แนะนำจากบก.

รวมเรื่องสั้นแนวแซ่บสยิว ss1
นิยายเรื่องนี้แนว pwp ไม่เน้นพล็อตเนื้อหากระชับ มีฉาก NC เป็นหลัก มีการบรรยายฉาก sex ไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ????? นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ชื่อ สถานที่เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องสมมุติ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ♥️♥️

เยี่ยหว่านชิง สายลับพลิกชะตา
ชาติก่อนคือสายลับระดับ S ผู้กุมชีวิตคนนับพัน ลืมตาอีกครั้งกลับเป็นสะใภ้รองผู้อัปมงคลที่ถูกเหยียบย่ำ!สามีพิการลูกชายอดอยากตระกูลชั่วแช่งตายให้ หึ! แต่นับจากนี้ใครกล้ารังแกลูกนาง มันต้องชดใช้ด้วยเลือด!

อย่าหวังจะรังแกฉันได้อีก คุณแม่ลูกอ่อนยุค 80 ขอสู้ตาย
ชาติก่อนถูกแม่ผัวกดขี่โขกสับจนต้องตายอย่างอนาถกลางกองหิมะ สวรรค์จึงให้โอกาสเธอกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งพร้อมมิติวิเศษในยุค 80! เสิ่นซีจะไม่ยอมเป็นสะใภ้หัวอ่อนให้ใครรังแกอีกต่อไป! สมบัติของสามีที่ถูกแม่เลี้ยงหน้าด้านขโมยไป เธอจะทวงคืน! ปลิงดูดเลือดที่คอยสูบกินครอบครัวเธอจะจับส่งลงนรก! มือซ้ายอุ้มลูกสาว มือขวาจูงสามีทหารมุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง ใช้ความรู้และน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธิ์กว้านซื้อบ้านสี่ประสาน สร้างห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุด ชาตินี้ฉันจะรวยให้ล้นฟ้า และเตรียมตัวเป็นนายหญิงที่ทรงอำนาจที่สุด ใครก็อย่าหวังจะรังแกฉันได้อีก คุณแม่ลูกอ่อนยุค 80 ขอสู้ตาย

ทะลุมิติไปเป็นพระชายาของท่านอ๋องพิการ พร้อมระบบฟาร์มสวนผัก
แสนดีประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝันแต่แทนที่จะไปปรโลก กลับลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของซ่งหว่านหนิงลูกอนุที่ถูกบังคับให้แต่งงานกับท่านอ๋องพิการแทนพี่สาวโชคดีที่ฟ้ายังเมตตาส่งระบบฟาร์มสวนผักมาให้ด้วย

หงส์ทวงปีก
เพราะความไว้ใจ นางจึงถูกบิดาและน้องสาวต่างมารดาช่วงชิงทุกสิ่งไป ทั้งทรัพย์สิน ชื่อเสียง อำนาจ ถูกถอนขนเด็ดปีกจนพลาดมงกุฎหงส์ ต้องสิ้นชีพด้วยความแค้นใจ เกิดใหม่ชาตินี้ ทุกสิ่งที่นางเคยถูกช่วงชิงไป นางจะขอทวงคืน… ชาติที่แล้วเพียงเพราะต้องการความรักจากบิดา นางจึงยอมตามใจเขาทุกสิ่ง แบ่งปันและเสียสละ ผลสุดท้ายนางถูกแย่งชิง ถูกใส่ความและถูกหักหลัง สูญสิ้นทุกสิ่งไม่เหลือแม้แต่ชีวิต เมื่อได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่ ทุกสิ่งที่นางเคยสูญเสียไปในชาติที่แล้ว ทั้งทรัพย์สิน ชื่อเสียง และตำแหน่งฮองเฮาที่ควรจะเป็นของนาง นางจะทวงคืนกลับมาให้หมด

มือสังหารไร้ใจในร่างสตรีแพศยา
ในโลกเบื้องหลังที่อาบด้วยแสงสีนีออนและกลิ่นคาวเลือด กุหลาบสีดำ คือนามกรที่ปลุกความหวาดผวาให้แก่เหล่าทรชน นางคือเครื่องจักรสังหารที่สมบูรณ์แบบไร้หัวใจและไร้ซึ่งพันธะ จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายถูกพรากไป ทว่าความตายกลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งวิญญาณเพชฌฆาตสาวกลับต้องมาอยู่ในร่างของ หรงเชียนเสวี่ย บุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร สตรีที่มีรูปโฉมงดงามปานหยาดฟ้า แต่กลับมีชื่อเสียงเน่าเฟะประหนึ่งเศษขยะ นางคือ นางแพศยาแห่งเมืองหลวง ผู้ลุ่มหลงในตัณหาและชื่นชอบการทารุณบ่าวไพร่เป็นนิจ ภายใต้จวนที่ดูสูงศักดิ์กลับซ่อนไว้ด้วยความวิปริตเกินทน บิดาคือจอมทัพอำมหิตที่มองชีวิตคนเป็นผักปลา มารดาคืออดีตนางคณิกาที่หมกมุ่นในการชิงดีชิงเด่น และพี่ชายเสเพลที่วันๆ เอาแต่ซุกหัวอยู่ในไหน้ำจัณฑ์

ทะลุมิติมาเป็นลูกสาวนางร้ายตกอับ
ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของลูกสาวนางร้ายในตอนจบพอดี ซึ่งนางร้ายกำลังได้รับผลกรรมนั่นก็คือ พระเอกยื่นใบหย่าถูกลงโทษด้วยการโบยอย่างหนักแล้วขับออกจากจวน สองแม่ลูกนางร้ายต้องเผชิญชะตากรรมแสนเข็ญอย่างหนัก

ทะลุมิติไปเป็นคุณแม่มือใหม่
ใบหม่อนเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษ สาวโสดอยู่ในโหมดอยากมีแฟนชอบอ่านนิยายเป็นชีวิตจิตใจ ความฝันอันยิ่งใหญ่อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น ชีวิตตอนนี้ช่างโดดเดี่ยวเหลือเกิน

