
ไฟรักสามีจอมเถื่อน
ฟ้าพราว ราชนิกุลผู้เหลือแต่เปลือก จำเป็นต้องแต่งงานกับ ภูริดล หนุ่มชาวไร่สุดเถื่อนเครารกเหมือนโจรป่าเข้ากรุงเพื่อเงินใช้หนี้ แต่ชีวิตคู่ที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยรักนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เหมือนจะเป็นพริกเผ็ดๆ มากกว่าที่คอยจี๊ดใจเธอ เมื่อเขาประกาศลั่นว่าหวังเพียง ร่างกาย ไม่ใช่ หัวใจ ! ทว่าภายใต้ความดิบเถื่อน ปากหมา และเอาแต่ใจของภูริดล กลับแฝงความอบอุ่นและใส่ใจอย่างคาดไม่ถึง จนฟ้าพราวเริ่มใจสั่น หวั่นไหว และวาดหวัง จะขอมากไปไหม หากอยากให้เขา 'รัก' เธอ

เล่ห์ร้ายนายบอดี้การ์ด
Writer : เดย์ไลลา Illust : MARI ME ART Proofread & Design : เดย์ไลลา สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติพุทธศักราช 2557 ห้ามดัดแปลงบทความ คัดลอกและนำไปใช้บางส่วนและนำไปเผยแพร่ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษบัญญัติไว้สูงสุดตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ 2537 คำเตือน นิยายเรื่องนี้มีการกระทำไม่เหมาะสมเรื่องเพศ คำพูดจาหยาบคาย การใช้ความรุนแรง มีฉากการร่วมเพศรุนแรง/ไม่สมยอม Toxic Relationship มีฉากNC20+ เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 20 ปี ขึ้นไป โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เนื้อหาในนิยายเป็นเพียงจินตนาการของนักเขียนเท่านั้น ไม่อิงตามความจริง อ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้นนะคะ แนะนำให้โหลดตัวอย่างมาอ่านก่อนเพื่อประกอบการตัดสินใจ ก่อนซื้อเล่มเต็มนะคะ

รวมเรื่องสั้นแนวแซ่บสยิว ss1
นิยายเรื่องนี้แนว pwp ไม่เน้นพล็อตเนื้อหากระชับ มีฉาก NC เป็นหลัก มีการบรรยายฉาก sex ไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ????? นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ชื่อ สถานที่เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องสมมุติ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ♥️♥️

อ๋องชั่วผู้นั้นเป็นทาสรักของข้า
ไปเที่ยวบาร์โฮสแต่กลับทะลุมิติไปยัง'หอจันทร์ดับ'โฮสหนุ่มงานดีกล้ามแน่นลีลาเด็ดผู้นั้นแท้จริงแล้วคือ'เว่ยอ๋อง'ตัวร้ายจอมโฉดในนิยาย ข้าต้องหนี! แต่เหตุใดอ๋องชั่วจึงตามราวีข้าไม่เลิก ตะ...ติดใจข้าหรือ? ++++++++++++++ จู่ๆ เหยาหนิงหลงก็ยื่นจมูกมาหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ เว่ยอ๋องเถียนหย่งหนานตกใจจนตัวแข็งทื่อ ก่อนจะได้ยินเสียงในใจของนาง ‘กรี๊ด! แก้มผู้ชายหอมมาก ชาตินี้ได้หอมแก้มหนุ่มหล่อระดับชาติขนาดนี้ แม้ตายก็ตายตาหลับแล้ว’ แม้เว่ยอ๋องจะรู้ตัวว่าตนนั้นรูปงามเพียงใด แต่การได้ยินเสียงในใจของสตรีชื่นชมตนเองว่าหล่อ แถมยังส่งเสียงกรี๊ดดั่งคลั่งไคล้ก็ทำให้ชายหนุ่มถึงกับทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งนิ่งดั่งรูปปั้นบุรุษแกะสลักเสียกระนั้น แล้วจู่ๆ นางก็ใช้จมูกเล็กเชิดรั้นซุกไซ้ไปตามแก้มและสันกรามของเขา ก่อนจะใช้ปากกระแทกปากของเขาเต็มแรง ‘จูบแล้ว! นี่จูบแรกของฉันเชียวนะ!’ จูบแรกงั้นหรือ...ข้าเชื่อ เพราะมันห่วยสิ้นดี มันจะเรียกว่าจูบได้อย่างไรเล่า มันควรเรียกว่าชกด้วยปากมิใช่หรือ! เว่ยอ๋องไม่อาจอดทนอดกลั้นได้อีกต่อไป ทั้งฤทธิ์ยากำหนัด กลิ่นหอม เนื้อตัวนุ่มนิ่มของสตรีในอ้อมแขน และเรียวปากนุ่มที่บดจูบสะเปะสะปะทำให้เขาไม่อาจครองสติได้ เขาตวัดร่างบางให้นอนลงใต้ร่างตนเองอย่างรวดเร็ว หญิงสาวหวีดร้องเสียงหลงก่อนที่เสียงในใจของนางจะดังขึ้น ‘ระ...ร้อนแรง ดะ...ดิบเถื่อน กรี๊ด! โฮสงานดีจริงๆ รู้สึกตื่นเต้นจนใจสั่นไปหมดแล้ว’ เว่ยอ๋องได้ยินเช่นนั้นก็เกือบจะเผลอปล่อยเสียงหัวเราะออกมา ตื่นเต้นงั้นหรือ... นี่นะหรือคุณหนูแห่งจวนกั๋วกง นี่นะหรือนางร้ายที่ใครๆ ต่างกล่าวขานถึงว่านางหยิ่งผยองจองหองเห็นผู้คนเป็นเศษสวะไร้ค่า ที่เขาเห็นนางเป็นเพียงสตรีไร้เดียงสาคนหนึ่งเท่านั้นเอง

หลงรักนายมาเฟีย
Writer : เดย์ไลลา Illust : Sin_SK. Proofread & Design : เดย์ไลลา สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติพุทธศักราช 2557 ห้ามดัดแปลงบทความ คัดลอกและนำไปใช้บางส่วนและนำไปเผยแพร่ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษบัญญัติไว้สูงสุดตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ 2537 คำเตือน นิยายเรื่องนี้มีการกระทำไม่เหมาะสมเรื่องเพศ คำพูดจาหยาบคาย การใช้ความรุนแรง มีฉากการร่วมเพศรุนแรง/ไม่สมยอม มีฉากNC20+ เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 20 ปี ขึ้นไป โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เนื้อหาในนิยายเป็นเพียงจินตนาการของนักเขียนเท่านั้น ไม่อิงตามความจริง อ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้นนะคะ แนะนำให้โหลดตัวอย่างมาอ่านก่อนเพื่อประกอบการตัดสินใจ ก่อนซื้อเล่มเต็มนะคะ

เล่ห์ร้ายชะตารักนักฆ่าบุปผาเบญจมาศ
สวรรค์เมตตาให้นางมีลมหายใจต่อเพื่อรอวันล้างแค้นคนชั่วที่ใส่ร้ายตระกูลนางจนพังพินาศเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่ระหว่างหนทางแก้แค้น กลับมีมือที่อบอุ่นช่วยให้หัวใจดวงน้อยมีดอกไม้ผลิบานขึ้นอีกครั้ง

Mr. Cruel ร้ายรัก
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรกับเธอเลย ไม่เลยจนกระทั่งถึงวันที่ไม่มีเธออยู่ในชีวิตแล้ว...

แอบเสียวจนได้ผัว (NC20+)
เมื่อลูกสาวแอบเห็นแม่มีความลับสวาทกับชายชู้ เธอจึงจะหาผัวคนที่เหมาะสมให้กับแม่ด้วยตัวเอง

นางร้ายทวงสิทธิ์
เธอกลับมาเพื่อทวงคำสัญญาที่ให้ไว้ ส่วนเขาคิดว่าคำสัญญานั้นช่างไร้สาระ เธอผู้มีแต่ความรักที่มอบให้เขา ส่วนเขามีอีกหนึ่งดวงใจที่รักมาก เธอผู้ปรารถนาความรักจากเขา ส่วนเขาผลักไสเธออย่างไม่แยแส ความรู้สึกของทั้งคู่ช่างสวนทางกัน ..เธอรักเขา.. ..เขาเกลียดเธอ.. -คำโปรย- "นี่!พี่วินรักมันมากขนาดนั้นเลยหรอ!"โรสรินทร์ถามออกไปด้วยความน้อยใจ "ใช่ฉันรักแพรมาก"คำพูดของกวินเหมือนมีอะไรมาจุกที่อกของเธอ "ไหนพี่วินสัญญากับโรสว่าจะแต่งงานกับโร..."โรสรินทร์ยังพูดไม่จบประโยค กวินก็แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด "เลิกงี่เง่าสักทีโรสรินทร์!ฉันไม่ได้รักเธอ! คนที่ฉันจะแต่งงานด้วยคือ แพร คนเดียวได้ยินมั้ย!"กวินพูดออกไปอย่างไม่คิดว่าเธอจะเสียใจรึเปล่า "ได้!...ในเมื่อรักกันมากนักโรสจะตามรังควานให้ถึงที่สุดเลยคอยดูสิ!"เธอพูดออกไปด้วยความโกรธแค้น คอยดูสิเธอจะทวงสิทธิ์ของเธอให้ถึงที่สุด...

ขอเป็นคนของใจ
เมื่อเสือหนุ่มอย่างกวินตกหลุมรักดาราสาว แต่เธอกลับไม่แลเหลียวเขาเลยแม้สักนิด และนั่นยิ่งทำให้กวินอยากได้มารียา มาเป็นคนของใจให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม..และเธอก็ต้องยอมจำนนให้กับเขาแต่เพียงผู้เดียว บทรักคาสโนวาตัวพ่อ จะสามารถพิชิตใจมารียาได้แค่ไหนกัน เมื่อเธอนั้นไม่ได้หลงกลผู้ชายเจ้าชู้อย่างเขาง่ายๆ(ภาคนี้ต่อจากความลับของท่านประธานนะคะ)

ซ่อนเสน่หาใต้คำว่าบอส
"คนทั้งบริษัทรู้ว่า ‘ศุภิสรา’ คือผู้ช่วยที่รู้ใจบอสที่สุด... แต่ไม่มีใครรู้ว่า ‘รู้ใจ’ ที่ว่านั้น มันลามไปถึงบนเตียงและพื้นที่ส่วนตัวในหัวใจ! เมื่อเพลย์บอยตัวพ่ออย่าง ‘พัทธดนย์’ ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับความแสนดีที่แฝงไปด้วยความแสบของข้างกาย เงื่อนไข ‘ลองคบ 3 เดือน’ จึงเกิดขึ้น... เขาต้องเลิกเจ้าชู้ เธอต้องเปิดใจ แต่จะทำยังไงเมื่อพายุข่าวฉาวและสาวไฮโซจอมวางแผนคอยจะขัดขวาง “บอสคะ... นี่ในที่ทำงานนะคะ!” “ก็ที่ทำงานไงครับ... บอสกำลัง ‘ตรวจงาน’ ผู้ช่วยส่วนตัวอยู่ ไม่เห็นแปลกตรงไหนเลย”

เมียแต่งอัครา
เธอถูกกอดรัดด้วยไฟรักที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวเพลิง เขา…อยากครอบครองเธอทั้งกายและใจ เธอจะเป็นเพียงเมียแต่ง เป็นรักเดียวของเขาหรือไม่?

