อวี้หนิงหนิงยอดปรมาจารย์โอสถ

50.0K · จบแล้ว
กลิ่นดอกเหมย เพชรนภา
22
บท
932
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

"อาจารย์ สำนักของเราคือสำนักแพทย์อันดับหนึ่งแห่งแคว้นต้าเซี่ย หากนางอยากฝากตัวเป็นศิษย์ ก็สมควรให้นนางเข้ารับการทดสอบตามกฎระเบียบเถิดเจ้าค่ะ สำนักแพทย์โอสถไม่เคยรับคนไร้ความสามารถเพียงเพราะหยดน้ำตาและความน่าสงสาร" นางทำให้อวี้ซินซินชะงักงัน แผนการที่เตรียมมาบีบน้ำตาเรียกร้องความเห็นใจถูกสกัดดาวรุ่งจนพังทลายลงในพริบตา อาจารย์จวิ้นเสวียนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างช้าๆ "หนิงหนิงกล่าวได้ถูกต้อง กฎย่อมต้องเป็นกฎ ไม่มีการยกเว้น" อาจารย์จวิ้นเสวียนลูบเคราสีดอกเลาเบาๆ "หนิงหนิง ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์เอก เจ้าจงตั้งโจทย์ทดสอบน้องสาวของเจ้าเถิด"

นิยายจีนโบราณนิยายศิลปะการต่อสู้เทพสงครามนางเอกเก่งข้ามมิติแฟนตาซี

1

ร่างบอบบางของอวี้หนิงหนิงถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนเส้นเขื่องขึงตรึงไว้กับกำแพงศิลา อาภรณ์สีขาวที่เคยงดงามบริสุทธิ์สมฐานะศิษย์เอกแห่งสำนักแพทย์โอสถ บัดนี้ขาดวิ่นและอาบชุ่มไปด้วยโลหิตสีแดงฉานจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม

นางหอบหายใจรวยริน ความเจ็บปวดแล่นริ้วจากบาดแผลทั่วร่าง ทุกครั้งที่ขยับตัว โซ่ตรวนจะบาดลึกลงไปในเนื้อจนเลือดซึมออกมาใหม่ ใบหน้าที่เคยงดงามหมดจดราวกับเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ บัดนี้ซูบซีดและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นทางยาวจากการถูกเฆี่ยนตี ดวงตาหงส์ที่เคยทอประกายสดใสและเปี่ยมไปด้วยความเมตตา บัดนี้เหลือเพียงความหม่นหมองและความเคียดแค้นที่ฝังรากลึก

เสียงฝีเท้าเบาหวิวแต่มั่นคงดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงันของคุกใต้ดิน แสงสว่างจากคบเพลิงสาดส่องกระทบใบหน้าของผู้มาเยือน เผยให้เห็นสตรีร่างอรชรในชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายดอกโบตั๋นอันวิจิตรตระการตา เครื่องประดับบนศีรษะส่องประกายระยิบระยับล้อแสงไฟ บ่งบอกถึงฐานะอันสูงส่งและชีวิตที่สุขสบาย สตรีผู้นั้นก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าอวี้หนิงหนิง ริมฝีปากบางเฉียบเคลือบชาดสีสดคลี่รอยยิ้มเย้ยหยันออกมา

อวี้ซินซินก้มมองร่างที่แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมของพี่สาวต่างมารดาด้วยสายตาเวทนาปนสมเพช นางยกผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยขึ้นปิดจมูกราวกับรังเกียจกลิ่นคาวเลือดที่ลอยคละคลุ้ง

"ท่านพี่หนิงหนิง ดูสภาพของท่านในตอนนี้สิ ช่างน่าเวทนายิ่งนัก" เสียงหวานใสของอวี้ซินซินเอื้อนเอ่ยออกมา ทว่าแฝงไปด้วยความเย็นชาและเยาะเย้ย

"ใครจะไปคาดคิดว่า ศิษย์เอกอันดับหนึ่งแห่งสำนักแพทย์โอสถ ผู้เป็นที่รักของทุกคน จะต้องมาจบชีวิตลงในคุกใต้ดินอันโสมมเช่นนี้"

อวี้หนิงหนิงพยายามเงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้า ดวงตาหงส์วาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้น นางอยากจะพุ่งเข้าไปฉีกทึ้งใบหน้าเสแสร้งนั้นให้แหลกคามือ แต่เรี่ยวแรงที่มีกลับเหือดหายไปจนหมดสิ้น พิษร้ายที่แล่นพล่านอยู่ในสายเลือดกำลังกัดกินอวัยวะภายในของนางอย่างช้าๆ สร้างความเจ็บปวดทรมานราวกับถูกไฟนรกแผดเผา