บุตรเช่นข้า หาได้ต้องการบิดาเช่นท่าน
หลินตงหยาง อายุ 27 ปี เติบโตมากับแม่เพียงสองคน ในวัยเด็กหลินตงหยางเคยมีพ่อผู้ให้กำเนิดแต่หลังจากที่พ่อได้งานใหม่ในเมืองหลวงพ่อที่เคยมีก็ไม่มีอีกแล้ว พ่อกลับมาหย่าขาดกับแม่ทันทีที่ไปทำงานในเมืองหลวงได้เพียง 2 เดือน ด้วยให้เหตุผลในการหย่าว่า แม่กับและเขาคือตัวถ่วงความเจริญในชีวิตพ่อ สาเหตุก็ไม่มีอะไรมากแค่พ่อหน้าตาหล่อเหลาและเป็นที่ถูกใจของลูกสาวหัวหน้างาน เพื่อตำแหน่งงานและความเป็นอยู่ที่สบายขึ้น พ่อเลือกที่จะทิ้งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ผ่านเรื่องยากลำบากมาด้วยกัน หย่าขาดกับภรรยาเพื่อไปแต่งงานใหม่ มีชีวิตใหม่ในเมืองหลวง โดยทิ้งคนข้างหลัง ทิ้งภรรยาที่เคยสาบานว่าจะอยู่ครองคู่กันตลอดไป ในปีที่เขาเรียนจบมหาวิทยาลัย แม่ก็ล้มป่วยและจากเขาไปในที่สุด สาเหตุที่หลินตงหยางเสียชีวิต เพราะทำงานหนัก อาชีพโปรแกรมเมอร์ตัวเล็กๆ อย่างเขา ต้องพยายามทำงานให้ได้ตามที่หัวหน้าสั่งมา ในที่สุดเขาก็พัฒนาเกมกำลังภายในของบริษัทได้สำเร็จ หลินตงหยางนอนหลับไปด้วยความสบายใจ แต่ทว่าพอเขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที นี่ไม่ใช่คอนโดหรูย่านใจกลางเมืองปักกิ่ง หลังคามุงหญ้านี่คืออะไร มันควรจะเป็นเพดานสีขาวสิ เมื่อมองไปรอบๆ ห้องนี่คืออะไร นี่มันไม่ใช่ผนังที่ทำมาจากคอนกรีต มันคือดินเหนียว หลินตงหยางคิดว่าตัวเองฝันไป เขาหลับตาลงอีกครั้งแล้วลืมตาขึ้น ทุกอย่างยังเหมือนเดิม มารดามันเถอะ เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หลังจากแน่ใจแล้วว่าไมไ่ด้ฝัน ตอนนั้นเองเขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรง และในหัวของเขามีภาพเหตุการณ์ของเด็กชายที่ชื่อเดียวกับเขา หลินตงหยาง อายุ 10 ขวบ เรื่องราวชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายไปของเด็กชาย ทำเอาหลินตงหยางกำมือแน่น ก่อนจะสบถออกมา “พ่อสารเลว เฉินซื่อเหม่ยชัดๆ” และตามมาด้วยเสียงร้องไห้ของน้องสาว สาเหตุที่เด็กชายหลินตงหยางเสียชีวิต เพราะถูกผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นย่าแย่งผักป่าและทุบตี ทั้งๆ ที่คนพวกนั้นได้ตัดขาดพับพวกเขาสามแม่ลูกแล้ว แต่ยังมิวายข่มเหงรังแก