รักร้อนอ้อนพี่สาว
เพราะคำว่าผู้หญิงกินผิวทำให้เธอปิดตายหัวใจ แต่ชายหนุ่มรุ่นน้องก็ใช้ความจริงใจเข้าหาจนเธอตกหลุมสวาทอันเร่าร้อนอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

Casanova' Boss บอสหนุ่มคาสโนว่ากับเลขาตัวร้าย
'พาขวัญ' ถูกแฟนที่กำลังจะแต่งงานกันนอกใจ เธอจึงไปดื่มเหล้าที่ผับแห่งหนึ่งเพื่อย้อมใจ ทว่าด้วยความเมาจนไร้สติเธอเข้าห้องผิด พอเห็นคู่รักคู่หนึ่งกำลังทำกิจกรรมบนเตียงจึงขัดขวางโดยไม่ตั้งใจและเผลอทำร้ายลูกรักกลางหว่างขาผู้ชายคนนั้นจนเกือบสูญพันธ์ เหมือนกรรมลิขิต พาขวัญมาสมัครงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง พอถูกเรียกตัวกลับโลกกลมเจ้าของบริษัทคนนั้นคืแคนที่ทำร้ายเมื่อคืน 'ศิลา' เจ้าคิดเจ้าแค้นจึงวางแผนรับพาขวัญเข้าเป็นเลขา เขากลั่นแกล้งเธอพร้อมยื่นข้อเสนอ 'ภายในสิบวันถ้าเธอไม่ลากเขาขึ้นเตียงจะให้เงินเดือนสองเท่า' ใครไม่เอาก็บ้าแล้ว! พาขวัญเป็นผู้หญิงหัวโบราณรักนวลสงวนตัวขนาดนั้น ต่อให้เงื่อนไขเป็นเดือนเป็นปีเธอก็ชนะชัวร์ ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัด เมื่อความใกล้ชิดเป็นบ่อเกิดของความรู้สึกที่ไม่รู้ตัวของพวกเขาทั้งสองคน

สหายคิดไม่ซื่อ
จู่ๆ สหายสนิทตั้งแต่วัยเยาว์ก็ขอตัดความสัมพันธ์ อีกทั้งยังยัดเยียดความเป็นสามีให้นางอย่างหน้าไม่อาย ‘ข้าไม่อยากเป็นสหายแต่อยากเป็นสามีของเจ้า!’/ ‘อาหลง นะ.นี่เจ้าใหญ่โตถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!' ++++ อี้เฟยหลงไม่รอให้อีกฝ่ายปฏิเสธ เขาตวัดลิ้นชื้นแฉะเลียลงบนปลายถันอีกครา สองมือสากกระด้างกอบกุมเต้าขาวๆ แล้วบีบเฟ้นเคล้นจนเนื้อนมทะลักออกตามง่ามนิ้วมือ ‘ทั้งนุ่ม ทั้งหอมหวาน ซินเอ๋อร์ข้าแทบจะบ้าอยู่แล้ว ข้าต้องการเจ้ามากมายเพียงใดเจ้าคงไม่มีวันรู้ เพราะเจ้ามองข้าเป็นเพียงสหาย แต่ข้าไม่เคยอยากได้เจ้าเป็นสหายเลย ข้าอยากได้เจ้าเป็นเมียมาโดยตลอด!’ จ๊วบ! เสียงดูดนมดังราวกับจะเขย่าความรู้สึกของจางซินเหยียนให้ยิ่งแกว่งไกวสับสน ด้วยการถูกเขาดูดเลียเต้านมทำให้นางเสียวซ่านและสุขสมอย่างที่ไม่เคยสัมผัส ไม่คิดว่าการถูกบุรุษสัมผัสแตะต้องร่างกายจะทำให้นางรู้สึกราวกับจะคลั่งเช่นนี้ อี้เฟยหลงบีบสองเต้าให้ชิดเข้าหากัน แล้วแลบลิ้นเลียไปยังร่องอกแผ่วเบา พลางจ้องมองใบหน้าหวานที่แดงระเรื่อ ยามเมื่อกามราคะมอดไหม้ ใบหน้าของนางก็ยิ่งเย้ายวนน่าหลงใหล “ดูนี่สิซินเอ๋อร์ ดูเจ้าในเวลานี้” ชายหนุ่มผายมือเรียกกระจกที่วางอยู่มุมหนึ่งให้ลอยเข้ามาอยู่ในมือ ก่อนจะยื่นให้นางมองใบหน้าของตนเอง “นะ...นี่ข้าหรือ” จางซินเหยียนสับสน นางไม่เคยเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความใคร่ของตนเองเช่นนี้มาก่อน ใบหน้าที่ราวกับหญิงร่านราคะ ดวงตาของนางฉ่ำเยิ้ม เรียวปากอ้ากว้างหอบกระเส่าหายใจแรง “ซินเอ๋อร์ข้าไม่โกหกเจ้าหรอก” เขาพลิกตัวแล้วอุ้มคนเมาขึ้นนั่ง วางกระจกไว้ที่ปลายตั่งเพื่อให้นางมองเห็นตนเองอย่างถนัดถนี่ “อาหลงจะ...เจ้าจะทำอะไร” จางซินเหยียนสับสนยิ่งกว่าเดิมเมื่อเขานั่งซ้อนนางจากทางด้านหลัง ก่อนที่มือหนาจะคว้าเต้านมกลมกลึงแล้วเริ่มบีบขยำ “ไม่นะ...ต้องหยุดได้แล้ว มะ...มันอันตรายเกินไป” สติที่พอจะมีอยู่น้อยนิดเฝ้าบอกว่าสิ่งที่สหายหนุ่มทำนั้นไม่ถูกต้อง แต่นางก็ไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะขัดขืน “มองเงาตนเองในกระจกสิซินเอ๋อร์ มองดูว่าเจ้างดงามมากเพียงใดยามถูกข้าสัมผัสแตะต้องเช่นนี้” พูดพลางใช้นิ้วโป้งบี้บดปลายถันช้าๆ “อะ...ฮึก อื้อ....” ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาซุกไซ้ไปตามซอกคองามระหงของสหายวัยเยาว์ ค่อยๆ บรรจงจูบ ค่อยๆ ตวัดลิ้นลามเลียอย่างช้าๆ ราวกับต้องการเล้าโลมให้หญิงสาวซ่านกระสันไร้หนทางจะต้านทาน “อะ...อื้อ อะ...อาหลง อาหลง มะ...ไม่นะ...” ได้ผล...หญิงสาวระทวยอ่อน ยิ่งนางครวญครางดั่งใจจะขาดรอนๆ ก็ยิ่งเขินอายที่เห็นตนเองบิดเร่าไปกับฝ่ามือที่บีบเฟ้นเต้านม เงาสะท้อนในกระจกทำให้นางรู้สึกวูบวาบหัวใจเต้นระรัวแรง

