

นิยาย


เวยเหนียงจือหวานใจนายทหาร 1980
กลับมาในวันที่เวยอิง ลูกสาวตัวจริงของสกุลเวยเพิ่งกลับมาบ้านได้เพียงสามวัน และเป็นวันที่เธอถูกใส่ร้ายว่าขโมยของจนถูกพี่รองผลักหัวกระแทกขอบโต๊ะ "แม่ครับ อย่าไปคุยกับคนขี้ขโมยอย่างมันเลย แจ้งตำรวจจับมันเข้าคุกไปดัดนิสัยเสียบ้าง เผื่อสันดานเด็กกำพร้ามันจะหายไป" เสียงทุ้มต่ำเจือความรังเกียจดังมาจากเวยเจ๋อพี่ชายคนรองที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตู ข้างกายเขาคือเวยอิง หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่กำลังแสร้งบีบน้ำตา ทำท่าทางหวาดกลัวราวกับลูกกวางน้อย "พี่รอง อย่าทำแบบนั้นเลยค่ะ พี่เหนียงจือคงไม่ได้ตั้งใจ อาจจะแค่แค่อยากยืมไปใส่เล่นเฉยๆ น้องไม่โกรธหรอกค่ะ ขอแค่พี่คืนมา" เวยอิงพูดเสียงเครือ พลางเหลือบมองเหนียงจือด้วยแววตาเย้ยหยันที่ซ่อนอยู่หลังม่านน้ำตา เหนียงจือมองดูละครฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ชาติก่อนเธอร้องไห้ฟูมฟาย ปฏิเสธเสียงหลง กราบกรานขอความเมตตา แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการถูกตบตีและถูกขังไว้ในห้องเก็บฟืน แต่ชาตินี้จะไม่เหมือนเดิม "ฉันไม่ได้เอาไป" เหนียงจือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เย็นยะเยือกจนคนในห้องชะงัก


ฉินซื่อมารดาใจร้ายยุค 1985
ฉินซื่อหันกลับไปหาสามี "อาไห่ คืนนี้หรูเหมยจะนอนห้องใหญ่ ส่วนข้าวของของหรูเยียน ย้ายไปอยู่ห้องเก็บของชั้นล่างซะ" "แม่ ห้องนั้นมันรูหนูนะ" หรูเยียนกรีดร้อง "หนูเป็นลูกแม่นะ ทำไมแม่ลำเอียงแบบนี้" "ลำเอียงเหรอ" ฉินซื่อยิ้มเย็น "ห้องใหญ่สมควรเป็นของ พี่สาวคนโต ส่วนแกเป็นแค่น้องสาว แถมยังเป็นน้องที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เสียสละให้พี่เขาหน่อยจะเป็นไรไป" หรูไห่มองภรรยาด้วยความทึ่ง เขาไม่เคยเห็นฉินซื่อเด็ดขาดและเข้มแข็งขนาดนี้มาก่อน แต่พอมองลูกสาวตัวจริงที่เพิ่งกลับมา เขาก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างไม่ต้องคิด "ทำตามที่แม่เขาบอกเถอะหรูเยียน แกเป็นน้อง ต้องรู้จักเสียสละให้ พี่ใหญ่ เขาหน่อย พี่เขาลำบากมาเยอะแล้ว" กระแทกหน้าหรูเยียนอย่างจัง สถานะของนางร่วงหล่นลงมาทันที


หลิวอิงอิงทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยงสามแสบยุค 1970
เย่ฟ่าน เย่ฟู และเย่เฟิง กำลังนอนหมอบอยู่บนพื้นดิน มือของเย่ฟ่านยังจับปลายเชือกฟางไว้อย่างแน่นหนา ใบหน้าของเด็กทั้งสามเต็มไปด้วยความตกตะลึงที่แผนการหลอกให้กลัวไม่สำเร็จ "เล่นอะไรเป็นเด็กๆ" หลิวอิงอิงกอดอกมองจอมแสบทั้งสาม "อ้อ ลืมไป พวกเธอก็ยังเป็นเด็กนี่นะ แต่เล่นแรงไปหน่อยไหม ถ้าฉันตกใจจนสะดุดล้มหัวฟาดหินตายไป ใครจะทำกับข้าวให้พวกเธอกิน" "ก็ตายไปเลยสิ ใครง้อ" เย่ฟ่านตะโกนสวนกลับ แม้ในใจจะแอบหวั่นเกรงสายตาดุๆ ของแม่เลี้ยงก็ตาม "ปากดีนักนะ" หลิวอิงอิงก้าวเข้าไปประชิดตัวเย่ฟ่าน ดึงเชือกฟางออกจากมือเด็กชาย แล้วดึงงูตัวนั้นเข้ามาใกล้ "รู้ไหมว่างูตัวนี้เอาไปทำอะไรได้บ้าง สับเป็นท่อนๆ ต้มซุปน้ำใสใส่ขิงเยอะๆ ซดร้อนๆ บำรุงร่างกายดีนักแล เย็นนี้ฉันจะทำซุปงูให้พวกเธอกินดีไหม"


หนิงลู่อิงชายาหย่าสามี
อุ๊บ..." หนิงอันยกมือปิดปาก หน้าถอดสีจากแดงกลายเป็นเขียวคล้ำ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก "โอ้โห เสียงท้องร้องหรือนั่น ดังเหมือนฟ้าร้องเลยนะน้องรัก" หนิงลู่อิงแกล้งพูดเสียงดัง "สงสัยเจ้าจะหิวมาก ไปกินแตงโมเพิ่มไหม" "ปรู๊ด..." เสียงลมระบายออกจากทวารหนักดังแทรกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เป็นเสียงที่ยาวนานและทรงพลัง ท่ามกลางความเงียบกริบของงานเลี้ยง แขกเหรื่อต่างพากันปิดจมูกและถอยกรูด อวี้เทียนที่กำลังเดินเข้ามาหาถึงกับชะงักฝีเท้า "อันเอ๋อร์ เจ้า..." "ไม่ใช่ ข้า... โอ๊ย" หนิงอันบิดตัวด้วยความปวดมวนท้องอย่างรุนแรง ข้าศึกบุกประชิดประตูเมืองจนนางแทบจะกลั้นไม่อยู่ "เร็วเข้า รีบไปห้องสุขาเถอะ เดี๋ยวจะเลอะเทอะตรงนี้ มันจะไม่งามนะ" หนิงลู่อิงตะโกนเชียร์ "วิ่งเลยหนิงอัน วิ่ง"


เสิ่นเจียหนิงคุณหนูสายตบยอดหมอผี
"แม่รองพาคนมามากมายเยี่ยงนี้แต่เช้าตรู่ มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ หรือว่าจวนราชครูเกิดเหตุร้าย" น้ำเสียงของนางกังวานใสไร้ความตื่นตระหนก สวีหลานอ้าปากค้าง สมองหมุนคว้างอย่างหนัก สวีคังหายไปไหน ยาปลุกกำหนัดนั่นรุนแรงยิ่งนัก ไม่มีทางที่บุรุษใดจะทนได้ หรือว่ามันหาห้องไม่เจอ "เจียหนิง เจ้าปลอดภัยดีหรือ เมื่อคืนแม่รองได้ยินเสียงคนแปลกหน้าเข้ามาแถวนี้ จึงเป็นห่วงกลัวว่าเจ้าจะได้รับอันตราย" สวีหลานฝืนปั้นหน้ายิ้ม ทว่าในใจร้อนรุ่มดั่งไฟสุม "ขอบพระคุณแม่รองที่ห่วงใย เมื่อคืนข้านอนหลับสนิท ไม่ได้ยินเสียงอันใดเลยเจ้าค่ะ" เสิ่นเจียหนิงแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่สวีหลานมองแล้วรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกดำ ทันใดนั้นเอง สาวใช้ประจำตัวของเสิ่นอิงอิงก็วิ่งกระหืดกระหอบแหวกหน้าฝูงชนเข้ามา ใบหน้าของนังบ่าวเต็มไปด้วยน้ำตาและความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทาราวกับเจ้าเข้า "ฮูหยินรอง ฮูหยินรองเจ้าขาแย่แล้วเจ้าค่ะแย่แล้ว" สาวใช้ทิ้งตัวลงคุกเข่าตรงหน้าสวีหลาน ร้องไห้สะอึกสะอื้น "มีเรื่องอันใด ร้องห่มร้องไห้เป็นลางร้ายแต่เช้า" สวีหลานตวาดเสียงเกรี้ยวกราด หงุดหงิดที่แผนการไม่เป็นไปตามคาด "มีโจรบุกห้องคุณหนูรอง" ฮูหยินรองถึงกับเข่าอ่อน