พบคนหอนหนึ่งอัตรา
เมื่อเลขาคนสวย ที่เขาเขมือบหล่อนไปแล้วเต็มพุง และแอบเลี้ยงไว้กะจะให้เป็นนางบำเรอ เพราะตัวเองก็มีคู่หมายอยู่แล้ว มาบอกกับเขาว่าท้อง ปพล ตกใจมาก คาดไม่ถึงว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น สับสนไปหมดกับเรื่องที่เกิด มันเร็วเกินไป มันทำให้เขาปากไวและพูดโพล่งออกไปว่าเรามีลูกไม่ได้! ทยิดา ใจสลาย ยอมออกมาจากชีวิตเขา หนีเขาออกมา เธอไม่หยิ่ง มองโลกความเป็นจริง เรื่องอะไรจะยอมให้เขามาไล่ เธอไปฟ้องแม่ของเขาและเรียกขอเงินซะเลย คนชั่วนั่นต้องให้แม่สั่งสอน เอาทั้งทีก็เอาให้เริด เงินเขามีเป็นร้อยล้าน ขอมาเลี้ยงลูกแค่สิบล้านจะเป็นไรไปละ หึ! เธอบอกแม่เขาว่าจะเอาไปกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการและเอาไปมีผัวใหม่ เอาลูกชายนิสัยเสียคุณแม่ไปโลดค่ะ ฉันไม่ต้องการ และจะไปจากชีวิตพวกคุณให้ไว เวลาผ่านไป... ปพลพบว่าเธอยังไม่ทำแท้ง เขาพบว่ายัยหนูน่ารักมาก เมียของเขา...คนที่เขารักลึกซึ้งคือใคร? มันทำให้เขาตัดสินใจตามตื๊อเมียและขอทวงลูกคืน จะอย่างไรเธอก็ต้องรักเขาอยู่บ้างละว้าาาาาา มันจะไปยากอะไร ในเมื่อเขาเป็นผู้ชายที่เธอบอกว่ารักมาก เดินมั่นๆ เข้าไปนั่งคุกเข่าเมียก็ให้อภัยแหละ ใช่หรือพี่ปาย พบคนหอนหนึ่งอัตรา ณ ตรงนี้แหละ โปรยปราย ทยิดาคิดได้อย่างเดียวคือเธอจะต้องหนีไปจากตรงนี้ เมื่อเห็นเธอขยับ คนที่กำลังจ้องอยู่แล้ว มือก็คว้าเธอไว้อย่างรวดเร็ว กระชากทีเดียว ร่างบางในชุดฮั่นฝูก็ปลิวเข้าไปในอ้อมแขนของเขา ทยิดาตัวแข็งไม่คิดว่าจะถูกทำแบบนี้จากผู้ชาย ผู้ชายที่เธอเคยหนีเขามาและบอกกับตัวเองว่า เธอเกลียดเขา เกลียด... ทว่า.. พอเขากอดเธอ แล้วก้มลงซบหน้ากับกลุ่มผมของเธอ เสียงสั่นเครือของเขา สั่นหัวใจของทยิดาให้เผลอยืนนิ่งแบบนั้น ไอตัวของเขาอุ่น กลิ่นของเขายังเป็นกลิ่นเดิม กลิ่นเหมือนตอนที่เธอเคยซุกกับที่ตรงนี้แล้วสูดดมมันพลางหลับไปอย่างมีความสุข "นิ้ง นิ้ง พี่คิดถึงแทบตายรู้ไหม? หนีพี่ไปทำไม...หนีทำไม" เสียงของเขาเหมือนคนร้องไห้ เธอรับรู้ถึงน้ำตาที่เปียกหน้าเขา ความสะเทือนใจมันทำให้เธอมีน้ำตาขึ้นมาเช่นกัน ทั้งที่ไม่อยากจะให้มันไหลลงมาเลย "..." ทยิดายังคงพูดไม่ออก เมื่อเขาประคองใบหน้าของเธอให้เงยมองเขา ใจมาเมื่อเธอยอมให้กอดไม่ผลักไสทั้งเขาและเธอมองหน้ากัน ประสานสายตา ความอาวรณ์ ความเศร้าและความสุขสับสนอยู่ในแววตาของปพล ส่วนทยิดานั้นมันไหวระริกมองเขาตอบ น้ำตาคลอในนัยน์ตา ตอนมองเขา ปพลนั้นน้ำตาของเขาไหลซึมและเขาไม่อายที่จะให้เธอเห็น ว่าเขาอ่อนแอขนาดไหน ยามไม่มีเธอ "นิ้งของพี่" เขาก้มลงแล้วจู่โจมจูบเธอ คิดถึงจนล้นอก เขาเฝ้ามองเธออยู่เงียบๆ ในระหว่างที่มีการจัดงานเลี้ยงเขาไม่อยากแสดงตัวให้เธอรู้ ว่าเขาเป็นบอสคนใหม่ อยากรู้ท่าทีของเธอว่าเป็นยังไงก่อน เลยแอบอยู่ในระหว่างที่เธอปรากฏตัวเมื่อได้โอกาส ปพลเลยแสดงตัว ริมฝีปากของเขาร้อนผ่าว สั่นระริก ทยิดาเผลอเผยอปากให้เขา จูบระหว่างกันเต็มไปด้วยความโหยหา และร้อนแรง ตัวของเธออ่อนเหลวไปในอ้อมอกของเขา โอ...หัวใจของเธอเต้นแรง ไม่...เธอยังยอมให้เขาจูบ มันไม่ได้นะ! ไม่ได้! เมื่อเขาถอนจูบ ทยิดาก็ผลักเขาออก ทำเอาคนไม่ได้ตั้งตัวเซ แล้วฝ่ามือเรียวของทยิดาก็ฟาดเข้าที่แก้มเขา เสียงดังเพียะ หน้าของปพลถึงกับหันเพราะแรงตบนั้น ทยิดาไม่ออมมือกับเขาเลย "ฉันเกลียดคุณ!" ทยิดาตะโกนใส่หน้าเขา ขณะที่เขาพยายามไขว่คว้าเธออีกรอบ เมื่อเธอจะวิ่งหนีปพลดึงเธอมากอดไว้แน่น ไม่สนว่าเธอจะดิ้นรน เขากอดเธอจากด้านหลัง ซบหน้ากับบ่ามน ทยิดาพยามหยิกมือเขา จิกให้เขาปล่อย จนที่สุดเธอก็เห็นว่าเลือดของเขาติดนิ้วของเธอมา และเล็บของเธอถึงกับฉีก... เธอหยุด... มองเหลือบลงไป แล้วหลับตาแน่น เธอไม่อยากเห็นเลือดของเขา แผลของเขา เธอเป็นคนทำ...เธอทำเขาเจ็บและเธอก็ทนไม่ได้เอง "พี่รักนิ้ง" เสียงห้าวนั้นกระซิบ ทยิดากระซิบตอบ "แต่ฉันเกลียด" "นิ้ง...ลูกยังอยู่ใช่ไหม? ตอบพี่ที ใช่ไหม?" เขาคงรู้จากปภพ เธอตัวแข็งไปเล็กน้อย แล้วตอบเขาเสียงแข็ง "ไม่ใช่ลูกของคุณ เขาเป็นลูกของฉันคนเดียว" "นะนายเป็นลูกของพี่ ลูกของเรา" "ไม่ใช่ ลูกของเราไม่มีแล้ว ฉันไปเอาออกแล้ว ปล่อยได้แล้ว" "อย่าโกหก อย่าพยายามหนีความจริง นิ้ง...พี่ขอโทษกับเรื่องทั้งหมด พี่...พี่ไม่มีใคร ไม่มีเลยจนถึงตอนนี้ นิ้งเอาหัวใจพี่ออกมาด้วยวันที่หนีพี่ไป" กว่าจะได้เจอลูกก็เหนื่อยหน่อยนะคะคุณปาย เมื่อเห็นร่างน้อยวิ่งออกมารอพี่ที่รถจักรยานสีแดง คว้าเอาตุ๊กตาหมีไปกอดแล้วยืนตรงนั้น ร่างสูงที่ยืนรีรออยู่นานแล้วก็เคลื่อนเข้าไปหาแก เขาคุกเข่าก้มลงเพื่อให้ตัวเสมอกับแมวน้อย ที่มองจ้องเขาตาแป๋วทันที น่ารักเหลือเกินลูกสาวพ่อ เขาพยายามระงับไม่ให้ตัวเองสั่น ไม่ให้ตรงไปคว้าแกมากอด ตากลมโตแป๋วนั้นมองเขาพลางเอียงคอ "นะนาย หนูชื่อนะนายใช่ไหมครับ?" เด็กน้อยสะดุ้ง มองเขาแล้วทำหน้าเบ้เหมือนจะร้องไห้ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีเขาไปยังประตูร้านสะดวกซื้อแหกปากร้องไปด้วยเสียงดังลั่น "หนมโก๋วววววววววววว หนมโก๋ววววววววว ลุงแปกๆ ถามว่านะนายชื่อนะนายไหม ลุงแปกๆ" พี่ชายที่ออกมาจากร้านสะดวกซื้อพอดี คว้าตัวของน้องมาอุ้มดูทุลักทุเลมาก คนอุ้มกับคนถูกอุ้มตัวไม่ได้ต่างกันนักแถมคนถูกอุ้มมีตุ๊กตาหมีตัวใหญ่กระเตงไปอีก คนตัวสูงที่โดนตั้งชื่อว่าลุงแปลก รีบเดินเข้าไปหาเด็กๆ คนแถวนั้นเริ่มมองเขาแล้ว เขารีบเดินเข้าไปหาเด็กชายแล้วจะไปแนะนำตัว "ลุงเป็นใครอะ" ตาของแกจ้องเขาเขม็ง ดูเอาเรื่อง เขายิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับบินเหนือก่อนจะแนะนำตัวเสียงนุ่ม "คือว่าฉันเป็นพ่อของนะนาย ชื่อปพล" "อุ๊ย! ลุงโกหก ลุงไม่ใช่พ่อนะนายนะ พ่อของนะนายลงนรกไปแล้วนะ อานิ้งเคยบอกกะแม่ว่าแบบนั้นอะ ลุงมาจากนรกไม่ได้ คนตกนรกคือคนตาย มิจฉาชีพ โจรลักเด็กแน่ๆ นะนายเร็วเข้าหนีเร็วๆ เดี๋ยวโดนลุงพาขึ้นรถตู้" เขาได้แต่ตะลึง อ้าปากค้างเพราะไม่คิดว่าจะโดนเด็กว่าใส่แบบนี้ เด็กคนนั้นหอบหิ้วลูกสาวเขาไปขึ้นจักรยานของแก แหกปากตะโกนไปด้วย "มิจฉาชีพลักเด็กช่วยด้วยยยยยยยย" "ลักเด็ก ช่วยด้วยยยยยยยยยย" ยัยตัวเล็กช่วยแหกปาก ปพลวิ่งตามเด็กทั้งสองคนเข้าไปในหมู่บ้าน ยามที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด รีบวิ่งตามปพลไปติดๆ เกิดมหกรรมไล่จับกัน หัวขบวนคือบินเหนือที่ปั่นจักรยานสีแดงมีแมวน้อยกอดเอวพี่แน่น อีกมือถือหูน้องหมีไว้มั่น อันดับสองคือปพลที่ดึงสกิลนักกีฬามหาวิทยาลัยออกมาไล่ตามพวกเด็กๆ ตบท้ายคือลุงยามอายุสี่สิบกว่าแล้ววิ่งไปเป่านกหวีดไปให้ชายหนุ่มหยุด เสียงดังปรี๊ดๆ ลั่น