Love Sick
“หวาย” “ว่า” “วันนี้ไม่ได้ไปด้วยนะ” “เพราะ?” “มีนัด” “กับใคร?” ไม้หวายหันไปถามเพื่อนสนิทด้วยความสงสัยเพราะเธอกับมายานัดกันไว้ตั้งแต่เมื่อสามวันที่แล้ว “เออน่า” “มายาแกจะเบี้ยวฉันแล้วไปกับผู้ชายอีกแล้วเหรอ” “อีกแล้วอะไรกันล่ะ” “เหอะ! ให้มันได้อย่างนี้สิ” “เอาน่า ผู้ชายคนนี้งานดีมากเข้าใจเพื่อนหน่อย” “แล้วฉันก็ต้องไปคนเดียวทั้งที่นัดกันไว้แล้วนี่นะ” ไม้หวายกรอกตาใส่เพื่อนสนิทที่เอาแต่ยิ้มให้เธอ “เดี๋ยวซื้อขนมมาฝาก” “อือ ตามสบายเลย” เธอตอบกลับด้วยความเซ็ง ไม่ใช่ว่าอยากได้ขนมแต่เพราะรู้ว่าต่อให้พูดยังไงเพื่อนสนิทอย่างมายาก็ไม่ไปตามนัดของเธอแน่นอน “น่ารักที่สุด” “ได้แค่น่ารักไงไม่สวยเท่ามายาเลยไม่มีผู้เข้ามาให้เทเพื่อนบ้าง” “ฮ่า ๆๆ ไม่เอา ๆ ไม่กัดเพื่อน อุ้ย! ผู้ชายใกล้มาถึงแล้วฉันไปก่อนนะแก” “ขอติดรถไปลงหน้ามอได้ไหม” “ไม่ได้จ้ะเพื่อน” “ทำไมอ่ะ” “ไม่ได้ก็คือไม่ได้จ้ะเพื่อนรัก ขอโทษน้าแต่ไม่ได้จริง ๆ เพื่อนไปก่อนนะหวาย จุ๊บ~” มายายิ้มหวานให้เธอแล้วส่งจูบก่อนจะรีบปรี่ออกไปด้านหน้าคณะทิ้งให้ไม้หวายอยู่กับความเซ็งและติดอยู่กับความสงสัย สงสัยว่าทำไมมายาถึงได้ไม่เคยให้เธอได้ทำความรู้จักกับผู้ชายของเธอเลยสักครั้งไม่ว่าจะคบกับใครก็ตาม “ช่างเถอะ” ไม้หวายสลัดความคิดทิ้งก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากคณะเพื่อไปขึ้นรถเมล์ที่หน้ามหาวิทยาลัย ปริ๊น ๆ ปริ๊น ๆ “หวาย” “อ้าวพี่ลุค สวัสดีค่ะ” “เราจะไปไหน” “กำลังจะกลับค่ะ” “ขึ้นมาสิเดี๋ยวพี่ไปส่ง” “ไม่เป็นไรค่ะพี่ลุค” “มาเร็ว” “จะดีเหรอคะ” เธอถามด้วยความเกรงใจ อีกอย่างตรงที่เธอยืนอยู่ก็ยังอยู่ไม่ไกลหน้าคณะซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่กับการขึ้นรถของพี่ลุค รุ่นพี่ปีสี่ที่ทั้งหล่อ รวย ฮอต เป็นที่หมายตาของสาว ๆ เกินครึ่งคณะ “มาเถอะน่า” “โอเคค่ะ ขอบคุณนะคะพี่ลุค” ไม้หวายรีบขึ้นรถหรูของเขาก่อนที่ลุคจะขับรถออกไป “เพื่อนไปไหนล่ะทำไมเดินกลับคนเดียว” “ไปทำธุระค่ะ” ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องเอาเรื่องส่วนตัวของเพื่อนมาพูดให้ใครฟังไม้หวายจึงเลือกที่จะตอบกว้าง ๆ เข้าไว้ “อื้ม” “พี่ลุคกำลังจะกลับเหรอคะ” “เปล่า พี่จะไปทำธุระให้ไอ้ชาร์ล” ลุคเอ่ยถึงเพื่อนสนิทของตัวเองที่เป็นหนึ่งในผู้ชายเพอร์เฟ็คที่สาว ๆ ทั้งในคณะและต่างคณะต่างก็อยากได้เขาเป็นแฟนกันทั้งนั้น “อ่อ” “แล้วนี่เราจะกลับห้องเลยใช่ไหม” “เปล่าค่ะ หวายจะไปซื้อของน่ะค่ะพี่ลุค” ไม้หวายตอบตามความจริง เธอจะไปซื้อของมาทำงานกลุ่มแต่เพื่อนในกลุ่มของเธออย่างมายาดันเบี้ยวนัดไม่ไปด้วยทำให้เธอต้องไปคนเดียว “ซื้อของใช้เหรอ” “ของทำงานกลุ่มค่ะ” “ไปคนเดียว?” “ค่ะ” เธอพยักหน้ารับเขาที่ถามด้วยสีหน้าฉงน “แล้วเพื่อนในกลุ่มไปไหนหมด หรือว่าไปเจอกันที่ร้าน” “เพื่อนไม่ว่างน่ะค่ะหวายเลยอาสาไปซื้อเอง” เธอยิ้มตอบเขาด้วยความสดใส ถึงจะเซ็งอยู่บ้างที่เพื่อนไม่ไปด้วยแต่จะเซ็งต่อไปก็เปล่าประโยชน์ “ของเยอะรึเปล่า” “นิดหน่อยค่ะ” “ซื้อที่ไหนล่ะ” “ร้าน XXX ค่ะ” เขาถามอะไรมาเธอก็ตอบอย่างไม่คิดอะไร “ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ใช่ไหม” “ค่ะ ไม่ไกลหวายเลยไปเอง” “แต่ยังไงงานกลุ่มก็ไม่สมควรไปซื้อคนเดียวจริงไหม” “ก็...ค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวตอนทำงานก็ช่วยกันทำเหมือนเดิม” “เดี๋ยวพี่พาไปแล้วกันไปคนเดียวลำบาก” “ไม่เป็นไรค่ะพี่ลุคหวายไปได้ค่ะ” “เถอะน่า พี่ว่าง” “เมื่อกี้เพิ่งบอกจะไปทำธุระให้พี่ชาร์ลไม่ใช่เหรอคะ” “อื้ม แต่ไม่ได้รีบอะไร” “อย่าเลยค่ะหวายเกรงใจนั่งแท็กซี่ไปแป๊บเดียวค่ะพี่ลุค” “ไม่ต้องเกรงใจหรอกพี่กำลังอยากขับรถเล่นอยากหาอะไรทำพอดี” “แต่... / นั่งเงียบ ๆ ก็พอไม้หวาย” เธอกำลังจะปฏิเสธอีกครั้งแต่เขาก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดุนิดหน่อยทำให้ไม้หวายยอมเงียบเพราะรู้ว่าคงปฏิเสธไม่ได้ถ้าเขาต้องการจะพาไป -เวลาต่อมา- “ของโคตรเยอะถ้ามาเองจะหอบขึ้นแท็กซี่ยังไง” “แหะ ๆ ขอบคุณนะคะ” เธอหัวเราะแผ่วเบาด้วยท่าทางเก้อเขินหลังจากที่เขายกของขึ้นรถแล้วหันมาพูดด้วยประโยคเมื่อครู่นี้ “ไม่เป็นไร ต้องซื้ออะไรอีกไหม” “ไม่แล้วค่ะ” “โอเคถ้างั้นพี่ไปส่งที่หอเลยนะ” “ค่ะ” ไม้หวายยิ้มรับก่อนที่ทั้งสองคนจะขึ้นรถแล้วขับตรงไปที่หอพักของเธอ ตื๊ดดดดด ตื๊ดดดด ...ชาร์ล ไม้หวายรับรู้ว่าใครโทรหาลุคจากการมองหน้าจอของรถยนต์ที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ทำให้เธอเลือกที่จะนั่งเงียบเพื่อให้เขาได้คุยธุระ ติ๊ด! (เมื่อไหร่มึงจะมาวะ!) เสียงที่ดังจากปลายสายบ่งบอกอารมณ์ของคนพูดได้ดีว่ากำลังหงุดหงิดมากแค่ไหน “เออกำลังจะไป รอก่อน” (รอเหี้ยไร มึงรีบมาเดี๋ยวนี้ไอ้ลุคไม่งั้นกูได้ฆ่าผู้หญิงคนนี้ตายก่อนยัยนี่จะฆ่าตัวตายเองแน่!) “เออ ๆ บอกว่ารอก่อนไงวะ” (กูจะฆ่ายัยนี่ให้ตาย มึงรอมาเก็บศพแทนแล้วกัน) “อ่าส์! กูกำลังรีบไป” ติ๊ด! “พี่ต้องเปลี่ยนเส้นทางระทันหันนะหวาย” “เอ่อ...ค่ะ ถ้างั้นเดี๋ยวหวายลงข้างหน้าก็ได้ค่ะ” “ไปด้วยกันนี่แหละ เสร็จธุระเดี๋ยวพี่ไปส่ง ที่ ๆ พี่จะไปอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้” ลุคบอกเธอจบก็เพิ่มความเร็วของรถยนต์ขึ้นทันทีส่วนไม้หวายก็กล้าพูดอะไรต่อเพราะเธอตกใจตั้งแต่ที่ได้ยินประโยคนั้นของเพื่อนเขาแล้ว (รอเหี้ยไร มึงรีบมาเดี๋ยวนี้ไอ้ลุคไม่งั้นกูได้ฆ่าผู้หญิงคนนี้ตายก่อนยัยนี่จะฆ่าตัวตายเองแน่!) เธอไม่เคยคุยพี่ชาร์ลคนนั้นหรอกมีแค่พี่ลุคคนนี้เท่านั้นที่เธอมีโอกาสได้คุยบ้างเพราะบุคลิคที่เข้าถึงง่ายของเขาแตกต่างจากเพื่อนของเขาที่แค่มองหน้าก็เหมือนจะฆ่าคนให้ตายคนนั้นพอได้ยินเขาพูดประโยคนั้นออกมาเลยทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว “พี่ลุคคะ” หลังจากปล่อยให้บรรยากาศในรถเงียบอยู่พักหนึ่งไม้หวายก็ตัดสินใจเรียกคนข้าง ๆ “ครับ” “เหมือนจะมีธุระสำคัญ ให้หวายไปด้วยจะไม่เป็นไรเหรอคะ” “ก็...