นนั้นท่านก็อยู่ให้ห่างจากข้าเถิดท่านฝู” “อย่าว่าแต่จะให้อยู่ห่างกัน แม้แต่ละสายตาจากเจ้า ข้ายังทำมิได้ หากต้องทำเช่นนั้น ข้าคงขาดใจตายเสียก่อน” “สายตาของท่านกำลังทำข้าใจคอไม่ดี” “ไม่ดีเยี่ยงไร” “ก็…มันอาจทำให้ข้าเผลอทำอะไรๆ ท่านน่ะสิ” “เช่นนั้นก็จงรู้เอาไว้ว่าการกระทำเมื่อครู่ของเจ้า ก็ทำให้ข้าใจคอไม่ดีเช่นกัน” “ไม่ดียังไง” เธอย้อนถามบ้าง “ก็ไม่ดีตรงที่ มันจะทำให้ข้ามิอาจรักษาคำพูดที่ให้ไว้ หากว่าข้า…ปรารถนาในตัวเจ้าเกินกว่าจะทนรอได้” เสียงเขาแหบพร่า อีกทั้งนัยน์ตาก็ยังแดงก่ำด้วยไฟปรารถนาที่กำลังพลุ่งพล่าน “เช่นนั้น…ก็ไม่ต้องรอสิ”

เหมยฮวาบัญชาการ
ม้าเร็วกำลังเร่งฝีเท้าควบผ่านแผ่นดินกว้างใหญ่โดยไม่คิดแม้แต่จะหยุดพัก วันเวลามิอาจคอยท่า สารด่วนมิอาจรอช้า ‘ฝูซิ่นเล่อ’ แม่ทัพใหญ่แห่งทัพไป๋หู่หรือกองทัพพยัคฆ์ขาว ต้องพิษหมื่นบุปผาของข้าศึกศัตรู เป็นเหตุให้ทัพใหญ่ที่กำลังกรำศึกอยู่ชายแดนไร้ซึ่งผู้นำ ความนี้ต้องส่งถึงองค์ฮ่องเต้โดยไวที่สุด หาไม่ ทัพไป๋หู่ที่ได้ชื่อว่ากองทัพไร้พ่าย อาจประสบกับความพ่ายแพ้ได้ “รายงาน!” พลทหารถือสารด่วนวิ่งเข้ามาในท้องพระโรง ขณะที่ฮ่องเต้กำลังประชุมกับเหล่าขุนนางอยู่ “สารด่วนจากทัพไป๋หู่พ่ะย่ะค่ะ!” “ว่ามา” ฮ่องเต้จินหยางหลงรับสั่ง “ทูลฝ่าบาท แม่ทัพฝูถูกทำร้ายด้วยพิษหมื่นบุปผาของต้าเจา บัดนี้ทัพไป๋หู่ไร้ผู้นำทัพ ขอฝ่าบาททรงพิจารณาแต่งตั้งแม่ทัพคนใหม่เป็นผู้นำทัพไป๋หู่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” “ฝูซิ่นเล่อถูกพิษเรอะ!” ไม่เพียงแต่จินหยางหลงเท่านั้นที่นั่งไม่ติด เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างก็พากันอกสั่นขวัญแขวน ที่ผ่านมาทัพไป๋หู่ไม่เคยพ่ายแพ้ ฝูซิ่นเล่อแม้บาดเจ็บมามาก แต่ก็ไม่เคยสาหัสถึงขั้นต้องส่งพลทหารมาขอให้ฮ่องเต้แต่งตั้งแม่ทัพคนใหม่ไปนำทัพ “ยามนี้ใครเป็นผู้บัญชาการทัพไป๋หู่” จินหยางหลงถาม “ทูลฝ่าบาท เป็นกุนซือฝูพ่ะย่ะค่ะ” องค์ฮ่องเต้ครุ่นคิดด้วยความหนักใจ มีเพียงกุนซือแต่ไร้ซึ่งแม่ทัพ แม้กุนซือเก่งกาจเพียงใดก็มีโอกาสที่จะพ่ายแพ้แก่ศัตรูได้ ท้องพระโรงจึงตกอยู่ในความเงียบครู่ใหญ่ แต่ในที่สุดจินหยางหลงก็เงยพระพักตร์ขึ้น “เว่ยหยางอ๋อง!” “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เว่ยหยางอ๋องหรือ ‘จินเกาหยาง' อนุชาร่วมสายโลหิตของฮ่องเต้ขานรับ ขณะก้าวออกมาข้างหน้า “เจ้าเคยเป็นแม่ทัพทหารม้ามาก่อน ประสบการณ์ในการรบก็มีมาก