หลินเสี่ยวเยว่ทะลุมิติมาในยุค 80 พาครอบครัวร่ำรวย
"ออกมาได้แล้วเหรอ นึกว่าตายคาห้องไปแล้วเสียอีก" ย่าหลินตวาดเสียงแหลม "ไปตักน้ำ แล้วก็ไปซักผ้าเดี๋ยวนี้ หมูในเล้าก็ยังไม่ได้กินข้าว แกจะขี้เกียจไปถึงไหน" เหนียงซื่อผู้เป็นแม่รีบวิงวอนเสียงสั่น "คุณแม่คะ เสี่ยวเยว่เพิ่งจะฟื้นไข้ ให้นางพักอีกสักหน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวงานพวกนั้นฉันทำเอง" "หุบปากไปเลยนะสะใภ้สารเลว" ย่าหลินหันมาแว้ดใส่ "หล่อนเองก็เหมือนกัน วันๆ เอาแต่โอ๋ลูกจนเสียคน งานการในไร่ไม่ไปทำ คิดจะเกาะลูกชายคนโตฉันกินหรือไง" ถ้าเป็นหลินเสี่ยวเยว่คนเดิมคงยืนก้มหน้าร้องไห้ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่สำหรับหลินเสี่ยวเยว่คนนี้ มันเป็นเพียงคำพูดไร้สาระของคนแก่เห็นแก่ตัว เธอเดินเข้าไปบังหน้าแม่ของเธอไว้ แล้วจ้องตาย่าหลินกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ย่าจะให้หนูทำงานก็ได้ แต่หนูขอข้าวกินก่อน" เสี่ยวเยว่พูดเสียงเรียบ "ตั้งแต่เมื่อวานเย็นจนถึงเช้านี้ ข้าวยังไม่ตกถึงท้องหนูสักเม็ด คนนะไม่ใช่ควาย จะให้ไถนาโดยไม่กินหญ้าได้ยังไง"

ฉู่เจียวหนูน้อยพาครอบครัวร่ำรวย
"ท่านย่ากับป้าใหญ่ตกลงรับเงินยี่สิบตำลึงจากเศรษฐีเฒ่าในเมืองจินเทียน พวกนางทำสัญญาขายตัวท่านแม่ข้าแล้ว ตอนนี้ท่านพ่อกำลังไปทวงถามความจริงที่บ้าน ท่านลุงหลี่ได้โปรดไปช่วยครอบครัวข้าด้วยเถิด หากไปช้า ท่านพ่อข้าต้องถูกลุงใหญ่ตีตายแน่เจ้าค่ะ"

หลิวอิงอิงทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยงสามแสบยุค 1970
เย่ฟ่าน เย่ฟู และเย่เฟิง กำลังนอนหมอบอยู่บนพื้นดิน มือของเย่ฟ่านยังจับปลายเชือกฟางไว้อย่างแน่นหนา ใบหน้าของเด็กทั้งสามเต็มไปด้วยความตกตะลึงที่แผนการหลอกให้กลัวไม่สำเร็จ "เล่นอะไรเป็นเด็กๆ" หลิวอิงอิงกอดอกมองจอมแสบทั้งสาม "อ้อ ลืมไป พวกเธอก็ยังเป็นเด็กนี่นะ แต่เล่นแรงไปหน่อยไหม ถ้าฉันตกใจจนสะดุดล้มหัวฟาดหินตายไป ใครจะทำกับข้าวให้พวกเธอกิน" "ก็ตายไปเลยสิ ใครง้อ" เย่ฟ่านตะโกนสวนกลับ แม้ในใจจะแอบหวั่นเกรงสายตาดุๆ ของแม่เลี้ยงก็ตาม "ปากดีนักนะ" หลิวอิงอิงก้าวเข้าไปประชิดตัวเย่ฟ่าน ดึงเชือกฟางออกจากมือเด็กชาย แล้วดึงงูตัวนั้นเข้ามาใกล้ "รู้ไหมว่างูตัวนี้เอาไปทำอะไรได้บ้าง สับเป็นท่อนๆ ต้มซุปน้ำใสใส่ขิงเยอะๆ ซดร้อนๆ บำรุงร่างกายดีนักแล เย็นนี้ฉันจะทำซุปงูให้พวกเธอกินดีไหม"