ไม่เป็นไรหรอก พี่รีบของเราก็เยอะจะให้กลับเองได้ไง ไม่เป็นไรหรอกอย่าคิดมากเลยใกล้ถึงแล้ว เคลียร์ธุระเสร็จเดี๋ยวพี่ไปส่งนะ” “ค่ะ” เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อไม่กล้าพูดมากเพราะเกรงใจเขาด้วยทำให้เธอเลือกที่จะเงียบจนกระทั่งเวลาผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีลุคก็พาไม้หวายเลี้ยวรถเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง “ไปครับ” “คะ?” “ลงรถไงถึงแล้ว” “ค่ะ ๆ” เธอรีบลงรถตามที่เขาบอกเพราะดูเขาเองก็รีบพอตัวจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในบ้านหลังนั้นส่วนเธอก็ยืนรออยู่ข้างนอกไม่ได้เดินตามเข้าไป “พี่ลุคมาทำไม!” เสียงที่ดังออกมาจากข้างในบ้านทำให้เธอที่ยืนอยู่ข้างนอกตกใจนิดหน่อย ดูเหมือนข้างในจะมีปัญหาใหญ่ที่เธอก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรเพราะเป็นคนนอก และด้วยความที่เป็นคนนอกก็ยิ่งทำให้เธอลำบากใจที่จะยืนอยู่แถวนี้เช่นกัน “เฮ้อ! มาทำอะไรที่นี่นะหวายเอ้ย” ไม้หวายพึมพำกับตัวเองแล้วพยายามมองหาที่นั่งแต่มันดันไม่มีนี่สิ “กลับได้แล้วพิม” “ไม่! พิมยังคุยกับพี่ชาร์ลไม่รู้เรื่องเลย!” “คุยห่าอะไรอีกวะ” “คุยเรื่องเด็กในท้องพิมนี่ไงยังจะถามอีกเหรอว่าคุยเรื่องอะไร!” ไม้หวายตกใจมากกว่าเดิมกับสิ่งที่ได้ยิน เธอไม่ได้ตั้งใจฟังแต่เพราะคนในบ้านคุยกันเสียงดังออกมาข้างนอกให้เธอได้ยินเอง “ฉันไม่ได้ทำเธอท้อง” “ไม่ได้ทำพิมท้องแล้วหมาที่ไหนมันทำในเมื่อพิมนอนกับพี่ชาร์ลคนเดียว!” “จะไปรู้เหรอวะ!” “เฮ้ยไอ้ชาร์ลมึงใจเย็น” “เย็นเหี้ยไรยัยนี่นอนกับกูสามครั้งกูใส่ถุงทุกครั้งจะมาท้องกับกูได้ยังไง!” “มันก็แตกได้ไหมพี่ชาร์ล! ปัดความรับผิดชอบเอาแต่ได้ ตกลงจะไม่รับผิดชอบพิมกับลูกใช่ไหม!” “เออ!” “ได้! ถ้าพี่ชาร์ลไม่รับผิดชอบพิมจะฆ่าตัวตาย!” “เออ! ตาย ๆ ไปเลยเรื่องของเธอ!” “เฮ้ย ๆ พอ ๆ กูว่าไปกันใหญ่แล้ว เอางี้พิมพี่ว่าคุยตอนนี้ก็มีแต่แรงใส่กันให้ไอ้ชาร์ลมันไปสงบสติอารมณ์ก่อนดีกว่านะ” “แล้วพิมล่ะ! พิมจะอยู่ยังไงระหว่างที่พี่ชาร์ลไปสงบสติอารมณ์! คนทำแค่อารมณ์เสียแต่คนท้องมันจะตายอยู่แล้วนะพี่ลุค ฮื่อ ๆๆ” “ไม่เป็นไรเดี๋ยวคุยกับพี่ก่อน มีอะไรระบายกับพี่ ยิ่งดันทุรังคุยกับมันตอนนี้ยิ่งพังกว่าเดิมนะพิม” “แต่พิม... / เชื่อพี่ คุยตอนนี้ยิ่งพังก็เห็นอยู่ว่าไอ้ชาร์ลไม่ได้แคร์อะไร” “ฮึก! ก็ได้ค่ะ” “โอเค ถ้างันพิ้มรออยู่ตรงนี้ก่อน อย่าเพิ่งทำอะไรนั่งอยู่เฉย ๆ เดี๋ยวพี่มา ถ้าอยากให้เรื่องมันดีขึ้นอย่าวู่วามเด็ดขาดนะพิม” “ค่ะ ฮื่อ ๆๆ” “มึงมานี่ไอ้ชาร์ล” ลุคดึงเพื่อนสนิทของตัวเองออกมานอกบ้าน ทันทีที่เดินออกมาข้างนอกก็ทำให้ไม้หวายสะดุ้งด้วยความตกใจแล้วก็รู้สึกหวาดกลัวทันทีที่เห็นสายตาเกรี้ยวกราดที่มองมาที่เธอ “...มึงพาเด็กในคณะมาทำไม?” “เอ่อ...” ไม้หวายรู้สึกเสียวสันหลังกับน้ำเสียงและสายตาที่ดูไม่พอใจกับการมีเธออยู่ที่นี่ของเขาทำให้เธออึกอักออกมาในทันที “ก็มึงเร่งกูจะให้ทำยังไงวะกูกำลังจะไปส่งน้องที่หอพอดีจะไปส่งก่อนก็กลัวไม่ทัน ช่างเถอะน่ากูว่าตอนนี้มึงกลับก่อนดีกว่าเดี๋ยวกูเคลียร์ทางนี้เอง” “อืม เคลียร์ไปเลยกูรำคาญ แต่ถ้าเคลียร์ไม่ได้ก็ปล่อยให้ตายอย่างที่อยากตายไปเลย” ชาร์ลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใยก่อนจะหันหลังเดินไปทันที “เดี๋ยวก่อนไอ้ชาร์ล” “อะไร” “กูคงต้องเคลียร์อีกนานฝากไม้หวายกลับกับมึงก่อน” “เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะพี่ลุคเดี๋ยวหวายกลับแท็กซี่ก็ได้ค่ะ” “ไม่ได้ พี่บังคับเรามาจะให้เรากลับเองได้ยังไงของเราก็เยอะ กูเคลียร์ธุระให้มึงมึงก็เคลียร์ธุระให้กูบ้าง พาไม้หวายไปส่งที่หอเอารถกูไปเพราะของน้องอยู่หลังรถกูเยอะ” ลุคพูดจบก็ยื่นกุญแจรถไปข้างหน้าเพื่อให้ชาร์ลมาหยิบมัน “...ยุ่งยากว่ะ” เขาพึมพำออกมาด้วยความหงุดหงิดก่อนจะเดินมาแลกกุญแจรถกับเพื่อนสนิทด้วยท่าทางที่ดูไม่น่าเข้าใกล้ที่สุดในความรู้สึกของไม้หวาย “กลับกับมันนะไม้หวาย พี่ขอโทษจริง ๆ ที่ไปส่งด้วยตัวเองไม่ได้” “...ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะพี่ลุค” ไม้หวายรับคำด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ความจริงเธอยากกลับเองมากกว่าแต่ด้วยอารมณ์ของชาร์ลในตอนนี้ทำให้เธอไม่กล้าพูดอะไร “มาสักที” เสียงดุดันเอ่ยขึ้นทำให้สองขาเรียวต้องรีบเดินไปที่รถของลุคก่อนจะรีบขึ้นรถด้วยความลนลานแต่ยังไม่ทนที่เธอจะได้คาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อยรถหรูคันนี้ก็ถูกคนขับเหยียบคันเร่งเต็มแรงจนรถกระชากและมันก็ทำให้ไม้หวายอกสั่นขวัญหาย จากที่กลัวอยู่แล้วก็ยิ่งกลัวมากขึ้นหลายเท่าตัว บรรยายกาศในรถมีแต่ความเงียบไม่มีสักวินาทีที่ไม้หวายจะไม่เกร็ง แม้แต่การหายใจเข้าออกของตัวเองเธอก็ยังรู้สึกเกร็งต้องค่อย ๆ หายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงรบกวนเขาที่เธอไม่ได้สนิทด้วยแม้แต่นิดเดียวต่อให้เขาจะเป็นพี่รหัสของเพื่อนสนิทเธอก็ตาม “ชื่ออะไรนะ” เสียงเย็นชาที่เอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียงทำไม้หวายสติแทบหลุด “คะ” “เธอชื่ออะไร” เขาถามอีกครั้งโดยที่ไม่ได้หันมามองหน้าเธอแม้แต่นิดเดียวเอาแต่จ้องมองไปที่ถนนด้วยใบหน้าถมึงทึง “หวะ...หวายค่ะ” “อืม” เขาตอบรับแค่นั้นบรรยากาศโดยรอบก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งและมันยิ่งทำให้ไม้หวายทำตัวไม่ถูก แม้แต่มือไม้ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปวางไว้ตรงไหนดี “อย่าไปพูดเรื่องนั้นให้ใครฟัง” “...ค่ะ” เธอเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบไม่ใช่เพราะจะไม่รับปากแต่เป็นเพราะเธอรู้สึกหวาดกลัวน้ำเสียงเย็นยะเยือกของเขาต่างหากเลยทำให้เธอขยับปากได้ช้า “รับปากแล้วก็ทำให้ได้ ถ้าเรื่องนี้เล็ดลอดออกไป...เธอตาย”