"เจ้าทำแบบนี้ทำไม ซินซิน" อวี้หนิงหนิงเค้นเสียงถามผ่านริมฝีปากที่แห้งผากและแตกกระดำกระด่าง "ข้าไม่เคยทำร้ายเจ้า ข้าดีต่อเจ้ามาตลอด"

อวี้ซินซินหัวเราะเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วคุกใต้ดินราวกับเป็นเรื่องตลกขบขัน "ดีต่อข้าอย่างนั้นหรือ ท่านพี่ ท่านมันช่างโง่เขลาเสียจริง ท่านคิดว่าข้าต้องการความเมตตาจอมปลอมของท่านหรือ ข้าคือบุตรสาวของจวนราชครูเช่นเดียวกับท่าน แต่ข้ากลับต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในฐานะบุตรสาวของอนุภรรยา ต้องคอยก้มหน้ายอมรับใช้ท่าน ข้าเกลียดสายตาที่ทุกคนมองข้า เกลียดที่ท่านได้รับทุกสิ่งทุกอย่างในขณะที่ข้าไม่มีอะไรเลย"

อวี้ซินซินก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด ดวงตาฉายแววโหดเหี้ยม

"ข้าจึงต้องแย่งชิงทุกอย่างที่เป็นของท่านมาเป็นของข้าให้หมด ท่านพ่อที่เคยรักและตามใจท่าน บัดนี้เขามองท่านเป็นเพียงความอัปยศของจวนราชครู อาจารย์จวิ้นเสวียนที่เคยถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้ท่านอย่างหมดเปลือก บัดนี้เขารังเกียจท่านยิ่งกว่ากิ้งกือไส้เดือน และศิษย์พี่ทั้งสามของท่าน พวกเขายอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องข้า และพร้อมที่จะลงดาบสังหารท่านด้วยมือของพวกเขาเอง"

ความทรงจำอันแสนเจ็บปวดผุดขึ้นมาในหัวราวกับกระแสน้ำหลาก ภาพของบิดาอย่างราชครูอวี้เจียงที่ตบหน้านางอย่างแรงและตวาดด่าทอว่านางเป็นสตรีไร้ยางอาย

ภาพของอาจารย์จวิ้นเสวียนที่ประกาศตัดขาดความเป็นศิษย์อาจารย์และขับไล่นางออกจากสำนักด้วยสายตาเย็นชา และภาพของศิษย์พี่ใหญ่จางเย่ ศิษย์พี่รองจางซุน และศิษย์พี่สามจางเหิง ที่ยืนล้อมกรอบนางพร้อมกับชักกระบี่ออกจากฝัก แววตาของพวกเขาไม่มีความผูกพันหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความโกรธแค้นและรังเกียจ

พวกเขาหลงเชื่อคำโกหกและแผนการอันแยบยลของอวี้ซินซิน หลงเชื่อมารยาหญิงที่แสร้งทำเป็นอ่อนแอและถูกรังแก พวกเขาเลือกที่จะปกป้องสตรีร้ายกาจผู้นี้ และหันคมดาบเข้าหาคนที่เคยช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างพวกเขามาตลอดอย่างนาง

"พวกเขามันหูหนวกตาบอด" อวี้หนิงหนิงกระอักเลือดออกมาคำโต

ความเจ็บปวดจากพิษร้ายทวีความรุนแรงขึ้นจนนางแทบประคองสติไม่อยู่ "สักวันพวกมันจะต้องเสียใจที่หลงเชื่อหญิงแพศยาอย่างเจ้า"

อวี้ซินซินไม่สะทกสะท้าน นางหยิบขวดยากระเบื้องเคลือบสีดำใบเล็กออกมาจากแขนเสื้อ หมุนจุกไม้ก๊อกออกช้าๆ กลิ่นหอมหวานลอยเตะจมูก "นี่คือพิษกระดูกครวญ ยาพิษที่ท่านเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเอง ข้าใช้เวลาอยู่นานกว่าจะปรุงมันสำเร็จตามตำราของท่าน วันนี้ข้าขอมอบมันเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายให้แก่ท่านพี่ผู้แสนดีของข้า"

อวี้ซินซินบีบกรามของอวี้หนิงหนิงอย่างแรงและกรอกยาพิษในขวดลงไปในปากของนาง อวี้หนิงหนิงดิ้นรนขัดขืนแต่ก็ไร้ผล