อั่นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย
อั้นจิ่วเป็นเซียนฝึกหัดที่บำเพ็ญเพียรตบะมาหลายพันปี วันนี้เขากำลังจะเลื่อนระดับไปเป็นเซียนที่แท้จริง ในขณะที่เขากำลังรับทัณฑ์สายฟ้าอยู่นั้นก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในตอนที่เขากำลังจะรับทัณฑ์สายฟ้าครั้งที่เก้านั่นก็คือครั้งสุดท้าย ถ้าหากว่าเขาสามารถผ่านไปได้เขาก็จะกลายเป็นเซียนที่แท้จริง แต่อั้นจิ่วไม่คิดไม่ฝันว่าเขาจะต้องมาตกตายเพราะความอิจฉาริษยาของศิษย์ร่วมสำนัก ในตอนที่ทัณฑ์สายฟ้ากำลังจะฟาดเข้าใส่ร่างของอั้นจิ่วก็มีคนเปิดค่ายกลสังหารขึ้นใกล้ๆ กับอั้นจิ่วที่กำลังรับทัณฑ์สายฟ้าอยู่ ทำให้ความรุนแรงของสายฟ้านั้นเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า เป็นที่รู้กันดีว่าหากกำลังจะเลื่อนระดับและรับทัณฑ์สายฟ้าแล้วมีคนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซง จะทำให้ความรุนแรงของทัณฑ์สายฟ้านั้นเพิ่มขึ้น ทั้งทัณฑ์สายฟ้าทั้งค่ายกลสังหาร ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ไม่อาจต้านทานไหว อั้นจิ่วตายไปทั้งๆ ที่ใจไม่ยอมรับ เขายังมีความขุ่นเคืองใจอยากจะสืบหาว่าผู้ใดกันที่เป็นคนลงมือ แต่ทว่าเขาไม่สามารถรอดชีวิตไปได้เช่นนั้นแล้วเรื่องสืบหาความจริงก็ช่างมันเถอะ หลังจากตายไปวิญญาณของเขาล่องลอยอยู่หลายพันปีผ่านยุคสมัยที่ล้าหลังสู่ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรือง วิญญาณของเขาล่องลอยอยู่นาน อยู่มาวันหนึ่งเขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเขาสมควรจะหาหญิงมีครรภ์เพื่อไปเกิดเป็นลูกของเธอ เขาเลือกที่จะเกิดในศตวรรษที่ 21 แต่ทว่าในตอนที่เขากำลังจะพุ่งตัวเข้าสู่ท้องของหญิงตั้งครรภ์ผู้หนึ่ง วิญญาณของเขาก็ถูกแรงมหาศาลฉุดกระชากเขาออกมา จากนั้นวิญญาณของเขาถูกเหวี่ยงกลับไปสู่ยุคโบราณที่แสนจะล้าหลังและไม่รู้ว่าเป็นยุคสมัยไหน เมื่อถูกเหวี่ยงมาที่โลกแห่งนี้ เป็นโลกที่พลังฟ้าดินมีน้อย คนที่สามารถฝึกปราณได้มีแค่พวกชนชั้นสูง และคนที่มีฐานะร่ำรวยเท่านั้น ชาวบ้านธรรมดาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดมาพร้อมแก่นปราณ แต่ต่อให้มีแก่นปราณแต่กำเนิดหากไม่สามารถเปิดลมปราณได้ ก็ไม่สามารถเป็นผู้ฝึกตนได้ ในยุคที่แสนจะล้าหลังเหล่านี้ อั้นจิ่วเลือกที่จะเกิดกับหญิงสาวที่หน้าตาสวยงาม ท่าทางมีมารยาทเรียบร้อย แต่ในตอนที่เขาพุ่งเข้าไปในท้องหญิงตั้งครรภ์ผู้นั้นแต่เขายังไม่มันจะได้เข้าไปในท้องของหญิงผู้นั้นได้สำเร็จ ทันใดนั้นก็มีเท้าพุ่งสวนออกมาจากในท้องของนาง ถีบวิญญาณของอั้นจิ่วกระเด็นลอยไปไกล อนิจจาเขาไม่สามารถเกิดใหม่ในที่แห่งนี้ได้ ท้องของหญิงผู้นี้มีเจ้าของเสียแล้ว วิญญาณของอั้นจิ่วถูกถีบกระเด็นลอยมายังโลหของผู้ฝึกตน ถึงแม้ว่าพลังฟ้าดินจะบางเบาไปบ้างในบางพื้นที่ ก็ไม่เป็นไร อั้นจิ่วเองก็พอเข้าใจได้ว่าโลกมนุษย์นั้นแบ่งชนชั้นกันชัดเชน บ้านบ้านธรรมดาไม่มีพลังลมปราฯและไม่ได้เป็นผู้ฝึกตนถือเป็นพวกชนชั้นล่างที่อ่อนแอ ส่วนพวกขุมอำนาจต่างๆ ไม่ว่าจะ สำนักหรือนิยายใดๆ นั้นพวกเขาเลือกที่จะอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีพลังฟ้าดินหนาแน่น และในโลกแห่งนี้อั้นจิ่วตั้งใจว่าเขาจะต้องเกิดใหม่ให้จงได้ เพื่อที่เขาจะได้เริ่มฝึกตนและกลับไปอยู่จุดเดิมของเขาที่เคยเป็น มาร่วมให้กำลังใจและลุ้นไปกับอั้นจิ่วว่าเขาจะสามารถเกิดใหม่ได้สำเร็จหรือไม่