Love Secret
“พี่ไปหลายปีจะไม่ดื้อใช่ไหม” “เอยเคยดื้อด้วยเหรอคะ” “ก็ไม่ แต่ไม่เคยก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ดื้อ” “ไม่เคยก็ไม่ได้แปลว่าวันหนึ่งจะต้องเคยนี่คะ” เธอตอบโต้เขากลับด้วยคำพูดแสนฉลาดที่มาพร้อมกับเสียงน่ารักปนหวาน “เข้าใจคำว่าดื้อของพี่รึเปล่าเรา” “ก็...เข้าใจสิคะ” ขวัญเอยตอบคนที่มองหน้าเธอด้วยสายตาลึกซึ้ง เข้าใจสิแต่เธอขอแค่อย่าพูดให้ตรงประเด็นมากเกินไปก็พอเพราะเธอคงอายเกินกว่าที่จะคุยกับเขาได้ เหมือนอย่างตอนนี้ไงที่คำพูดของเขากำลังทำให้เธออาย “เข้าใจว่า?” เขาขยับเข้ามาหาเธอนิดหน่อยแต่แค่นิดเดียวก็ใกล้กันมากแล้ว “ก็...เอยไม่ดื้อหรอกค่ะ” ขวัญเอยก้มหน้าหลบตาเขาก่อนจะตอบออกมาทำให้อีกคนยิ้มด้วยความเอ็นดูแล้วเอามือเชยคางเธอให้เงยหน้าสบตากับเขา “...” เขาจะรู้บ้างไหมว่าเธอใจเต้นแรงแทบบ้าอยู่แล้ว ยิ่งพอได้สบสายตาอบอุ่นของเขาเธอก็มือไม้อ่อนแรงขึ้นมาทันที “แค่สี่ปี รอพี่ก่อนนะเอย” “...” เธอทำได้แค่ฟังและมองเขาเท่านั้นแต่เธอพูดอะไรไม่ออกเลยเพราะนอกจากความเขินอายก็มีความรู้สึกกังวลมากมายในใจเกิดขึ้น “รอพี่นะเอยอย่าไปไหน รับปากพี่ได้ไหม” “แต่...” “พี่คุยกับผู้ใหญ่แล้วแค่พี่เรียนจบแค่นั้น ไม่มีใครไม่เอ็นดูเอยเลยนะ” มือที่เคยเชยคางขยับมาประคองแก้มของเธอช้า ๆ ยิ่งทำให้ขวัญเอยมีอาการมือไม้อ่อนแรงมากกว่าเดิม “...” “พี่รู้ว่าเอยกังวลเรื่องอะไร ไม่มีอะไรต้องกังวลรู้ไหม ขอแค่เราสองคนตั้งใจเรียนแล้วถึงวันนั้นพอเรากลับมาเจอกันทุกอย่างมันจะดี เอยเชื่อใจพี่ได้ไหม” “...ค่ะ ตั้งใจเรียนนะคะ” เธออยากรับปากเขาแต่ไม่รู้จะพูดยังไงเลยพูดออกมาได้เท่านี้แต่เขาก็รู้ว่านั่นคือการตอบตกลงถึงได้ยิ้มแล้วขยับใบหน้าหล่อที่ใครต่อใครก็หลงใหลไปใกล้โดยที่ขวัญเอยทำได้แค่ยืนนิ่งเหมือนถูกสะกดไว้ ฟอด~ “...” “พี่จะไม่มีใคร รอพี่กลับมานะเอย” เสียงอบอุ่นของเด็กหนุ่มที่กำลังจะก้าวเข้าสู้การเป็นผู้ใหญ่เอ่ยขึ้นแผ่วเบาหลังจากจูบหน้าผากของสาวน้อยที่เขาหลงรักมานาน จูบมัดจำเอาไว้ก่อนแล้วอีกสี่ปีข้างหน้าเมื่อถึงเวลาเขาค่อยกลับมาทำในสิ่งที่เขาต้องการทำ -เวลาต่อมา- “ขอบใจมึงมากนะที่มา” เจ้าของปาร์ตี้ในคืนนี้เอ่ยขึ้นในระหว่างที่แขกในปาร์ตี้เลี้ยงส่งของเขากำลังสนุกสนานกันอยู่ “ขอบคุณทำห่าไรกูไม่ได้ลำบาก แค่กระโดดข้ามรั้วมาก็ถึง” “กูก็แค่ขอบคุณตามมารยาทมึงจะพูดขัดทำไมวะ” “หึ ๆๆ เออ เดินทางปลอดภัยตั้งใจเรียน ฟันสาวเมกาเยอะ ๆ เผื่อกูด้วยแล้วกัน” “ไม่มีทาง” “ไม่เผื่อ?” “ไม่ฟันสิวะ” “กูไม่เชื่อมึง” “กูไม่ใช่มึง พอ ๆๆ เลิกพูดเรื่องทะลึ่งสงสารเอยบ้าง” “สงสารเอยหรือกลัวเอยได้ยินว่ามึงจะไปทำอะไรกันแน่วะ” อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเล่ห์ซึ่งแน่นอนว่าคนฟังรู้ว่าเพื่อนของเขาแถมยังเป็นเพื่อนบ้านแค่แกล้งเล่นเท่านั้น “พอเลยมึงน้องยังเด็ก อย่าไปฟังมันล่ะเอย” “ค่ะ” ขวัญเอยรับคำสั้น ๆ แล้วยิ้มเพราะเธอรู้ว่าพี่ชายข้างบ้านแค่พูดเล่นไปงั้น “หึ ๆๆ ระวังมันหอบสาวเมกากลับมาบ้านนะเด็กน้อย” “เอยว่าถ้าหอบมาน่าจะหอบมาฝากคนอื่นมากกว่า...สักโหลจะพอรึเปล่าคะ” “...” อีกฝ่ายไม่ตอบโต้อะไรกลับแค่ยิ้มให้เธอเท่านั้นก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม แล้วจากนั้นทุกคนในวงสนทนาก็สนุกสนานกับปาร์ตี้คืนนี้จนเมามาย จะมีก็แค่ขวัญเอยเท่านั้นที่ไม่เมาเพราะเธอเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดและไม่ได้รับอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ -เวลาต่อมา- แอด~ “...ใครคะ?” “...” “เอยถามว่าใคร!” หมับ! “ว้าย! ปล่อยนะ! อื้อ! อื้อ!!” แคว๊ก! “อื้อ!!!” -สี่ปีต่อมา- “พี่เอยสวยจัง” “ขอบใจจ้า” “หนูพูดจริง ๆ นะคะ พี่เอยสวยมาก ๆ เป็นไอดอลความสวยของหนูเลย” “ฮ่า ๆๆ พี่รู้แล้วเด็กน้อย ขอบใจนะจ้ะ แล้วนี่จะกลับรึยัง” “พี่เอยจะกลับแล้วใช่ไหมคะ เดี๋ยวหนูก็กลับแล้วล่ะค่ะแต่รอแฟนซ้อมบาสกับชมรมก่อน” “โอเค ถ้างั้นพี่กลับก่อนนะ” “ค่ะพี่เอย สวัสดีค่ะ” “จ้า เจอกันวันจันทร์นะจ้ะ” “ค่ะ” รุ่นน้องที่ฉันมาช่วยงานกิจกรรมโบกมือลาฉันก็โบกลาเหมือนกันแล้วเดินออกจากคณะ วันนี้วันศุกร์เดี๋ยวต้องกลับบ้านค่ะ ตื๊ดดดดด ตื๊ดดดด ...พี่ลุค “...” ติ๊ด! “ค่ะพี่ลุค” “อยู่ไหนแล้วเรา” “กำลังออกจากคณะค่ะ พี่ลุคมาถึงแล้วเหรอคะ” “อื้ม พี่กำลังเลี้ยวเข้ามหาลัยเอย รอพี่หน้าคณะเลยนะ” “ได้ค่ะ ไม่ต้องรีบนะคะ” “โอเค” ติ๊ด! พี่ลุคพี่ชายข้างบ้านที่เรียนอยู่มหาลัยใกล้ ๆ กันจะแวะมารับฉันกลับบ้านในเย็นวันศุกร์เสมอตั้งแต่ฉันเรียนปีหนึ่งจนตอนนี้อยู่ปีสามแล้ว แต่ปีหน้าพี่เขาเรียนจบฉันคงต้องเดินทางเอง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอกค่ะ ปัญหามันอยู่ที่ปีหน้าคนไกลก็จะเรียนจบแล้วกลับมาเหมือนกัน คนไกลที่ฉัน...แทบจะไม่ได้ติดต่อเขาเลย บรื๊น! บรื๊น!! เสียงสปอร์ตคาร์คันหรูดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก่อนที่จะมาหยุดอยู่ข้างฉันซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครและไม่มีใครมองมาด้วยความแปลกใจหรอกในเมื่อคนที่นี่เห็นจนชินตาแล้ว “สวัสดีค่ะพี่ลุค” “ไงเราเรียนเป็นไงบ้าง” “หนักมากค่ะ หนักสุด ๆ” ฉันบอกพี่ลุคแล้วก็ทำหน้าเหนื่อยตบท้ายไปด้วย “หึ ๆๆ เด็กเก่งแบบขวัญเอยบ่นว่าเหนื่อยเพราะเรียนแล้วคนอื่นจะเป็นยังไง” “เอยก็ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้นนี่คะมันก็ต้องมีบ่นกันบ้าง” “ถ้างั้นพี่พาไปหาอะไรอร่อย ๆ กินให้หายเหนื่อยดีไหม” “อืม...” “เลือกร้านเลยไม่ต้องคิด” พี่ลุคพูดออกมาด้วยน้ำเสียงรู้ทันฉันเลยฉีกยิ้มใส่ “ไม่เลือกได้ไหมคะ” “ทำหน้าแบบนี้แสดงว่าร้านที่อยากกินอยู่ไกลมาก” “ก็...แหะ ๆๆ” “หึ ๆๆ ให้พี่เดาต้องเป็นร้านที่แชร์ไว้ล่าสุดแน่นอน” “หูย~ ไม่มีใครรู้ใจเอยเท่าพี่ลุคอีกแล้วในโลกนี้” “...ไม่หรอก เอาร้านนั้นใช่ไหมถ้างั้นเอยเปิดจีพีเอสให้พี่เลย” พี่ลุคเงียบไปนิดหน่อยถึงได้พูดออกมาแล้วจากนั้นก็เคลื่อนรถส่วนฉันก็หยิบโทรศัพท์ของพี่ลุคมาเปิดจีพีเอสนำทางให้เขา “แล้ววันนี้พี่ลุคเป็นยังไงบ้างคะ” “พี่เหรอ ก็เหมือนเดิมนั่นแหละปีสุดท้ายเรียนไม่หนักแต่งานหนัก” “ค่ะ ปีหน้าเอยก็คงเจอแบบเดียวกันเนอะ” “อื้ม แต่เอยเก่งไม่ต้องเครียดหรอก” “ใช่ค่ะ เอยเก่งแล้วที่สำคัญเอยมีพี่ลุคคอยช่วยด้วยใช่ไหมคะ” ฉันอ้อนพี่ลุคนิดหน่อยทำคนที่กำลังขับรถและมองถนนด้วยความตั้งใจยิ้มออกมา ถึงจะแค่ยิ้มมุมปากก็ตามเถอะแต่ฉันรู้ว่าเขาต้องกำลังมีความสุขแน่นอน ...แค่นี้ก็ดีแล้ว ดีมากแล้วจริง ๆ เราทั้งคู่ใช้เวลาไม่นานก็ไปกินข้าวร้านที่ฉันอยากกินนั่งคุยสัพเพเหระระหว่างที่กินข้าวกันจากนั้นพอกินเสร็จก็ตรงกลับบ้าน “ง่วงไหม” “ไม่ค่ะ” “ถ้าง่วงก็งีบไปเลยะนะรถมันติดมาก” ใช่ค่ะรถติดมา ออกมาได้ยี่สิบนาทีแต่มองกระจกหลังยังเห็นป้ายร้านอาหารชัดอยู่เลย “เอยขอโทษนะคะ ชอบอยากกินแต่ร้านที่อยู่ไกลตลอดเลยทั้งที่เป็นวันศุกร์แท้ ๆ” เย็นวันศุกร์คือวันที่ขึ้นชื่อเรื่องรถติดมากใครต่อใครก็รู้ แล้วก็เป็นประจำที่เราสองคนต้องเจอกับปัญหารถติดหลังจากกินข้าวในเย็นวันศุกร์เรียบร้อย “ไม่เป็นไรหรอกไม่ได้ไปกินทุกวันซะหน่อย” “แต่เอยก็เกรงใจอยู่ดี ทั้งมารับส่งทั้งพาไปกินข้าวแล้วเอยยังพาพี่ลุคมาเจอรถติด เอยเกรงใจพี่ลุคมากเลยนะคะ” “หึ ๆๆ นี่แกล้งพูดรึเปล่า” พี่เขาหันมายิ้มขำฉันนิดหน่อยฉันเลยแอบย่นจมูกให้ “ไม่ได้แกล้งเลยค่ะ ตอนหิวมันก็อีกอารมณ์นะพี่ลุคแต่พอตอนกลับเจอรถติดแบบนี้ประจำเอยก็รู้สึกผิดที่ทำพี่ลุคลำบาก ขับรถแบบนี้เหนื่อยน่าดู” “ไม่เป็นไรหรอกน่าพี่เต็มใจ เราอยากกินอะไรก็บอกพี่แบบนี้แหละพี่พาไปได้ไม่ได้ลำบากอะไร” พี่เขาพูดออกแล้วก็เอามือมาวางบนหัวฉันก่อนจะขยี้เบา ๆ แล้วก็หันไปขับรถต่อ “เอาใจน้องเก่งขนาดนี้จะเอาใจสาว ๆ เก่งขนาดไหนคะเนี่ย” ฉันถามพี่ลุคพร้อมกับจัดทรงผมที่เขาเพิ่งขยี้ให้เข้าที่เข้าทางส่วนคนโดนถามก็หันกลับมามองฉันในทันทีที่ถามจบ “เอาใจสาว ๆ เก่งขนาดไหนน่ะเหรอ...