ฉู่เจียวหนูน้อยพาครอบครัวร่ำรวย
"ท่านย่ากับป้าใหญ่ตกลงรับเงินยี่สิบตำลึงจากเศรษฐีเฒ่าในเมืองจินเทียน พวกนางทำสัญญาขายตัวท่านแม่ข้าแล้ว ตอนนี้ท่านพ่อกำลังไปทวงถามความจริงที่บ้าน ท่านลุงหลี่ได้โปรดไปช่วยครอบครัวข้าด้วยเถิด หากไปช้า ท่านพ่อข้าต้องถูกลุงใหญ่ตีตายแน่เจ้าค่ะ"


หลินเสี่ยวเยว่ทะลุมิติมาในยุค 80 พาครอบครัวร่ำรวย
"ออกมาได้แล้วเหรอ นึกว่าตายคาห้องไปแล้วเสียอีก" ย่าหลินตวาดเสียงแหลม "ไปตักน้ำ แล้วก็ไปซักผ้าเดี๋ยวนี้ หมูในเล้าก็ยังไม่ได้กินข้าว แกจะขี้เกียจไปถึงไหน" เหนียงซื่อผู้เป็นแม่รีบวิงวอนเสียงสั่น "คุณแม่คะ เสี่ยวเยว่เพิ่งจะฟื้นไข้ ให้นางพักอีกสักหน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวงานพวกนั้นฉันทำเอง" "หุบปากไปเลยนะสะใภ้สารเลว" ย่าหลินหันมาแว้ดใส่ "หล่อนเองก็เหมือนกัน วันๆ เอาแต่โอ๋ลูกจนเสียคน งานการในไร่ไม่ไปทำ คิดจะเกาะลูกชายคนโตฉันกินหรือไง" ถ้าเป็นหลินเสี่ยวเยว่คนเดิมคงยืนก้มหน้าร้องไห้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่สำหรับหลินเสี่ยวเยว่คนนี้ มันเป็นเพียงคำพูดไร้สาระของคนแก่เห็นแก่ตัว เธอเดินเข้าไปบังหน้าแม่ของเธอไว้ แล้วจ้องตาย่าหลินกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ย่าจะให้หนูทำงานก็ได้ แต่หนูขอข้าวกินก่อน" เสี่ยวเยว่พูดเสียงเรียบ "ตั้งแต่เมื่อวานเย็นจนถึงเช้านี้ ข้าวยังไม่ตกถึงท้องหนูสักเม็ด คนนะไม่ใช่ควาย จะให้ไถนาโดยไม่กินหญ้าได้ยังไง"