ทะลุเวลามาเป็นภรรยาแสนชัง
ซูว่านอิงหญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 เสียชีวิตจากการที่ถูกใครบางคนผลักตกลงมาจากดาดฟ้า ในตอนที่เธอกำลังมองดาวบนท้องฟ้าและคิดว่าตัวเองทำอะไร เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตที่ผ่านมา เธอทำงานหนักเพื่อส่งเสียให้สามีเรียนจนจบในระดับปริญญาเอก ในวันที่เขาเรียนจบเธอดีใจมากหวังว่าเขาจะกลับมาจัดงานแต่งงานอันยิ่งใหญ่ตามที่เขาได้ให้สัญญากับเธอเอาไว้ก่อนเดินทางไปเรียนต่อที่เมืองนอก แต่ทว่าความหวังของเธอนั้นกลับไม่สมหวังเพราะสามีของเธอได้กลับมาพร้อมกับคนรักใหม่ของเขา ส่วนเธอเป็นเพียงภรรยาที่เขาไม่ต้องการ ถึงแม้ว่าเธอกับสามีจะไม่มีการจัดงานแต่งงานแต่เขาและเธอได้จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้อง แต่เขากลับหักหลังเธอ ด้วยความเสียใจและสับสน ซูว่านอิงเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าของอพาร์ทเม้นท์ที่เธอเช่าอยู่ แหงนหน้าขึ้นมองดาวบนท้องฟ้าราวกับจะถามว่าเธอทำอะไรผิด ทำไมเขาถึงได้ทำกับเธอแบบนี้ ในตอนนั้นเองเธอรู้สึกถึงแรงผลักที่ด้านหลัง ซูว่านอิงตกลงมาจากดาดฟ้าและเสียชีวิตทันที แต่เมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็มาอยู่ในร่างของ ซูว่านอิง ลูกสาวของบัณฑิตขาเป๋ในหมู่บ้านตระกูลซู ซึ่งมีชื่อเดียวกับเธอ ในครอบครัวใหม่ เธอมีพี่สาวสองคน น้องชายหนึ่งคน น้องสาวอีกนึ่งคน หลังจากเกิดใหม่ได้ไม่นานเธอก็ได้ล่วงรู้ความลับของพี่สาวคนที่สอง และเพราะความลับนี้ได้นำพาให้เธอต้องมาแต่งงงานกับสามีที่เขาเกลียดเธอสุดหัวใจ เพราะเธอไม่ใช่พี่สาวของที่สองของเธอ ด้วยภาพลักษณ์ที่พี่สาวคนที่สองสร้างขึ้นนั้นเปรียบได้กับดอกบัวขาวแฝงกลิ่นชาเขียว ที่ทั้งงดงามบอบบาง น่าสงสารและเสแสร้ง แต่ในใจลึกๆ แล้วทำได้ทุกอย่างเพื่อตัวเองโดยที่ไม่สนว่าซูว่านอิงเป็นน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง เพราะความเห็นแก่ตัวของพี่สาวคนที่สอง ทำให้ซูว่านอิงต้องแต่งงานกับฮั่วเหลียนเฉิง และเบื้องหลังการแต่งงานครั้งนี้ได้ถูกพี่สาวคนที่สองของซูว่านอิงเตรียมการเอาไว้ ทำให้ฮั่วเหลียนเฉิงเกลียดซูว่านอิงมาก เพราะในใจของเขามีเพียงพี่สาวคนที่สองของซูว่านอิงเท่านั้น นั่นก็คือ ซูเหยาเหยา สตรีที่เบื้องหน้า งดงาม มารยาท เรียบร้อย มีการศึกษา แต่ทว่านี่เป็นเพียงรูปลักณ์ภายนอกที่คนอื่นมองเห็นเท่านั้น นับตั้งแต่ซูว่านอิงแต่งงานกับฮั่วเหลียนเฉิง ชีวิตก็ไม่ง่ายอีกต่อไป สามีที่เกลียดชังเธอ คอยกลั่นแกล้งเธอสารพัด นอกจากเขาแล้วยังมีน้องสาวของเขาที่ช่วยพี่ชายกลั่นแกล้ง ซูว่านอิง นอกจากจะเกิดใหม่เป็นลูกที่พ่อแม่ไม่รักแล้ว ยังเกือบตายเพราะความเห็นแก่ตัวของซูเหยาเหยา หนำซ้ำยังความจำเสื่อม แต่งงานกับผู้ชายที่เกลียดตัวเอง ซูว่านอิงคิดว่าเหตุใดพระเจ้าถึงได้ให้เธอเกิดใหม่และมีชีวิตที่เลวร้ายยิ่งกว่าชาติที่แล้วของเธอ ถึงแม้ชาตินี้เธอจะมีครอบครัว มีพ่อแม่ แต่พวกเขาไม่ได้รักและดูแลเธอ เธอเกิดมาเพื่อเป็นคนรับใช้ของบ้าน ไม่ต่างอันใดกับลูกกำพร้าในชาติที่แล้วของเธอ ซูว่านอิงได้แต่หวังว่าพระเจ้าจะเมตตาให้เธอได้พบกับความสุขและคนที่รักเธออย่างจริงใจ ไม่ทรยศเธอ แต่เพราะอะไรให้เธอได้มีโอกาสเกิดใหม่แต่ต้องมาแต่งงานกับคนที่เกลียดตัวเอง มันแย่เสียยิ่งกว่าสามีนอกใจในชาติที่แล้ว เพราะถึงเขาจะนอกใจแต่เขาก็เคยรักเธอ ต่างจากสามีในชาตินี้ เขาเกลียดเธอ ซูว่านอิงได้แต่หัวเราะเยาะให้กับความโชคร้ายของตัวเอง

สามีเจ้าพ่อบังคับให้ฉันบริจาคไตช่วยชู้รัก พอฉันหายไป เขากลับเป็นบ้า
สามีของฉัน ลูกา แกมบีโน เจ้าพ่อมาเฟียแห่งนิวยอร์ก โยนเอกสารยินยอมผ่าตัดปลูกถ่ายไตลงมาตรงหน้าฉันแล้วพูดเพียงสั้น ๆ ว่า “เซ็นซะ” เขาต้องการใช้ร่างกายของฉัน เพื่อชดใช้หนี้บุญคุณที่ติดค้างผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ฉันรับเอกสารที่เขาเรียกว่า “ข้อตกลงชดเชย” ฉบับนั้นมา ในจังหวะนั้นเอง คามิลลาโทรมาพร้อมเสียงสะอื้นไห้ เขาแทบไม่ได้ก้มลงมองให้ดี รีบเซ็นชื่อตัวเองลงบนเอกสาร ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างร้อนรน แต่สิ่งที่เขาเซ็นจริง ๆ กลับเป็นใบหย่าที่ถูกซ่อนไว้ใต้สุดของกองเอกสาร คืนนั้นเอง ฉันหายตัวไปท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำในนครนิวยอร์ก ห้าปีต่อมา ในงานเลี้ยงฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของธนาคารเอกชนแห่งหนึ่งในนครซูริก ฉันได้พบกับลูกา แกมบีโนอีกครั้ง บรรดาตระกูลเก่าแก่ผู้ทรงอิทธิพลของยุโรปกำลังยืนสนทนากันอยู่ไม่ไกล “นั่นใช่แกมบีโนหรือเปล่า? ได้ยินว่าห้าปีมานี้ เขาไม่มีผู้หญิงอยู่ข้างกายเลยสักคน” “แค่นั้นยังไม่ใช่ที่สุด เขาปฏิเสธการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูลแทบทุกครั้งที่ถูกเสนอมา ว่ากันว่าเจ้าพ่อแกมบีโนคนนี้ยังคงรอให้อดีตภรรยากลับมาอยู่เลย” ลูกา แกมบีโนเดินฝ่าฝูงชนมาหยุดตรงหน้าฉัน เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบแตก “เอเลนา... ไม่ได้เจอกันนานเลย” “ไม่ได้เจอกันนานนะคะ คุณแกมบีโน” ฉันพยักหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงสุภาพและห่างเหิน ราวกับกำลังต้อนรับลูกค้าคนหนึ่งที่มีมูลค่าทางธุรกิจเท่านั้น กรามของเขาเกร็งแน่น ดวงตาแดงก่ำ ราวกับมีคำพูดนับพันติดอยู่ในลำคอ แต่กลับเปล่งออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียว ผู้ช่วยของฉันเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ก่อนก้มศีรษะเล็กน้อย “คุณคอสตา รถพร้อมแล้วค่ะ คุณฟัลโกถามมาว่าจะให้เขามารับคุณด้วยตัวเองหรือไม่” “ไม่ต้องหรอก” ฉันยิ้มบาง ๆ สายตาไล่ผ่านใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดของลูกา “บอกเขาว่าฉันจะไปเดี๋ยวนี้” ฉันหันหลังเดินไปยังรถยนต์สีดำที่จอดรออยู่ด้านนอก ซึ่งติดป้ายทะเบียนทางการทูตแบบพิเศษ นับตั้งแต่วินาทีที่เขาเซ็นชื่อลงไป เขาก็ถูกขับออกจากโลกของฉันตลอดกาล ……