ก็เอาใจเก่งขนาดนี้ไง แต่เอาใจคนนี้คนเดียวนะเพราะมีคนเดียวไม่เคยมีคนอื่น” “...เอยไม่คุยกับพี่ลุคดีกว่า” “หึ ๆๆ ทำไมเขินเหรอ” “ง่วงค่ะ” “เอ้า! เมื่อกี้เอยบอกพี่ว่าไม่ง่วงไม่ใช่รึไง” “เมื่อกี้กับตอนนี้คนละเวลาค่ะ” ขวัญเอยบอกผมแล้วแอบย่นจมูกใส่นิดหน่อยอย่างที่เธอชอบทำเวลาจะแกล้งผมก่อนจะหันหน้าไปอีกด้านแล้วแกล้งหลับทันที หึ ๆๆ เด็กน้อยของผมน่ารักเสมอ เพราะแบบนี้ไงถึงทำให้ผมยอมทำอะไรหลายอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเอง...เสียเธอไปให้ใคร -เวลาต่อมา- “เอย” “เอยครับ” “น้องเอย~” “อื้อ~” “หึ ๆๆ ถึงแล้วเด็กน้อย” ผมปัดปอยผมตรงหน้าให้เธอเบา ๆ รถติดใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน คนที่แกล้งหลับตอนแรกก็ถึงกับหลับไปจริง ๆ มาถึงบ้านแล้วก็ยังไม่รู้ตัวอีก “อื้อ~ ขะ ขยับไปสิคะ” ขวัญเอยลืมตาแล้วก็นิ่งไปเพราะผมโน้มตัวลงไปปลุกเธอใกล้ ๆ จนหน้าเราห่างกันไม่ถึงคืบ “...อยากจูบ” “พี่ลุค” เสียงเธอเรียกชื่อผมเบา ๆ แล้วเอนตัวไปข้างหลังแต่ไม่ได้เอนเพื่อให้ทำอะไรหรอกเธอเอนเพื่อหนีต่างหาก ส่วนผมก็มองเธอด้วยสายตาที่ผมรู้ว่ามันกำลังรู้สึกอะไรแล้วก็จับมือเธอที่วางอยู่บนตักตัวเองแล้วบีบคลึงช้า ๆ “ไม่ทำหรอกน่าพี่ก็แค่บอกเฉย ๆ ว่าอยากทำอะไร” “...” “หึ ๆๆ ลงรถได้แล้วยัยเด็กน้อยพี่อยากกลับบ้านไปอาบน้ำ” “...ค่ะ ขอบคุณนะคะ” “ครับผม” ผมตอบรับขวัญเอยที่กำลังนิ่ง ไม่รู้ว่าเขินหรือว่ากำลังกลัวกันแน่ ขวัญเอยไม่พูดอะไรต่อนอกจากเดินลงรถแล้วยืนรอให้ผมขับรถกลับบ้าน “เข้าบ้านสิ” “พี่ลุคก็ไปก่อนสิคะ” “ไม่ได้ เอยเข้าบ้านก่อนครับ” “ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” “ฝันดีนะเอย” “ค่ะ” ขวัญเอยยิ้มให้ผมบาง ๆ ก่อนที่เธอจะเดินเข้าบ้านหลังใหญ่ที่เป็นบ้านของเพื่อนบ้านผมแต่ไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านหรอกเป็นเพื่อนที่เรียนและเล่นด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลด้วยต่างหาก “ไงจ๊ะพ่อลูกชาย” “ยังไม่นอนเหรอครับ” ผมหันไปทักทายผู้หญิงที่สวยที่สุดในบ้านนี้ที่นั่งอยู่ในมุมหนึ่งแต่ผมไม่ได้สังเกตเพราะแม่ไม่ได้เปิดไฟจนสว่างจ้า “ยัง แม่รอลูกชายแม่อยู่ ไปไหนมาจ้ะสุดหล่อของแม่กลับดึกเชียว” “กินข้าวเฉย ๆ ครับแต่รถติดก็เลยถึงบ้านเกือบดึก แค่เกือบสี่ทุ่มไม่เรียกดึกนะครับแม่ถ้าดึกต้องเที่ยงคืนตีหนึ่ง” ผมเน้นคำว่าเกือบดึกเพราะเมื่อกี้แม่พูดคำว่ากลับดึกออกมาทำให้แม่มองค้อนผม “เดี๋ยวเถอะนะตาลุคนี่” “หึ ๆๆ ผมว่าแม่น่าจะไปนอนได้แล้วนะครับ เดี๋ยวความสวยที่ไม่สร่างมันจะหายไปนะแม่” “ฉันรู้ย่ะ” “ถ้างั้นขึ้นนอนกันดีกว่าครับเดี๋ยวผมไปส่ง” ผมเดินไปหาแม่เพื่อประคองท่าน แม่ไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับผมแค่อยากอ้อนอยากดูแลแม่แค่นั้น แต่พอผมเดินไปใกล้แม่ก็มีสีหน้าจริงจังขึ้น “เดี๋ยวก่อน แม่บอกว่าแม่รอลูกไง ยังไม่ได้คุยกันเลยนะตาลุค” “...ผมรู้ว่าแม่จะคุยเรื่องอะไร ไม่ต้องบ่นเรื่องเดิม ๆ หรอกครับเดี๋ยวหน้าเหี่ยวไม่รู้ด้วยนะ” ผมตอบออกไป พยายามทำเสียงอารมณ์ดีเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเอง “ลุค” แม่ไม่ได้สนคำพูดหยอกเย้าของผมแต่ท่านเรียกผมเสียงแข็งขึ้นเพื่อเตือนอะไรบางอย่างทำให้ผมเองก็นิ่งไป “...ผมไม่ได้ทำอะไรเสียหาย” “แม่รู้ แต่ลูกกับตาแทนเป็นเพื่อนกันนะลุค ลูกจะทำแบบนี้ไม่ได้ ถ้าตาแทนกลับมาเห็นว่าลูกไปไหนมาไหนกับหนูเอยตาแทนจะรู้สึกยังไง แม่ไม่ห้ามถ้าลุคจะรับส่งน้อง ลุคกับน้องโตมาด้วยกันเป็นพี่เป็นน้องช่วยเหลือดูแลกันได้แต่อย่าให้มันมากไป” “...เรื่องแบบนี้อยู่ที่ว่าน้องจะเลือกใครครับแม่ แม่อย่าบอกให้ผมถอยแค่เพราะเป็นเพื่อนไอ้แทนเลยครับมันไม่ยุติธรรมกับลูกชายแม่สักนิดเพราะผมก็รักของผมมากเหมือนกัน” #LUKE END #KWANAOEI TALK แอด~ “...ใครคะ?” “...” “เอยถามว่าใคร!” หมับ! “ว้าย!ปล่อยนะ!อื้อ!อื้อ!!” แคว๊ก! “อื้อ!!!” ฉันร้องด้วยความกลัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเพราะทันทีที่ใครก็ไม่รู้เข้ามาในห้องเขาก็ตรงดิ่งเข้ามาหาฉันในความมืดแล้วนั่งคร่อมเอามือข้างหนึ่งปิดปากไม่สิไม่ได้ปิดแต่กดลงมาจนฉันขยับคอไม่ได้ด้วยซ้ำแล้วมืออีกข้างก็ฉีกกระชากเสื้อของฉันจนขาด หมับ! “อื้อ!อื้อ!!” ฉันกลัว กลัวมากเพราะคน ๆ นี้เข้ามาทำอะไรอุกอาจในห้องโดยที่ฉันทำอะไรไม่ได้เลย มือเขาปิดปากปิดจมูกของฉันเต็มแรงจนฉันที่อยากสะบัดหน้าให้หลุดพ้นไม่สามารถทำได้แถมกลิ่นเหล้ายังคละคลุ้งเต็มไปหมดจนฉันแทบอาเจียนออกมา “อื้อ!” ฉันพยายามร้องแต่ก็เท่านั้น ดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่หลุดเลยอีกอย่างบ้านหลังนี้ห้องทุกห้องเป็นห้องเก็บเสียงร้องออกไปคงไม่มีใครได้ยินนอกซะจากจะพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดออกไปจากห้องนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นฉันคง...โดนข่มขืน แคว๊ก! “อื้อ!” ยิ่งดิ้นคนคนนี้ก็ยิ่งฉีกกระชากเสื้อผ้าฉัน ห้องมันมืดมาก มืดจริง ๆ นะเลยทำให้ฉันมองไม่เห็นอะไรรู้แค่ชุดนอนกำลังขาดวิ่นไปหมดแล้ว จ๊วบ~ “อื้อ!” ฉันน้ำตาไหลพรากออกมาทันทีที่คนคนนี้ก้มลงมาดูดคอ ฉันกลัวที่สำคัญฉันรังเกียจที่ใครก็ไม่รู้กำลังขืนใจฉัน “อื้อ!” ฉันใช้แรงเฮือกสุดท้ายดิ้นสุดแรงเกิดจนสุดท้ายก็หลุดพ้น ผลัก! “ช่วยด้วย!ช่วย...อื้อ!” ฉันผลักเขาออกจนหลุดพ้นแล้วตะโกนสุดเสียง เป็นเสียงที่ดังที่สุดในชีวิตของฉันแล้ว มันดังชนิดที่ฉันมั่นใจว่าต่อให้เป็นห้องเก็บเสียงก็น่าจะดังเล็ดลอดออกไปบ้างล่ะไม่มากก็น้อยแต่เป็นอิสระแค่ไม่กี่วินาทีฉันก็ถูกปิดปากไว้อีกครั้งแล้วจากนั้นทุกอย่างก็เกิดขึ้นเร็วมากจนฉันตั้งตัวไม่ทันทำอะไรไม่ได้เลย จ๊วบ~ “อื้อ!” เพราะอยู่ในชุดนอนเลยไม่ได้ใส่ชุดชั้นในฉันในสภาพที่โดนเอามือปิดปากโดนร่างกายใหญ่คร่อมทับเอาไว้เลยทำอะไรไม่ได้ตอนที่โดนเขาก้มลงไปดูดที่หน้าอก “อื้อ!อื้อ!!” จ๊วบ~ จ๊วบ จ๊วบ จ๊วบ~ “อื้อ!ฮึก!” ฉันขยะแขยง ฉันรังเกียจ ฉันไม่รู้ว่าคนที่กำลังล่วงเกินร่างกายฉันคนนี้เป็นใคร และที่สำคัญฉันไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเองนับจากนี้และฉันจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ยังไง “อืม~” เสียงของคนคนนี้ดังออกมาจากลำคอให้ฉันได้ยินเป็นครั้งแรก มันเป็นเสียงที่...คุ้นหู คุ้มมากเหลือเกินคุ้นซะจนฉันเกือบจะมั่นใจว่าเขาคือ...