เซียนเฟยหวนชะตารักกลับมาทวงแค้น
"ข้าเหม็น เสื้อผ้าพวกนี้ มันเหม็นเหลือเกิน" เฟิงหลินก้มลงมองชุดเก่าที่นางสวมตอนไปวัด ชุดที่เปียกน้ำเน่าซึ่งถูกโยนทิ้งไว้ที่มุมห้อง "กลิ่นกลิ่นผี กลิ่นบ่อน้ำนั่น มันตามข้ามาท่านแม่ ท่านก็เหม็น ข้าทนไม่ไหวแล้ว!" นางเริ่มทุบตีตัวเอง "ข้าไม่อยากเหม็น! ข้าไม่อยากให้ผีตาม!" "โว้ย! น่ารำคาญ!" ชุนเถาตวาด "ก็เอาไปทิ้งสิ! เสี่ยวชิง! เอาผ้าขี้ริ้วเหม็นๆ นั่นไปทิ้งที!" "ไม่!!!" เฟิงหลินกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง "ทิ้งไม่ได้! ถ้าทิ้งผีมันจะตามกลิ่นไป ต้องเผาต้องเผาเท่านั้น" นางคลานไปเกาะขาชุนเถา "ชุนเถาได้โปรด เผามันให้ข้าที... ข้ากลัว..." ชุนเถาสะบัดขาทิ้งอย่างรังเกียจ "เรื่องมากจริง! แค่เผาก็จบใช่ไหม! ได้!" "แต่... แต่..." เฟิงหลินทำท่าลังเล "ต้องเป็นคน ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ ต้องเป็นคนที่รู้จักท่านแม่ ผีท่านแม่จะได้ไม่โกรธ..." นางชี้ไปทางหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย "หญิง หญิงชราคนนั้นที่ลานซักล้าง คนที่เย็บผ้าให้ข้า นางรู้จักท่านแม่ให้นางเอาไปเผานะ นะได้โปรด..."


ถังเนียนเนียนทะลุมิติมาดูแลน้องแฝด
"ครบสามวันแล้วนะ นังเด็กปากดี เงินหนึ่งตำลึงของเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ หรือว่าหาไม่ได้แล้ว เตรียมตัวไปเป็นทาสได้แล้วกระมัง" ปัง! ประตูถูกถีบเปิดออกอีกครั้ง ย่าถังเดินนำเข้ามาเป็นคนแรก ตามด้วยอาสะใภ้ทั้งสองและลูกๆ ของพวกนาง ทุกคนมีสีหน้าสมหวังและพร้อมที่จะเข้ามาเยาะเย้ยซ้ำเติมอย่างเต็มที่ "พูดอะไรกันอยู่" ย่าถังตวาด "เสียเวลา รีบส่งตัวเด็กสองคนนั่นมาให้ข้า ข้าจะส่งพวกมันไปให้เศรษฐีหลี่ แล้วค่อยจัดการกับตัวต้นเหตุ" ถังเนียนเนียนค่อยๆ ยืนขึ้นเต็มความสูง นางใช้ร่างของตนบังน้องๆ ไว้จากสายตาละโมบของญาติใจชั่ว นางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวหรือร้อนรนแม้แต่น้อย "ใจเย็นก่อนเถิดท่านย่า" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "สัญญาก็คือสัญญา ข้าน้อยมิเคยคิดจะบิดพลิ้ว" นางล้วงเข้าไปในอกเสื้อ แต่แทนที่จะเป็นท่าทางลังเลอย่างที่ทุกคนคาดคิด นางกลับหยิบแท่งเงินที่ส่องประกายแวววาวออกมาอย่างมั่นคง เคร้ง! เนียนเนียนโยนเงินแท่งหนึ่งตำลึงลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงโลหะกระทบกับเนื้อไม้ดังกังวานไปทั่วกระท่อมที่เงียบสงัด แสงแดดยามสายที่ส่องเข้ามาตกกระทบกับผิวเงิน สะท้อนประกายวาววับเข้าตาของทุกคน รอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้าของย่าถัง หลันซื่อ และจ้าวซื่อแข็งค้างทันที ดวงตาของพวกนางเบิกกว้างจ้องมองเงินแท่งบนโต๊ะราวกับถูกสาป "เป็นไปได้อย่างไร" หลันซื่ออุทานออกมาเป็นคนแรก