ทายาทที่หายไป
เสียงปรบมือของแขกสามร้อยคนดังกึกก้อง ขณะที่ชายผู้เป็นที่รักของฉันกำลังคุกเข่าต่อหน้าผู้หญิงอีกคน—กลางสวนกุหลาบที่ฉันเป็นคนลงมือปลูกด้วยตัวเอง—พร้อมประกาศว่าตัวตนของฉันเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง นับจากวินาทีนั้น ฉันก็ไม่ใช่ โอลิเวีย แลงแคสเตอร์ อีกต่อไป เพียงแต่ในตอนนั้น ฉันยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นใคร สิ่งแรกที่สะดุดตาคือแหวนเพชรวงนั้นที่เปล่งประกายอยู่ใต้แสงแดดของเดือนมิถุนายน เพชรสามกะรัต เจียระไนทรงเอเมอรัลด์ ตัวเรือนแพลทินัม ฉันจำรายละเอียดได้ทุกอย่าง เพราะเมื่อแปดเดือนก่อน มาร์คัสเคยให้ฉัน “ช่วยเลือกแบบที่เป็นนิรันดร์” และฉันก็เป็นคนเห็นใบเสร็จวงนั้นกับตา ตอนนั้นฉันยังคิดว่า มันถูกเตรียมไว้เพื่ออนาคตของพวกเรา เขาคุกเข่าอยู่กลางสวน ท่ามกลางกุหลาบดามัสก์สี่ร้อยต้นที่ฉันใช้เวลาสามฤดูร้อนในการเสียบกิ่งและดูแลด้วยตัวเอง ซุ้มดอกไม้เหนือศีรษะของเขาก็เป็นแบบที่ฉันออกแบบเอง ทุกกลีบดอก ทุกหนาม ทุกส่วนโค้งของโครงเหล็ก ล้วนเป็นหยาดเหงื่อแรงกายที่ฉันทุ่มเทเพื่อสร้างภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบให้กับตระกูลนี้ ส่วนโซเฟีย แลงแคสเตอร์ ยืนอยู่ท่ามกลางทุกสิ่งนั้น ใช้มือทั้งสองปิดปาก สีหน้าตกใจได้อย่างพอดิบพอดีราวกับซ้อมมาอย่างดี เธอสวมชุดสีขาวจากวาเลนติโนที่มองอย่างไรก็เหมือนชุดเจ้าสาว “โซเฟีย” มาร์คัสเอ่ยขึ้น เสียงของเขาถูกขยายผ่านไมโครโฟนไร้สายที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเตรียมไว้อย่างเอาใจใส่จนดังก้องไปทั่วงาน “คุณต่างหากคือหัวใจที่แท้จริงของตระกูลแลงแคสเตอร์ ผมน่าจะมองเห็นเรื่องนี้ตั้งแต่แรก” เสียงฮือฮาดังขึ้นจากฝูงชน ราวกับทุกคนกำลังชมภาพยนตร์โรแมนติกเรื่องหนึ่ง ส่วนฉันยืนอยู่ด้านหลังสุด แถวที่สี่สิบเจ็ด หลังพนักงานฝ่ายจัดเลี้ยง นั่นคือจุดที่ผู้ช่วยของเฮนรี แลงแคสเตอร์ แนะนำให้ฉันยืนทันทีที่มาถึง “โอลิเวีย คืนนี้ช่วยทำตัวไม่ให้เด่นมากนะ เพื่อภาพลักษณ์ของตระกูล”