แต่ไม่ใช่หรอก ไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่ใช่แน่นอน ไม่มีทางที่เขาคนนั้นจะทำร้ายฉันได้ ไม่มีทาง สวบ! “อื้อ!!!” ก่อนที่จะคิดอะไรไปได้มากกว่านี้ฉันก็รู้สึกเหมือนมีมีดแทงเข้ามาในร่างกาย ตรงกลางร่างกายที่ไม่เคยมีใครเข้ามาล่วงล้ำแต่วันนี้มันกลับถูกล่วงเกินโดยที่ฉันเองไม่ได้เต็มใจ ไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะขัดขืนด้วยซ้ำแถมคนคนนี้ยังไม่แม้แต่ถอดเสื้อผ้าออกจากร่างกายของเขาเลยสักชิ้น “อ่าส์~” เสียงคนที่อยู่บนตัวฉันครางออกมาด้วยความสุขโดยที่ไม่สนเลยว่าฉันกำลังเจ็บปวดมากแค่ไหนจากนั้นสิ่งที่มันสร้างความเจ็บปวดให้ฉันจนเหมือนร่างกายกำลังฉีกขาดออกจากกันก็ขยับทันที ขยับด้วยความรุนแรงทั้งที่ร่างกายฉันฝืดเคืองมาก “อ่าส์~” เสียงครางจากคนข้างบนดังขึ้นมาให้ได้ยินเป็นระยะ เป็นเสียงครางที่ฟังดูมีความสุขมากทั้งที่ฉันกำลังสะอื้นด้วยความเจ็บปวดทรมาน พั่บ! พั่บ พั่บ พั่บ! “อื้อ~ ฮึก! อื้อ!!!” ฉันเจ็บ ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ก็ยิ่งเจ็บแทบขาดใจตาย มันทรมานมากจนไม่รู้ว่าตัวเองจะผ่านเหตุการณ์เลวร้ายกับความเจ็บปวดในครั้งนี้ไปได้ยังไงดี “อ่าส์~” ไม่มีคำพูดอะไรหลุดออกจากปากคน ๆ นี้ มีแค่เสียงครางด้วยความสุขสมเท่านั้น เสียงครางที่คลอกับเสียงเจ็บปวดทรมานของฉัน พั่บ! พั่บ พั่บ พั่บ! “อื้อ!อื้อ!!!” ทำไมฉันไม่เห็นจะรู้สึกว่ามันจะมีความสุขอะไรเลย ทำไมมันมีแต่ความทรมาน แล้วเขาคนนี้ ไอ้ชาติชั่วคนนี้มีความสุขได้ยังไงทั้งที่อีกคนไม่ได้มีอารมณ์ร่วมแถมมือข้างหนึ่งก็เอามือมาปิดปากฉันไว้ตลอดเวลา “โอ้ว อ๊าส์~” “อื้อ!!!” เขากดร่างกายเข้ามาเต็มแรงจากนั้นก็กดแช่เอาไว้ในร่างกายฉันแล้วเขาก็เกร็งกระตุกซึ่งฉันรู้ดีต่อให้ไม่เคยมีอะไรกับใครมาก่อนว่าอาการนี้เขาเรียกว่าอะไร เขากดร่างกายเอาไว้อย่างนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนซบอยู่ที่อกฉันแล้วหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยและตอนนี้ปากฉันก็เพิ่งถูกปล่อยให้เป็นอิสระหลังจากที่ถูกมือที่น่าขยะแขยงกดเอาไว้เป็นเวลานาน “ฮึก! ปล่อย~” ฉันไม่มีเรี่ยวแรง ฉันเจ็บร้าวระบมไปทั้งตัวถึงจะไม่ถูกกระทำทารุณแต่ฉันก็ทรมานมากเหลือเกิน “อืม~” ไม่มีการกระทำที่บ่งบอกว่าฟังคำพูดของฉัน มีแค่ส่วนนั้นที่ถูกกดเข้ามาแล้วก็ตามมาด้วยเสียงครางที่ฉันขยะแขยง โคตรขยะแขยงเลย “อ่าส์~” เวลาผ่านไปพักหนึ่งร่างสูงใหญ่ขยับออกจากร่างกายฉันที่นอนหมดเรี่ยวแรงช้า ๆ โดยที่ฉันไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากนอนน้ำตาไหลพรากอยู่ที่เดิมเท่านั้น แต่ก่อนที่เขาจะเดินออกไปจากห้องเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็เดินกลับมาอีกครั้งทำให้ฉันกลัวจนหายใจแทบไม่ออก กลัวว่าเขาจะมาทำอะไรฉันอีก เขาเดินมาใกล้ใจฉันก็แทบหยุดเต้นแล้วจริง ๆ ยิ่งเตียงยวบลงอีกครั้งไหนจะไออุ่นจากร่างกายใหญ่ที่แผ่ออกมาให้ฉันสัมผัสได้แล้วลมหายใจอุ่น ๆ ก็รินรดอยู่ข้างหูฉันก็ยิ่งน้ำตาไหลพรากกัดปากตัวเองด้วยความกลัวจนได้รสคาวของเลือด ฉันไม่ได้รู้สึกสยิวเลย ฉันกลัวฉันขยะแขยงแทบตายอยู่แล้ว! “อย่าเป็นของคนอื่นเด็ดขาด~” เฮือก!!! “...ฮึก! ฮื่อ ๆๆ ฮื่อ ๆๆ” กี่ครั้งที่ฉันต้องฝันถึงเหตุการณ์นั้น อีกกี่ครั้ง มันต้องอีกกี่ครั้ง! -วันต่อมา- ติ๊ง! Luke : ได้กลิ่นอะไรหอม ๆ “...” หือ? ได้กลิ่นอะไรหอม ๆ งั้นเหรออย่าบอกนะว่า? Kwanaoei : อยู่ไหนคะ Luke : ทาย Kwanaoei : ไม่ทายค่ะ Luke : ทายหน่อย Kwanaoei : ออกมาเลยค่ะ Luke : ทายก่อน Kwanaoei : เอยไม่เล่นแล้ว ไปดีกว่า “หึ ๆๆ บอกให้ทายหน่อยก็ไม่ทาย” “ชิส์!ไม่เห็นต้องทายเลย มาทำไมคะ” “เมื่อกี้เจอน้าเอมกับลุงภาคนั่งอยู่ที่สวนเห็นกำลังกินคุกกี้พอดีเลยมาขอคุกกี้กินบ้าง” “ไม่ให้ค่ะ” ฉันเลื่อนถาดคุกกี้ที่กำลังจะเตรียมแพ็คไปฝากป้ารินทร์คุณแม่ของเขามาหาตัวเองเพื่อแสดงอาการหวงให้พี่ลุครู้ “ได้ไง ไม่มีของพี่บ้างเลยเหรอ” “ไม่มีค่ะเพราะพี่ลุคไม่ชอบกินคุกกี้เอยเลยไม่ได้ทำเผื่อ” ฉันตอบเขาแล้วก็เผลอยื่นหน้าพร้อมกับย่นจมูกใส่ด้วยความพอใจที่ได้แกล้งเขา “หึ ๆๆ เดี๋ยวเถอะนะ” หมับ~ “อื้อ!บอกว่าไม่มีของพี่ลุคไงคะ คืนมาเลยนะ” พี่ลุคหัวเราะแล้วเอื้อมมือมาหยิบคุกกี้ไปหน้าตาเฉยฉันก็เลยโวยวายแต่เขากลับยิ้มแล้วหยิบคุกกี้เข้าปาก ยั่วโมโหกันชัด ๆ เลย “พี่ลุค! อื้อ~” กำลังจะบ่นแต่เขากลับเอาคุกกี้ชิ้นที่กัดไปครึ่งคำยัดเข้ามาในปากฉันแล้วฉันที่กำลังอ้าปากจะทำอะไรได้นอกจากเคี้ยวมันเพราะจะคายทิ้งก็ไม่ใช่นิสัย “หึ ๆๆ” เขาหัวเราะออกมาพร้อมกับมองฉันที่จำใจเคี้ยวคุกกี้ที่เขายัดเข้าปากไปพลางทำให้ฉันต้องรีบเคี้ยวแล้วกลืนมันให้หมด “ไม่ต้องมาหัวเราะมีความสุขเลยค่ะ นิสัยไม่ดี” “นิสัยไม่ดีอะไรพี่อุตส่าห์ใจดีให้เอยจูบพี่ทางอ้อมนะ” “บ้า!จูบทางอ้อมอะไรล่ะคะไม่ใช่เลย” “หึ ๆๆ พี่ล้อเล่นน่า แล้วอะไรติดหน้าล่ะนั่น” “คะ?” “แป้งเหรอหรือว่าเศษคุกกี้” “ไม่รู้ค่ะเอยไม่ได้ส่องกระจกตั้งแต่เช้าช่างมันเถอะค่ะ” “อ่อ ไม่น่าล่ะ” “คะ? ไม่น่าล่ะอะไร” พี่ลุคก็ทำหน้าแปลก ๆ ขึ้นมาฉันก็เลยงง “ไม่น่าล่ะ...ถึงมีขี้ตา” “ฮะ!” ฉันมองหน้าเขาตกใจจนตาเบิกโพลงขึ้น มีขี้ตาจริงเหรอ? ฉันเอาคุกกี้กับชาไปเสิร์ฟน้าเอยกับคุณลุงมาพวกท่านเห็นไหมเนี่ย น่าเกลียดแล้วก็น่ารังเกียจมากเลย “เดี๋ยว ๆ นั่นเราจะทำอะไร” พี่ลุครีบพูดขึ้นฉันที่กำลังจะเอามือเช็ดขี้ตาออกเลยชะงักทันที “ก็เช็ดขี้ตาไงคะ” “สกปรก” “คะ?” “สกปรก กำลังแพ็คคุกกี้อยู่แล้วจะเอามือไปเช็ดขี้ตาได้ยังไง สกปรกมากเลยเอย” “เอ่อ...” ฉันอึ้งไปเลยที่โดนต่อว่า ไม่สิไม่ได้แค่อึ้งแต่ฉันอายด้วย “มานี่มา” พี่ลุคทำหน้าเอือมระอาดูไม่พอใจความสกปรกของฉันเท่าไหร่ก่อนจะขยับพร้อมกับเอื้อมมือไปดึงทิชชูมา “พี่ลุคเดี๋ยวเอยไปล้างมือแล้วเช็ดเอง” “เฉย ๆ เถอะ” เขาดุแล้วจับแขนข้างหนึ่งฉันไว้ก่อนจะยกทิชชูขึ้นมาเตรียมเช็ด “เอย” “คะ” ทำไมไม่เช็ดล่ะคนที่อายขี้ตามันก็อายนะ อยากวิ่งไปเช็ดหน้าในห้องน้ำแล้วเนี่ยแต่ไปไม่ได้เพราะเขาจับแขนเอาไว้ “ไม่ใช่ขี้ตาหรอกพี่ดูผิด” พี่ลุคพูดพร้อมกับเอ่ยออกมาโดยที่สายตาเขายังจ้องที่หน้าฉันอยู่ “ฮะ? เฮ้อ!โอเคค่ะโล่งอกไปที” ได้ยินก็งงแต่สุดท้ายก็โล่งอก โอเคไม่อายแล้ว “แต่มันมีเศษคุกกี้ติดที่คางนะ พี่เอาออกให้” “เดี๋ยวเอย...อื้อ!” กำลัง จะบอกว่าเดี๋ยวเช็ดเองแต่ไม่ทันเพราะเขาก้มลงมาประกบปากลงที่คางฉันแล้วเม้มเบา ๆ ซะก่อน! ผลัก! “พี่ลุคคะ!” “หึ ๆๆ อะไรพี่เอาเศษคุกกี้ออกให้เฉย ๆ ไม่เห็นต้องวีนพี่เลย” พอโดนผลักแทนที่จะสำนึกผิดดันยิ้มระรื่นหน้าตาเฉย! “เอาคุกกี้ออกอะไรล่ะนี่มัน...” ไม่กล้าพูดต่อเลยขวัญเอยเอ๊ย “นี่มันอะไร? พี่เอาคุกกี้ออกจริง ๆ ไม่เห็นต้องวีน...ไม่ได้จูบเราอย่างที่อยากจูบมานานแล้วซะหน่อย” “...บ้า!” -เวลาต่อมา- “เอย” “คะน้าเอม คุกกี้เป็นยังไงบ้างคะอร่อยรึเปล่าคะ” “อร่อยจ้ะ คุณลุงทานหมดเลย” “น่ารักที่สุดเลยค่ะ” ฉันฉีกยิ้มให้น้าเอมด้วยความดีใจ “ว่าแต่เมื่อวานไปไหนกับพี่ลุคมา” “คะ? อ๋อไปกินข้าวค่ะ” ฉันตอบน้าของตัวเองเบา ๆ ส่วนมือก็สาละวนอยู่กับการจัดระเบียบข้าวของในห้องนอนให้เป็นระเบียบ “ยังไง?” “ไม่ยังไงนี่คะน้าเอม ก็พี่น้องกันเหมือนเดิม” “แน่นะจ้ะ ไม่ใช่วันดีคืนดีเดินจับมือกันมาหาน้าแล้วบอกว่าเป็นแฟนกันแล้วนะ” “ไม่หรอกค่ะ พี่น้องกันค่ะน้าเอม” ฉันเงยหน้ายิ้มตอบน้าเอมที่ท่านชอบถามแบบนี้ประจำ “หนูไม่ชอบพี่ลุคเขาเหรอ” “ไม่ค่ะ” ฉันส่ายหน้าตอบทันที “เพราะ?” “ก็...” “รออีกคน?” “...” “รอพี่แทนแต่แทบจะไม่ติดต่อพี่แทนเลยแล้วไปกับอีกคนมันคืออะไรยัยเอย” เสียงน้าเอมที่เคยใจดีเริ่มดุขึ้นมานิดหน่อยส่วนฉันก็ได้แต่ก้มหน้า “เอยไม่ได้รอพี่แทนค่ะน้าเอม” ถึงแม้ว่าในใจฉันจะอยากรอแต่ฉันรอเขาไม่ได้หรอก ยังไงก็ไม่ได้ “น้าไม่เข้าใจเอย” “เอยขอโทษนะคะถ้าเอยทำให้น้าเอมไม่สบายใจ แต่เอยไม่ได้รอพี่แทนแล้วเอยก็ไม่ได้คิดอะไรกับพี่ลุคด้วยค่ะน้าเอม ตอนนี้เอยอยากโฟกัสเรื่องเรียนมากกว่า เอยไม่ได้ชอบใคร” “เฮ้อ!