ยาพิษไหลลื่นลงสู่ลำคอ รสชาติขมฝาดบาดคอเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว

"ลาก่อน ท่านพี่หนิงหนิง ขอให้ท่านเดินทางสู่ปรโลกอย่างสงบ ชาติหน้าก็อย่าได้เกิดมาขวางทางข้าอีก" อวี้ซินซินปล่อยมือและหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้อวี้หนิงหนิงดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นคุกที่เย็นเฉียบ

ความเจ็บปวดแสนสาหัสโจมตีอวี้หนิงหนิงราวกับมีเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงเข้าที่กระดูกทุกชิ้นในร่างกาย เลือดสีดำคล้ำไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ลมหายใจของนางเริ่มติดขัด สติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนรางลงทุกที ทว่าความเคียดแค้นในใจกลับลุกโชนยิ่งกว่ากองเพลิง

นางสูญเสียทุกอย่าง ถูกทรยศหักหลัง ถูกแย่งชิงความรัก ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี จนต้องมาตายอย่างอนาถเช่นนี้ หากสวรรค์มีตา หากสวรรค์รับรู้ถึงความอยุติธรรมที่นางได้รับ นางขอสาบานด้วยจิตวิญญาณและเลือดทุกหยดในกาย หากมีชาติหน้าจริง นางจะไม่ยอมเป็นคนอ่อนแอให้ใครหน้าไหนมารังแกอีก นางจะทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่สมควรเป็นของนาง นางจะกระชากหน้ากากจอมปลอมของอวี้ซินซินและอนุซูเสียนออกมาให้โลกได้รับรู้ นางจะทำให้ชายโง่เขลาพวกนั้นที่หันหลังให้นางต้องชดใช้ด้วยความเจ็บปวดที่แสนสาหัสยิ่งกว่าที่นางเคยเผชิญเป็นร้อยเท่าพันทวี

ดวงตาหงส์เบิกกว้างเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่แสงสว่างในดวงตาจะดับวูบลงพร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่หลุดลอยไปในความมืดมิด

อวี้หนิงหนิงสิ้นใจตายด้วยความแค้นที่สลักลึกลงในกระดูก

พริบตาต่อมา ความรู้สึกหนักอึ้งและเจ็บปวดที่เคยมีกลับมลายหายไปจนสิ้น อวี้หนิงหนิงรู้สึกราวกับร่างของตนกำลังล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศอันว่างเปล่า ไร้ซึ่งรูปกาย ไร้ซึ่งความทรมาน มีเพียงความเงียบสงบที่โอบล้อมรอบตัว ทันใดนั้นนางรู้สึกถึงแรงกระชากอย่างรุนแรง ร่างกายเหมือนถูกดูดดึงลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแสงสว่างจ้าที่สาดส่องเข้ามากระทบเปลือกตา

อวี้หนิงหนิงสะดุ้งสุดตัวและเบิกตากว้าง นางหอบหายใจรับอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ ร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ สองมือไขว่คว้าผ้าห่มผืนหนาที่คลุมอยู่บนตัวอย่างตื่นตระหนก สายตาของนางกวาดมองไปรอบๆ อย่างสับสนและระแวดระวัง

ที่นี่ไม่ใช่คุกใต้ดินอันอับชื้นและมืดมิด แต่เป็นห้องนอนที่กว้างขวางและตกแต่งอย่างหรูหรา เตียงไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง ม่านมุ้งผ้าไหมสีโปร่งบางพลิ้วไหวตามแรงลมเบาๆ ที่พัดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลาย กลิ่นหอมกำยานดอกไม้อ่อนๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ เป็นกลิ่นที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี กลิ่นกำยานประจำเรือนพักของนางในจวนราชครู

เป็นไปได้อย่างไรกัน นางตายไปแล้วไม่ใช่หรือ นางจำความเจ็บปวดตอนที่พิษกระดูกครวญแล่นเข้าสู่หัวใจได้อย่างชัดเจน นางก้มลงมองมือของตนเอง ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดปราศจากรอยแผลเป็นหรือรอยขีดข่วนใดๆ โซ่ตรวนที่เคยพันธนาการข้อมือก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย อวี้หนิงหนิงยกมือขึ้นลูบคลำใบหน้าของตนเองอย่างรวดเร็ว ผิวแก้มเรียบเนียน ไม่มีความขรุขระของรอยแผลเป็นที่เคยถูกอวี้ซินซินกรีดทำลาย

นางรีบผุดลุกขึ้นจากเตียงและวิ่งตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งที่มุมห้อง กระจกทองเหลืองบานใหญ่สะท้อนภาพของดรุณีแรกรุ่นผู้มีใบหน้างดงามสะกดสายตา ผิวขาวดุจหิมะ ริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อ

