ประตูทราย สู่หัวใจสุลต่าน

97.0K · อัพเดทล่าสุด
วาฬราตรีสีคราม
56
บท
469
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

"เมื่อประตูทรายถูกเปิด หญิงต่างแดนจะเป็นทั้งคำทำนาย…และดวงใจของผู้ครองนคร" หญิงสาวจากโลกปัจจุบันหลงเข้าไปในอาณาจักรทะเลทรายผ่าน “ประตูทราย” โบราณ ที่นั่น นางถูกสุลต่านผู้ทรงอำนาจจับตามอง เขาเชื่อว่านางคือกุญแจของคำทำนาย แต่ยิ่งใกล้…เขากลับไม่ยอมปล่อยนางไปจากอ้อมแขน ท่ามกลางผืนทรายที่ร้อนระอุและไร้ที่สิ้นสุด “อันธิยา” หญิงสาวจากต่างมิติได้ก้าวข้ามขอบเขตแห่งกาลเวลามาด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เธอตื่นขึ้นมาในดินแดนที่ปกครองด้วยคมดาบและกฎเกณฑ์ที่เธอไม่รู้จัก ก่อนจะถูกจับตัวโดยกลุ่มโจรทะเลทรายที่ขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิต ภายใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทและดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้าย คือ “ซาอีด” ชายลึกลับผู้กุมชะตาชีวิตของเธอไว้ แต่สิ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้คือ ภายใต้คราบโจรผู้มั่งคั่ง เขาคือ เจ้าชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรคาลิม ผู้ถูกหักหลังโดยสายเลือดเดียวกัน ถูกใส่ร้ายจนต้องระเห็จออกจากวัง และต้องกลายเป็นโจรเพื่อซ่องสุมกำลังรอวันทวงคืนความยุติธรรม เมื่อสุลต่านองค์ปัจจุบันเริ่มระแวงในรัชทายาทที่หายสาบสูญ และกองทัพหลวงเริ่มออกไล่ล่าหัวโจรทะเลทรายอย่างบ้าคลั่ง หญิงสาวที่หลงทางมาอย่างบังเอิญกลับกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะชี้ชะตาว่า... ซาอีดจะได้กลับคืนสู่บัลลังก์ในฐานะกษัตริย์ หรือจะยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อรักษาดวงใจเพียงดวงเดียวไว้ในอ้อมกอดแห่งผืนทราย

นิยายย้อนยุคนักรบ18+คู่รักลิขิตเรื่องมหัศจรรย์ผู้หญิงเรียบร้อยผู้สืบทอดกลอุบายในวังต่างโลกหักหลัง

ตอนที่ 1 : ตราประทับแห่งจอมโจร

สายลมยามค่ำคืนเหนือผืนทรายคาฟารีนาไม่เคยปรานีผู้ใด มันพัดหวีดหวิวคร่ำครวญผ่านหุบเขาหินปูน ทะเลทรายอันรกร้าง ราวเสียงโหยหวนของวิญญาณผู้ล่วงลับที่หลงทางอยู่กลางทะเลทรายเวิ้งว้างสุดสายตา ผืนทรายสีหม่นทอดยาวไร้จุดจบ ภายใต้แสงจันทร์ซีดจางที่ทาบทับเงาเนินทรายซ้อนทับกันราวคลื่นทะเลนิ่งงัน ความหนาวเหน็บถูกหอบมากับสายลม บาดลึกผ่านผ้าคลุมหนาไปถึงกระดูก กระแทกแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มผู้ยืนตระหง่านเดียวดายอยู่บนเนินทรายสูงสุด เบื้องล่างมีเพียงความว่างเปล่าและความเงียบงันเป็นพยานการมีอยู่ของเขาชายผู้ยืนหยัดท่ามกลางทะเลทรายที่ไม่เคยเมตตาใคร