ความรู้สึกหนุ่มสาวสมัยนี้เข้าถึงยากจริง ๆ เอาเถอะน้าไม่อยากก้าวก่ายหรอกแต่ที่ถามเพราะเป็นห่วง ไม่อยากให้เกิดปัญหารักสามเส้าแค่นั้นเอง” “...ไม่เกิดหรอกค่ะน้าเอม” ฉันชะงักเพราะคำพูดน้าเอมนิดหน่อยก่อนจะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเพราะอยากให้น้าเอมสบายใจ “พี่ลุคเขาก็ดีนะลูก ดูแลหนูดีมากนะ ถ้าไม่ได้คิดอะไรกับพี่เขาเอยควรจะชัดเจน เอยทำแบบนี้เท่ากับเอยกำลังทำร้ายคนคนหนึ่งที่รักเอยนะ” “...ค่ะน้าเอม” “โอเคน้าไม่กวนแล้ว น้าจะไปชวนคุณลุงลงไปเดินเล่นดูต้นไม้ในสวนหน่อย” “ค่ะ ถ้างั้นทำความสะอาดห้องเสร็จเดี๋ยวเอยลงไปเดินเล่นด้วยนะคะ” “จ้า” น้าเอมยิ้มรับแล้วก็เดินไปส่วนฉันก็ตั้งหน้าตั้งตาจัดของต่อพร้อมกับในหัวที่มีคำพูดบางคำของน้าเอมดังวนซ้ำ ๆ ไม่หยุด “ถ้าไม่ได้คิดอะไรกับพี่เขาเอยควรจะชัดเจน เอยทำแบบนี้เท่ากับเอยกำลังทำร้ายคนคนหนึ่งที่รักเอยนะ” ...เธอกำลังทำร้ายเขาสินะ ทำร้ายพี่ลุคที่แสนดีของเธอ -วันต่อมา- ตื๊ดดดดด ตื๊ดดดด ...TANKUN “...อ่าส์~” ติ๊ด! “อืม ว่าไงวะ” (มึงอยู่ไหน) “บ้าน” (มึงเจอเอยบ้างไหม) “ก็เจอบ้าง ทำไมวะ” (ไม่ค่อยรับโทรศัพท์กูว่ะ) “ก็ปกติไม่ใช่เหรอวะ” (อืม กูแม่งทำอะไรผิดวะ) “...” (เกือบสี่ปีที่กูมาอยู่ที่นี่กูแม่งไม่รู้เลยว่ากูทำอะไรผิดทำไมอยู่ ๆ เอยก็เฉยเมยกับกู) เพื่อนข้างบ้านที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็กโทรมาระบายเรื่องหัวใจของมันกับผมเป็นประจำซึ่งผมทำได้แค่รับฟังแต่ให้คำแนะนำอะไรไม่ได้ เพราะถ้าจะให้แนะนำผมคงแนะนำได้แค่วิธีเดียวคือการบอกให้มัน...มันตัดใจ (มึงบอกกูหน่อยไอ้ลุคว่ากูต้องทำยังไง) “มึงก็ถามเอยไปตรง ๆ สิวะ” (ถามแล้วไม่ตอบอะไรกูเลย แม่งเอ๊ย! กูทำเหี้ยอะไรผิดวะ!) “มึงใจเย็นก่อนไอ้แทน” (แค่นี้กูยังใจเย็นไม่พออีกเหรอวะ? มึงรู้ไหมว่ากูคิดจะกลับเมืองไทยไปถามเอยตรง ๆ กี่รอบแล้ว) “...” (ไหนสัญญากันไว้แล้วไงวะว่าจะรอ ทำไมเอยใจร้ายกับกูแบบนี้วะ) “กูไม่รู้ว่าจะปลอบหรือให้คำแนะนำมึงยังไงดีแต่เรื่องที่มึงต้องรู้นะเว้ยไอ้แทนคือใจคนเรามันเปลี่ยนไปได้ทุกเวลา” (...) “มึงต้องจำคำนี้ไว้แล้วยอมรับความจริงให้ได้” (...อืม โอเคเดี๋ยวกูโทรหามึงใหม่แล้วกัน) “เออ มีไรก็โทรมา” (ขอบใจมึงมากนะเว้ย) “อย่าคิดมาก” (อืม อย่างน้อยเอยก็ยังไม่ได้มีใคร เอาไว้กลับไปเมื่อไหร่กูค่อยไปคุยกับเอยอีกที อาจจะโกรธหรือระแวงกลัวกูแอบมีใครที่นี่ก็ได้เลยตีตัวออกห่าง) “...อืม” ติ๊ด! “...” เมื่อไหร่มึงจะเลิกมีความหวังสักทีวะไอ้แทน ติ๊ง! Kwanaoei : พี่ลุคจะกลับตอนไหนคะ รู้ไหมว่าจากที่กำลังเซ็งมากแต่พอเห็นชื่อคนที่ทักมาผมก็ยิ้มออก เอาล่ะวางเรื่องของไอ้คนไกลเอาไว้ก่อนเพราะคนที่ผมให้ความสนใจและให้ความสนใจจริง ๆ คือคนใกล้ต่างหาก Luke : เราอยากกลับตอนไหน Kwanaoei : เอยถามพี่ลุคค่ะ “หึ ๆๆ มันเขี้ยวว่ะ” ผมอ่านข้อความแล้วอดหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยวเธอไม่ได้ Luke : พี่ตามใจเอยไง Kwanaoei : ไม่ค่ะเอยถามเพราะอยากรู้ว่าพี่ลุคสะดวกตอนไหน Luke : คือ? Kwanaoei : ถ้าพี่ลุคไม่สะดวกเดี๋ยวเอยจะให้คนที่บ้านไปส่งไงคะ Luke : จะกลับตอนไหน ผมไม่ตอบคำถามเธอแต่ส่งคำถามกลับไปแต่ผมเริ่มรู้แล้วว่าเธอจะกลับตอนไหน Kwanaoei : พี่ลุคจะกลับตอนไหนล่ะคะตอบคำถามเอยก่อน Luke : แล้วน้องเอยจะกลับตอนไหน? Luke : ว่าไงครับ? Luke : ถ้างั้นพี่ไปจอดรอที่บ้านตอนนี้เลย กลับตอนไหนก็ตอนนั้น เงียบแบบนี้แสดงว่าอยากจะกลับตอนนี้เลยไม่ตอบคำถามผมนั่นล่ะ Kwanaoei : เอยไม่ได้เร่งซะหน่อย แค่ถามถ้าพี่ลุคยังไม่กลับตอนนี้เอยจะขอให้น้าบุญไปส่งก่อน Luke : พี่ก็รอกลับพร้อมเอยนี่ไง รอที่บ้านพี่ลาแม่ก่อน ผมส่งข้อความบอกเธอแล้วเดินไปหยิบของจากนั้นก็ลงไปลาคุณรินทร์คุณแม่ของผมที่กำลังคุมแม่บ้านทำความสะอาดไม่ต่างจากหัวหน้าแม่บ้านเลยแม้แต่นิดเดียวจากนั้นก็ขับไปบ้านไอ้แทนเพื่อรับน้องสาวคนละพ่อคนละแม่ของมันไปส่งที่หอพัก “เอยเร่งพี่ลุครึเปล่า” พอขึ้นมาบนรถเสียงของขวัญเอยก็ดังขึ้น “เงียบไปเลยเด็กดื้อ” “ชิส์! ถ้างั้นเอยนอนเลยแล้วกันค่ะ” “เดี๋ยวก่อน เรามีเรื่องต้องคุยกัน” “อะไรคะ” “รอก่อนครับ ขับรถออกจากบ้านก่อน” ผมบอกเธอแล้วขับรถออกจากบ้านโดยที่มีสายตาของขวัญเอยมองมาที่ผมเพื่อรอฟังว่าผมจะคุยอะไร “ตกลงมีอะไรคะพี่ลุค” “ไอ้แทนโทรหาพี่” “...ค่ะ” ผมเหลือบตามองปฏิกิริยาของขวัญเอยนิดหน่อยก็เห็นว่าเธอเศร้าลง ...เจ็บว่ะ “เอยน่าจะคุยกับมันนะ” “พี่ลุคก็รู้ว่าเอยไม่พร้อมคุยกับพี่แทน” เสียงเธอเปลี่ยนไปจนจับน้ำเสียงได้ชัดเจนว่าขวัญเอยกำลังเจ็บปวด แต่เธอคงไม่รู้ว่าคนที่นั่งอยู่ข้างเธอตอนนี้ก็เจ็บไม่ต่างกัน หรือบางทีอาจจะเจ็บกว่าด้วยซ้ำ “แล้วเอยจะทำยังไง อีกไม่ถึงปีมันก็กลับมาแล้ว ยังไงก็ต้องเจอกันในเมื่ออยู่บ้านเดียวกัน” “เอยอยู่หอค่ะพี่ลุค” “แล้วอยู่หอตลอดไปเหรอ ไม่คิดจะกลับบ้านเลยเหรอเอย” “...” “ไม่อยากให้มันรอก็บอกมันตรง ๆ ซะเอย อย่าทำแบบนี้” “ถึงบอกพี่แทนก็จะไม่ไปไหนถ้าเขาเห็นว่าเอยไม่มีใคร เขาจะวนอยู่กับคำถามว่าเพราะอะไรเอยถึงไม่รอเขาทั้งที่ความจริงเอยก็ไม่ได้มีใคร ไม่สิเอยไม่เคยมีใครเลยต่างหากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา” “ก็มีพี่นี่ไง” ผมสวนกลับไปทันทีที่เธอพูดจบ “เหมือนกันที่ไหนล่ะคะ” ขวัญเอยตอบมาเบา ๆ โดยที่เธอไม่ได้มองหน้าผม “แล้วทำให้มันเป็นแบบนั้นไม่ได้เหรอ เอยก็รู้ว่าอีกคนก็รอเอยเหมือนกัน ถ้าไม่เลือกมันก็เลือกพี่ได้ไหม” “...” “ไม่ได้เลยเหรอเอย” ไม่มีใครรู้หรอกว่าผมอ้อนวอนผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ มากี่ครั้งแล้ว ผมขอร้องเธอจนแทบจะไม่กล้าพูดอีกแต่พอถึงจังหวะที่อัดอั้นผมก็อดพูดไม่ได้ “...เอยไม่เคยลืมพี่แทนพี่ลุคก็รู้” เสียงขวัญเอยสั่นแต่ในใจผมน่าจะสั่นกว่า คำพูดประโยคนี้เหมือนเอาค้อนหนักหลายตันมาทุบที่ใจผม “ลองดูก่อนได้ไหมล่ะ ระหว่างที่มันยังไม่มาลองคบกับพี่ก่อนได้ไหม” ถ้าใครรู้ว่าผมคนนี้ยื่นข้อเสนอที่ตัวเองไม่ต่างจากของตายให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งคงโดนหัวเราะเยาะและบอกว่าผมโง่ ทั้งที่มีตัวเลือกมากมายแต่กลับไม่เคยมองไปที่ใครเลยนอกจากเฝ้ารอผู้หญิงที่อยู่ข้างบ้านคนนี้แค่คนเดียว “แล้วถ้าสุดท้ายเอย...” “ถ้าเอยไม่รู้สึกอะไรพี่จะถอย พี่สัญญาว่าพี่จะยอมรับความจริง” “พี่ลุค...ยอมรับความจริงได้เหรอคะ” เสียงขวัญเอยสั่น ตอนที่เธอเว้นระยะคำพูดน้ำตาของเธอก็คลอออกมา “พี่รับได้ทุกอย่างเอยก็รู้” “...” “เอย” ขวัญเอยน้ำตาคลอผมเลยรีบกุมมือเธอเอาไว้แล้วบีบเบา ๆ ไม่อยากเห็นขวัญเอยเจ็บเลยว่ะ ไม่อยากเห็นเธอจมอยู่กับฝันร้ายอย่างที่ผ่านมาเลยแม้แต่นิดเดียว “...เอยน่าสงสารมากใช่ไหมคะพี่ลุค

(ทะลุมิติ) เกิดใหม่เป็นเมียบำเรอตัวร้าย
"ทำไมลิ้นเธอมันดีแบบนี้..แบบนั้นแหละกำลังเสียว..ซี๊ด อ๊าส์~"

My husband มาเฟียพลาดรัก 3P
"ฉันท้องค่ะ ฉันไม่รู้ว่ามันพลาดได้ไง คืนนั้นฉันนอนกับพวกคุณแค่สองคน และฉันก็ไม่เคยไปนอนกับใครหลังจากนั้น เพราะฉะนั้นคุณสองคนต้องเป็นใครสักคนนั่นแหละที่เป็นพ่อของเด็กในท้องฉัน"

พ่ายตัณหาคุณอาคลั่งรัก
"อาศิลายี่หวาหมดแรง" "แค่รอบเดียวเองนะยี่หวา" "แต่เมื่อกี้ยี่หวาเป็นคนทำ อาศิลาเอาเปรียบตัวเองไม่ได้ออกแรงเลย" "งั้นจากนี้ยี่หวาแค่นอนครางก็พอนะที่เหลืออาจัดการเองตกลงไหม"