ศึกครั้งนี้คงต้องพึ่งเจ้าแล้ว” จินหยางหลงว่า “พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร หากข้าจะแต่งตั้งให้เว่ยหยางอ๋องเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งทัพไป๋หู่ นำทัพออกศึกกับแคว้นต้าเจา จนกว่าฝูซิ่นเล่อจะหายเป็นปกติ” “ฝ่าบาททรงปรีชา ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี” บรรดาขุนนางต่างพากันถวายคำนับ เมื่อไม่ผู้ใดคัดค้าน ฮ่องเต้จึงพระราชทานป้ายหยกตราพยัคฆ์อันเป็นตราประจำตัวแม่ทัพให้จินเกาหยาง “จงรีบเตรียมตัวไปชายแดน แล้วนำชัยชนะมาสู่ต้าจินให้จงได้!” “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” จินเกาหยางและผู้ติดตามออกเดินทางติดต่อกันโดยแทบไม่ได้หยุดพักเป็นเวลาสิบวันสิบคืน เขาเลือกใช้การเปลี่ยนม้าแทนการพักม้า แม้เป็นยอดอาชาฝีเท้าว่องไวเพียงใด ก็ยังไวไม่เท่ากับใจของจินเกาหยางที่ต้องการไปถึงที่ตั้งทัพไป๋หู่ให้เร็วที่สุด เพราะไม่รู้ว่ายามนี้กองทัพที่ไร้ซึ่งแม่ทัพจะเป็นเช่นไรบ้าง ในที่สุดเช้าของวันที่สิบเอ็ด จินเกาหยางก็มาถึงที่ตั้งทัพไป๋หู่ แม่ทัพคนใหม่ได้รับการต้อนรับจากเหล่าพลทหารเป็นอย่างดี ชายหนุ่มร่างสูงสง่าลงจากหลังม้าแล้วมองไปรอบ ๆ ทุกอย่างในกองทัพยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อย ทหารมิได้แตกตื่นเสียขวัญที่แม่ทัพใหญ่ได้รับบาดเจ็บ ทุกคนยังปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ตามปกติ จนจินเกาหยางอดไม่ได้ที่จะชื่นชม ‘กุนซือฝู’ ผู้ซึ่งพลทหารรายงานว่าเป็นผู้บัญชาการทัพไป๋หู่อยู่ในขณะนี้ ‘เขา’ ผู้นั้นคงเป็นผู้ที่มีความสามารถในการบัญชาการเป็นอย่างดีเลยทีเดียว “ยามนี้กุนซือฝูอยู่ที่ใด” จินเกาหยางถาม “เรียนท่านแม่ทัพ ขณะนี้ท่านกุนซือกำลังวางกลศึกกับนายกองคนอื่น ๆ อยู่” พลทหารตอบ “ท่านกุนซือกล่าวว่า หากท่านแม่ทัพมาถึงแล้ว ให้เชิญท่านไปเข้าร่วมการประชุมด้วยขอรับ” “เช่นนั้นจงนำทางข้าไปพบกุนซือฝู” “ขอรับ” จินเกาหยางเดินตามพลทหารไป พลางกวาดสายตามองรอบ ๆ ค่ายทหารแห่งนี้ หลายปีที่ผ่านมา ทัพไป๋หู่กรำศึกอยู่ชายแดนมาโดยตลอด นานทีพลทหารจะได้ผลัดเปลี่ยนกันกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของตน ก่อนจะกลับเข้ากองทัพโดยไม่มีใครคิดหนีทัพแม้แต่คนเดียว ไม่รู้ว่าแม่ทัพและกุนซือฝูทำให้ทหารจงรักภักดีถึงเพียงนั้นได้อย่างไร พูดถึงเรื่องที่พลทหารผลัดเปลี่ยนกันกลับบ้านเกิดแล้ว จินเกาหยางก็อดคิดถึงแม่ทัพและกุนซือแห่งทัพไป๋หู่ไม่ได้ พี่น้องสกุลฝูแทบไม่เคยกลับเข้าเมืองหลวงเลย ยามที่ฮ่องเต้พระราชทานรางวัล ก็ทำได้เพียงส่งไปที่จวนสกุลฝู โดยผู้ที่ได้รับปูนบำเหน็จไม่เคยกลับมารับรางวัล หรือกลับมาใช้ทรัพย์สินเงินทองที่ได้รับพระราชทานแต่อย่างใด นับตั้งแต่อดีตแม่ทัพฝูหานบิดาของทั้งสองเสียชีวิตในสงคราม เมื่อสิ้นแม่ทัพฝูหาน ฝูซิ่นเล่อก็ขึ้นเป็นแม่ทัพแทนบิดา แม้เขาจะอายุยังน้อย แต่ก็มากด้วยฝีมือและเปี่ยมด้วยความสามารถ ชายหนุ่มวัยเพียงสิบเจ็ดปีสามารถนำทัพต่อสู้กับข้าศึกศัตรูตามกลศึกที่กุนซือฝูผู้เป็น ‘พี่ชาย’ วางไว้ จนได้รับชัยชนะนับครั้งไม่ถ้วน ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแคว้น ผู้คนต่างเคารพยกย่อง แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่เคยพบหน้าทั้งสองมาก่อนเลยก็ตาม “ถึงแล้วขอรับ” พลทหารพาจินเกาหยางมาถึงกระโจมสีขาวขนาดใหญ่ที่มีทหารเฝ้ายามอยู่ด้านหน้า “เข้าไปเรียนท่านกุนซือว่าท่านแม่ทัพคนใหม่มาถึงแล้ว” พลทหารคนเดิมบอกกับทหารยาม ทหารยามเดินหายเข้าไปในกระโจม จินเกาหยางรออยู่ครู่หนึ่ง ทหารคนเดิมก็เดินออกมาเชิญเขาเข้าไปด้านใน “เชิญท่านแม่ทัพขอรับ” ทหารผู้น้อยแหวกผ้าม่านให้ จินเกาหยางเดินเข้าไปในกระโจม เหล่านายกองในชุดสีกรมท่าต่างมองมาที่เขาเป็นตาเดียว จินเกาหยางไม่คิดว่าเขาจะได้รับความศรัทธาจากคนเหล่านี้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง นายกองย่อมภักดีต่อแม่ทัพของตน และแม่ทัพของนายกองเหล่านี้คือฝูซิ่นเล่อ หาใช่ตัวเขา แต่เพื่อต้าจิน เขาจะต้องเป็นผู้นำทุกคน ณ ที่แห่งนี้ในฐานะแม่ทัพคนใหม่ให้ได้ ระหว่างที่จินเกาหยางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น สายตาของเขาก็สะดุดกับผู้ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งประธาน สองเท้าของชายหนุ่มพลันหยุดชะงัก สายตาจับจ้องไปยังสตรีรูปร่างบอบบางในชุดขาวเรียบง่าย ท่าทางของนางดูอ่อนแอขี้โรค ใบหน้าขาวซีดคล้ายคนป่วย หากดวงตาที่มองมายังเขานั้นกลับเปี่ยมด้วยอำนาจอย่างไม่น่าเชื่อ สตรีในกองทัพเป็นเรื่องต้องห้ามมิใช่หรือ แล้วสตรีผู้นี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!? “ท่านแม่ทัพ” ทั้งหมดหันมาประสานมือคำนับจินเกาหยาง รวมทั้งสตรีชุดขาวด้วย “ยินดีที่ได้พบทุกท่าน” จินเกาหยางประสานมือตอบ ก่อนจะก้าวเดินต่อ โต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่มีแผนที่กางไว้ และมีการปักธงรวมถึงทำสัญลักษณ์ต่าง