“ไทมูรย์ ซาอีด อัล คาลิม” ยืนสงบนิ่งดุจรูปสลักหินที่ไร้ความรู้สึก ชุดคลุมสีดำสนิทของเขาสะบัดพริ้วล้อไปกับกระแสลมรุนแรง ราวกับปีกของพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะตะครุบเหยื่อในความมืด ใบหน้าของเขาถูกพันธนาการไว้ด้วยผ้าโพกศีรษะสีเข้ม เหลือเพียงดวงตาคมกริบสีน้ำตาลไหม้ที่วาวโรจน์ด้วยประกายแห่งความเด็ดขาด

เบื้องล่างของเขาคือ 'หุบเขาอัซฮาร์' ชัยภูมิที่ซับซ้อนและลึกลับที่สุด พื้นที่แห่งนี้เปรียบเสมือนป้อมปราการธรรมชาติที่ช่วยปกป้องกลุ่มโจรทะเลทรายของเขาจากการตามล่าของกองทัพหลวงมาตลอดห้าปี

“ท่านซาอีดขอรับ... สัญญาณควันจากหอสังเกตการณ์ที่สามเริ่มขยับแล้ว”

เสียงของ บาร์คัต องครักษ์คู่กายกระซิบแผ่วเบามาจากด้านหลัง ซาอีดไม่ได้หันไปมอง แต่เขารับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่กระจายออกมาจากคนสนิท เขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อย แววตาคมกริบนั้นจ้องเขม็งไปที่เส้นขอบฟ้าที่มืดมิด

ห้าปีแล้ว... ห้าปีที่เขาต้องทิ้งนามสกุลอันสูงศักดิ์ ห้าปีที่ต้องแลกบัลลังก์ทองคำกับกองไฟกลางผืนทราย

{อดีต: แผลเป็นแห่งอาณาจักรคาลิม}

ภาพความทรงจำเมื่อห้าปีก่อนย้อนกลับมาฉายซ้ำในมโนสำนึกดุจเปลวเพลิงที่เผาไหม้ ในตอนนั้น เขาคือ "เจ้าชายไทมูรย์ ซาอีด อัลฟาริส บินราชิด อัลคาลิม" รัชทายาทลำดับที่หนึ่งผู้รุ่งโรจน์ที่สุดแห่งอาณาจักรคาลิม ท้องพระโรงหินอ่อนสีขาวนวล กลิ่นหอมของน้ำดอกกุหลาบ และเสียงดนตรีอันอ่อนหวานเคยเป็นโลกทั้งใบของเขา ทว่าในโลกที่ดูสวยงามนั้น กลับซ่อนเขี้ยวเล็บของอสรพิษไว้ภายใต้รอยยิ้มของเหล่านางสนมของ "สุลต่านราชิด อัลมันซูร์ อัลคาลิม"

“ซาอีด... จำไว้นะลูก ในวังหลวงแห่งนี้ กำแพงมีหู และประตูก็มีปาก อย่ามอบความเชื่อใจให้ใครนอกจากหัวใจของเจ้าเอง” พระมเหสี อมีนา พระมารดาที่มาจากต่างแดนผู้เปี่ยมด้วยเมตตาเคยโอบกอดเขาพร้อมคำเตือนที่ดูเหมือนลางร้าย

คืนที่มืดมิดที่สุดในชีวิตของซาอีดเริ่มต้นด้วยกลิ่นหอมหวานของกำยานที่อบอวลไปทั่วพระราชวัง แต่มันกลับเป็นกลิ่นแห่งความตายที่ซ่อนเร้น พระสนมดาริน อัลอาซาด ประทับอยู่ข้างวรกายของสุลต่าน นิ้วเรียวยาวดุจกรงเล็บเหยี่ยวลูบไล้พระหัตถ์ของพระสวามีอย่างอ่อนโยน ทว่านัยน์ตาของนางกลับฉายแววอำมหิตลึกซึ้ง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นางค่อยๆ หยดพิษ "หยาดน้ำตาปีศาจ" ลงในจอกสุราของสุลต่าน พิษที่ไม่ได้ฆ่าให้ตายในทันที แต่ค่อยๆ กัดกินสติสัมปชัญญะจนพระองค์กลายเป็นเพียงหุ่นเชิดที่เต็มไปด้วยความระแวงและบ้าคลั่ง เมื่อสบโอกาสในคืนที่ดวงจันทร์ถูกเมฆดำทะมึนบดบัง นางจึงเริ่มร่ายมนตร์สังหารผ่านคำลวง