และที่สำคัญที่สุดคือดวงตาหงส์คู่สวยที่ทอประกายสดใส แม้จะแฝงไปด้วยความสับสนงุนงงในเวลานี้ก็ตาม

นี่คือใบหน้าของนางในวัยสิบห้าปี ไม่ใช่สตรีวัยยี่สิบที่บอบช้ำและเต็มไปด้วยบาดแผล สวรรค์เมตตานาง สวรรค์ได้ยินคำสาบานของนางและประทานโอกาสให้นางได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง กลับมาแก้ไขอดีตและทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ตนเอง

เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเข้ามาอย่างระมัดระวัง สาวใช้ร่างเล็กในชุดผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนเดินถืออ่างทองเหลืองใส่น้ำอุ่นเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นอวี้หนิงหนิงยืนอยู่หน้ากระจก สาวใช้ก็มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย

"คุณหนูใหญ่ ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ บ่าวเตรียมน้ำอุ่นมาให้ล้างหน้าล้างตาแล้วเจ้าค่ะ" ชุนเถา สาวใช้คนสนิทที่ซื่อสัตย์ของนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

อวี้หนิงหนิงมองชุนเถาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ชุนเถาคือคนเดียวที่อยู่เคียงข้างนางจนวาระสุดท้ายในชาติก่อน สาวใช้ผู้นี้ถูกคนของอวี้ซินซินทุบตีจนตายเพราะพยายามปกป้องนาง ความทรงจำอันโหดร้ายทำให้ดวงตาของอวี้หนิงหนิงร้อนผ่าว นางก้าวเข้าไปสวมกอดชุนเถาอย่างแนบแน่น ทำเอาสาวใช้ร่างเล็กตกใจจนแทบทำอ่างน้ำหลุดมือ

"คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าคะ ฝันร้ายหรือเจ้าคะ" ชุนเถาถามด้วยความเป็นห่วง

อวี้หนิงหนิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน นางผละออกจากชุนเถาและคลี่ยิ้มบางๆ "ข้าไม่เป็นไร แค่ฝันร้ายนิดหน่อยเท่านั้น วันนี้เป็นวันอะไร ชุนเถา"

"วันนี้เป็นวันที่สิบห้า เดือน…เจ้าค่ะคุณหนู" ชุนเถาตอบซื่อๆ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้

"นายท่านให้คนมาตามคุณหนูไปที่โถงใหญ่เจ้าค่ะ เห็นบอกว่าวันนี้จะมีคนสำคัญย้ายเข้ามาอยู่ในจวน ท่านให้คุณหนูแต่งตัวให้เรียบร้อยเจ้าค่ะ"

วันที่สิบห้า เดือน… ปีที่นางอายุสิบห้า นางจำวันนี้ได้ขึ้นใจ มันคือวันเริ่มต้นของฝันร้ายทั้งหมด วันที่บิดาของนางพาอนุซูเสียนและลูกสาวอย่างอวี้ซินซินก้าวเข้ามาในจวนราชครูอย่างเป็นทางการ วันที่นางสูญเสียมารดาไปได้ไม่ถึงครึ่งปี บิดาก็พาสตรีอื่นเข้ามาแทนที่

ดวงตาหงส์ของอวี้หนิงหนิงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและเฉียบขาด รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างบางจนชุนเถารู้สึกหนาวสั่นอย่างบอกไม่ถูก ชาติก่อนนางเป็นเพียงคุณหนูผู้โง่เขลาและใสซื่อ วิ่งออกไปต้อนรับสองแม่ลูกด้วยความยินดีและพยายามทำดีด้วยทุกอย่าง หวังเพียงให้บิดามีความสุข ทว่าความใจดีของนางกลับกลายเป็นหอกที่ย้อนกลับมาแทงตนเองจนตาย

"ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้" อวี้หนิงหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจ

"ชุนเถา มาช่วยข้าแต่งตัว เลือกชุดที่งดงามและเรียบร้อยที่สุด ข้าในฐานะคุณหนูใหญ่บุตรสาวภรรยาเอก แห่งจวนราชครู จะต้องไปต้อนรับแขกของท่านพ่อให้สมเกียรติเสียหน่อย"

ชุนเถารับคำและรีบไปจัดการเตรียมเสื้อผ้าให้เจ้านาย อวี้หนิงหนิงหันกลับไปมองเงาของตนเองในกระจกอีกครั้ง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มเย็นชาที่มุมปาก