ๆ มากมาย จินเกาหยางมองแผนที่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาสนใจกับเหล่านายกองและสตรีตรงหน้า “ข้าจินเกาหยาง รับพระบัญชาจากฝ่าบาทให้มาร่วมทำศึกกับพวกท่าน ขอพวกท่านโปรดรับข้าเป็นพี่น้อง เพื่อร่วมต่อสู้กับพวกท่านด้วยเถิด” เมื่อแรกที่ได้ยินข่าวว่าฮ่องเต้ส่ง ‘เว่ยหยางอ๋อง’ มาเป็นแม่ทัพแทนฝูซิ่นเล่อ เหล่านายกองต่างก็พากันคิดไปต่าง ๆ นานาว่าเขาจะเป็นคนเช่นไร จะถือตัวดังเช่นเชื้อพระวงศ์ทั่วไปหรือไม่ หากจินเกาหยางกลับพูดจาเป็นกันเอง เขากล่าวทุกถ้อยคำด้วยความอ่อนน้อม แต่ก็ดูน่าเกรงขาม ทั้งยังเรียกแทนตัวเองว่า ‘ข้า’ ไม่ใช่ ‘อ๋องอย่างข้า’ ทำให้เหล่านายกองรู้สึกดีต่อเขามากขึ้นกว่าตอนที่ได้สดับนามเป็นครั้งแรก สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของจินเกาหยางจับจ้องไปยังสตรีชุดขาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า นางอาจไม่ใช่หญิงงามสะคราญโฉม แต่ก็นับว่าเป็นหญิงงามคนหนึ่ง แม้ว่าใบหน้านั้นจะขาวซีดไปสักหน่อยก็ตาม ราวกับรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องมองด้วยความสงสัย สตรีชุดขาวประสานมือขึ้นแล้วจึงเอ่ยแนะนำตัว “หม่อมฉันฝูซิ่นฮวา กุนซือแห่งทัพไป๋หู่ ยินดีที่ได้รู้จักท่านอ๋อง” จินเกาหยางนิ่งอึ้ง แทบไม่เชื่อในสิ่งได้ยิน และไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น! กองทัพทหารม้าสองแสนนายอย่างทัพไป๋หู่ อยู่ภายใต้การบัญชาการของสตรีอ่อนแอท่าทางขี้โรค เป็นไปได้อย่างไรกัน!

ทวารวดีศรีนระ
“นางนี้คือหนึ่งเดียวในดวงใจ แม้มิได้เคียงคู่กาย แต่ใจรักนั้นเคียงคู่กันตราบนิรันดร” “เพชรแรก” วณิชชาหนุ่มเชื้อสายกษัตริย์แห่งเมืองอมริสา ผู้เปี่ยมไปด้วยศรัทธาแห่งองค์พระกฤษณะ เดินทางรอนแรมค้าขายจนได้มาพบกับ “มณี” หญิงงามแห่งลุ่มน้ำนครไชยศรี รักแรกนั้นตราตรึงจนทำให้ชายหนุ่มอย่างเขา ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้หญิงอันเป็นที่รักนั้นพึงใจและมีความสุข ส่วนฝ่ายหญิงเองแม้จะแสร้งทำเป็นว่ามิสนใจ แต่ภายในนั้นตระหนักดีว่าตนได้แอบมีใจให้กับชายหนุ่มไปแล้วมิใช่น้อย ความรักของทั้งคู่ดูแล้วน่าจะราบรื่น แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้น เพราะทั้งสองต่างคนต่างมีหญิงและชายที่เฝ้าหมายปองต้องการจะครอบครองหัวใจของทั้งคู่

คุณพระของบ่าว