“หม่อมฉันเจ็บปวดเหลือเกินเพคะที่ต้องบอกความจริง...” นางแสร้งกรรแสงสะอื้นไห้ซบพระอุระของสุลต่าน

“พระมเหสีอมีนาที่ท่านทรงรัก นางมิได้เพียงแค่ทรยศต่อแท่นบรรทม แต่นางกำลังปรุงยาพิษเพื่อปลิดชีพท่าน เพื่อเชิดชูชู้รักของนางขึ้นสู่บัลลังก์แทนท่าน"

เสียงสะอื้นไห้ของพระสนมดารินช่างดูเปราะบาง ทว่าในแววตาที่ซบลงกับพระอุระนั้นกลับมีประกายแห่งชัยชนะ สุลต่านผู้เคยเกรียงไกรบัดนี้พระเนตรพร่ามัว ทรงขบพระทนต์จนเส้นพระเจ้าขึ้นปูดโปนด้วยความโกรธแค้นที่ถูกยาพิษและคำลวงครอบงำ

“บังอาจ... บังอาจนัก” สุลต่านแผดสุรเสียงกึกก้องจนโคมไฟระย้าสั่นไหว

“ทหาร ไปลากตัวนางหญิงแพศยาผู้นั้นออกมาจากเขตหวงห้ามของข้า ณ บัดนี้"

" เร่งนำตัวมันไปยังแท่นประหารกลางลานหินอ่อน ข้าจะดูวาระสุดท้ายของคนทรยศด้วยตาตนเอง”

ความเงียบสงัดของค่ำคืนถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักอึ้งของทหารมหาดเล็ก ประตูปีกตะวันออกถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง พระมเหสีอมีนา ซึ่งกำลังสวดมนต์ขอพรให้พระสวามีหายจากอาการประชวรถึงกับสะดุ้งสุดตัว นางถูกทหารร่างยักษ์สองคนเข้ากระชากต้นแขนอย่างไร้ความปราณี จนร่างระหงล้มลงครูดไปกับพื้น

“พวกเจ้าจะทำอะไร ปล่อยแม่ข้านะ” ซาอีด ในวัยเยาว์โผเข้าขวาง วงแขนที่ยังไม่กำยำนักพยายามโอบกอดปกป้องพระมารดา แต่เขากลับถูกพานท้ายหอกกระแทกเข้าที่ยอดอกจนเสียหลักล้มลง

“องค์สุลต่านมีรับสั่ง... ให้จับกุมพระมเหสีผู้วางแผนลอบปลงพระชนม์” หัวหน้าองครักษ์ประกาศด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ร่างของพระมเหสีอมีนาถูกลากไปตามระเบียงทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาว พระนางมิได้ขัดขืนด้วยกำลัง แต่ดวงตาที่เปี่ยมด้วยความรักนั้นจ้องมองไปยังลูกชายที่พยายามกระเสือกกระสนลุกขึ้นตามมา

“ท่านแม่ ท่านแม่” ซาอีดร้องตะโกนจนสุดเสียง น้ำตาไหลอาบแก้มขณะวิ่งตามขบวนประหารที่รวดเร็วและโหดร้าย เขามองเห็นชายสไบสีนวลของพระมารดาครูดไปตามพื้น เสียงโซ่ตรวนที่ล่ามข้อพระบาทดังกังวานบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ทุกครั้งที่เขาพยายามเข้าใกล้ ทหารจะใช้โล่กระแทกเขาออกไปราวกับเขาเป็นเพียงเศษผง

“ซาอีด... ลูกรัก... อย่ามอง...” พระมเหสีอมีนาหันมาสบตาพระโอรสเป็นครั้งสุดท้าย สุรเสียงของพระนางแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความห่วงใย แม้ในวินาทีที่ความตายรออยู่เบื้องหน้า พระนางกลับห่วงความรู้สึกของลูกชายมากกว่าชีวิตตนเอง