ความจำเป็นทางบ้านทำให้ ‘เปลว’ ต้องถูกพ่อแม่ขายไปเป็นทาสในเรือนของ ‘พระพิชิตพลเดชา’ ขุนศึกผู้เกรียงไกร มีนิสัยเย็นชาและแข็งกระด้าง หน้าที่ของเปลวคือรับใช้คนอย่างคุณพระ แม้จะเป็นหน้าที่อันหนักหน่วงหากทว่าเขากลับไม่ยอมแพ้ให้กับความเย็นชานั่น พยายามทำทุกอย่างเพื่อลดความเย็นชาของคุณพระให้ได้ ..... “บ่าวขอตัวนะขอรับ” “จะไปไหน” “จะกลับไปเรือนนอนของบ่าวขอรับ” “ข้าบอกให้นอนอยู่ที่นี่อย่างใดเล่า อย่าออกไปเพ่นพ่านด้านนอก ไม่เช่นนั้นข้าจะลงโทษเอ็ง” “แต่...” กล่าวคำนี้จบเปลวก็รีบยกมือขึ้นมาปิดปากตนเอง เพราะเมื่อครู่หลังจากพูดคำนี้จบเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง ไม่อยากจะโดนอย่างนั้นอีก “เอ็งก็รู้หากดื้อกับข้าจะต้องโดนอะไรบ้าง” “แต่คุณพระก็ไม่มีสิทธิ์ทำกับบ่าวเยี่ยงนี้นะขอรับ” “ข้ามีสิทธิ์ในตัวบ่าวทุกคนในเรือนนี้ แค่นี้เอ็งคงจะรู้นะว่าต้องทำตัวเยี่ยงไร” “แล้วเหตุใดต้องเป็นบ่าวด้วยขอรับ”

มัจจุราชโอบรัก [愛毒藥]
เพราะความนึกสนุกเป็นเหตุทำให้นางเสียความทรงจำ แถมพอฟื้นขึ้นมากลับพบว่าตัวเองอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แถมมีสามีพ่วงมาด้วยอีกต่างหาก สิ่งเดียวที่นางมีหลังจากที่ฟื้นขึ้นมาและพบว่าตัวเองสูญเสียความทรงจำไปจนหมดสิ้นคือสามีที่ดูเหมือนจะเป็นผู้ที่นางสามารถพึ่งพาและพึ่งพิงได้หลังจากเสียความทรงจำ แม้เขาจะดูเย็นชาสายตาที่มองนางก็ไร้ซึ่งความรัก หากแต่ในเมื่อเขาเป็นผู้ยืนยันว่านางคือฮูหยินของเขาและเขาก็คือสามีของนาง อย่างไรเสียอยู่กับเขาก็เป็นทางเลือกเดียวของนางแล้ว เพียงเพราะรักจึงทุกข์ถึงเพียงนั้น เพียงเพราะรักจึงสุขถึงเพียงนี้

เสน่หาล่ารัก
มาเป็นหนูไหม จะได้รู้ว่าความเจ็บของเรามันไม่เท่ากัน

ล่ามรักเพื่อนสนิท
มึงกำลังทำกูคลั่ง

แอลฟา
ฉันชื่อ Lou อายุสิบเจ็ดปี ฉันอาศัยอยู่กับพ่อแม่และน้องสาวคนเล็กทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ความพิเศษของเรา? เราคือมนุษย์หมาป่า บนโลกมีหมาป่าประมาณสามพันล้านตัวต่อมนุษย์สี่พันล้านคน พวกมันไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเรา พวกเขาเคารพเราและเราเคารพพวกเขาเป็นการตอบแทน และมันใช้งานได้อย่างนั้น ดังนั้น ทุกๆ สองปี การประชุมจะเกิดขึ้นเพื่อรวบรวมอัลฟ่าที่ทรงพลังที่สุด การประชุมครั้งนี้มีแนวคิดที่น่าสงสัย มีการดึงผู้เข้าร่วมโอเมก้า โอเมก้าคือพวกเรา ประชากรหมาป่า หมาป่าแต่ละตัวจะถูกดึงออกมาเพียงครั้งเดียวในชีวิต และในปีนี้ ฉันเอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นทั้งหมด