สิบเอ็ดวินาที
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉันเชื่อมาตลอดว่ามหาเศรษฐีผู้เป็นพ่อแท้ ๆ ของลูกแฝดของฉัน ไม่เคยรู้เลยว่าฉันมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ จนกระทั่งค่ำคืนนี้ ในงานเลี้ยงของบริษัทเขา ภรรยาของเขาชี้หน้าฉันต่อหน้าทุกคน พร้อมด่าว่าฉันเป็นเพียงเครื่องมืออุ้มบุญชั้นต่ำ ส่วนเขา...ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่เอ่ยปากพูดแม้แต่คำเดียว มุมมองของ ลีน่า: ฉันไม่น่ากลับมานิวยอร์กเลย ไม่ว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสำคัญต่อบริษัทของฉันมากแค่ไหน ฉันก็ไม่ควรตอบรับคำเชิญมางานกาลาดินเนอร์การกุศลประจำปีของ Ashford Group ตั้งแต่แรก ฉันควรส่งผู้ช่วยไปแทน หรือส่งทนายไปก็ได้ จะเป็นใครก็ได้...ยกเว้นตัวฉันเอง แต่สุดท้ายฉันก็มา เพราะลึก ๆ ในใจยังมีเศษเสี้ยวของตัวตนที่ฉันพยายามฆ่าทิ้งมาตลอดห้าปี ทั้งโง่เขลา ทั้งแตกสลาย และยังอยากเห็นหน้าเขาอีกสักครั้ง เดเมียน แอชฟอร์ด ผู้ชายที่ทำให้ฉันอุ้มท้องลูกของเขาอยู่เก้าเดือน ผู้ชายที่จ่ายเงินสองแสนดอลลาร์เพื่อจ้างฉันเป็นแม่อุ้มบุญ ก่อนจะลบฉันออกจากชีวิตอย่างง่ายดาย ราวกับขีดฆ่ารายการค่าใช้จ่ายรายการหนึ่งบนเอกสารบัญชี ตอนที่เซ็นสัญญา ฉันเพิ่งอายุยี่สิบเอ็ดปี ตอนนั้นฉันหมดหวังจนแทบไม่เหลืออะไร ถูกหนี้ค่ารักษาพยาบาลก้อนโตของแม่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก จึงตอบรับประกาศรับสมัครแม่อุ้มบุญทางคลินิกที่ไม่เปิดเผยตัวตน ทุกขั้นตอนเย็นชาและไร้ความรู้สึก ฉันไปคลินิก ทำการฝังตัวอ่อน แล้วเข้ารับการตรวจทุกเดือนกับแพทย์คนหนึ่งที่เรียกฉันว่า "ภาชนะ" ฉันไม่เคยเห็นหน้าพ่อแท้ ๆ ของเด็กเลย นั่นคือกฎของที่นั่น สำหรับพวกเขา ฉันเป็นเพียงมดลูกที่ให้เช่า เท่านั้นเอง แต่ธรรมชาติไม่เคยเดินตามเงื่อนไขในสัญญา ตอนตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือน ฉันตกเลือดอย่างหนัก แพทย์บอกว่าเด็กทั้งสองอาจจะไม่รอด ตลอดสามวันนั้น ฉันนอนอยู่บนเตียงคนเดียวด้วยความหวาดกลัว สวดอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอแลกชีวิตของตัวเองเพื่อให้ลูกทั้งสองได้มีชีวิตอยู่ พวกเขารอดมาได้ เป็นเด็กผู้ชายฝาแฝด ก่อนที่ฉันจะถูกบังคับให้ส่งตัวพวกเขาไป ฉันได้อุ้มลูกเพียงสิบวินาที แค่สิบเอ็ดวินาทีเท่านั้น ได้สัมผัสความอบอุ่นของร่างเล็ก ๆ ที่แนบอยู่กับอก เห็นนิ้วน้อย ๆ ของพวกเขาเกี่ยวปลายนิ้วของฉันเอาไว้แน่น แล้วจากนั้นพวกเขาก็ถูกอุ้มจากไป ส่วนสิ่งที่ฉันได้รับกลับมา มีเพียงเช็คหนึ่งใบกับสัญญาปกปิดความลับ ฉันเซ็นชื่อลงไปทั้งที่มือยังสั่น และชุดคนไข้บนตัวก็ยังเปื้อนคราบเลือด แต่สิ่งที่บริษัทตัวกลางไม่เคยบอกฉันก็คือ ตัวอ่อนเหล่านั้นมีไข่ของฉันรวมอยู่ด้วย ภายหลังเมื่อฉันไปเจอความจริงจากเอกสารที่ถูกวางสลับกัน พวกเขากลับอธิบายหน้าตาเฉยว่าเป็นเพียง "ความผิดพลาดด้านเอกสาร" เด็กทั้งสองไม่ได้เป็นแค่ลูกที่เกิดจากการอุ้มบุญ พวกเขาคือลูกของฉัน มีดีเอ็นเอของฉัน มีสายเลือดของฉัน และเป็นลูกแท้ ๆ ของฉัน

ภรรยาที่หวนกลับมา
ฉันตายในวันอังคารวันหนึ่ง นอนเท้าเปล่าอยู่บนพื้นห้องครัว ส่วนสามีของฉันกลับก้าวข้ามศพของฉันไปรับโทรศัพท์อย่างไม่สะทกสะท้าน บนหน้าจอปรากฏชื่อของน้องสาวฉัน เขารับสายแล้วพูดเพียงประโยคเดียวว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว” นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉันได้ยินก่อนตาย แต่เรื่องที่เหลือเชื่อที่สุดก็คือ ฉันกลับลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง และย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบแปดเดือนก่อน... กลับไปยังเช้าวันที่เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมดในชีวิตฉัน เสียงนาฬิกาปลุกกรีดร้องไม่หยุด เวลา 6.15 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2022 ฉันจำวันที่นี้ได้ไม่มีวันลืม มันฝังอยู่ในความทรงจำราวกับความเจ็บปวดจากกระดูกหัก ทั้งรุนแรง ชัดเจน และไม่มีวันลบเลือน เพราะเช้าวันนี้เองที่ฉันเซ็นใบหย่า เช้าวันนี้เองที่ฉันยื่นทุกอย่างด้วยสองมือของตัวเอง ทั้งบ้าน ศักดิ์ศรี และอนาคตทั้งหมดให้กับ เนธาน ครอสเพียงเพราะทนายของเขาบอกว่าต่อให้ขึ้นศาลฉันก็จะไม่ได้อะไรเลย ขณะที่น้องสาวแท้ ๆ ของฉัน วาเนสซา ก็กระซิบข้างหูว่า “พอเถอะ ลิลี่ ปล่อยเขาไปเถอะ เธอสู้ผู้ชายแบบนั้นไม่ได้หรอก” ฉันสะดุ้งลุกขึ้นนั่งบนเตียง หอบหายใจแรง มือรีบลูบที่ลำคอตัวเองอย่างลนลาน ไม่มีรอยช้ำ ไม่มีคราบเลือด และไม่มีพื้นกระเบื้องเย็นเยียบรองอยู่ใต้ใบหน้า ปลายนิ้วของฉันสั่นระริกขณะลูบแก้มตัวเอง มันยังอุ่น ยังมีเลือดฝาด... ฉันยังมีชีวิตอยู่ ทุกอย่างในห้องนอนยังเหมือนในความทรงจำไม่มีผิด ที่นี่คืออพาร์ตเมนต์ที่เนธานโยนฉันออกมาให้อยู่หลังจากขอหย่า ผนังสีครีม กระเป๋าเดินทางที่เก็บของค้างไว้เพียงครึ่งเดียวตรงมุมห้อง และซองเอกสารสีเหลืองบนโต๊ะหัวเตียงที่วางอยู่นิ่ง ๆ นั่นคือเอกสารหย่า ฉันคว้าซองเอกสารขึ้นมา เปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ไล่สายตาไปตามข้อความที่เคยจำได้ขึ้นใจในชาติก่อน ความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอม โจทก์: เนธาน ครอส จำเลย: ลิลี่ เฉิน และในหน้าสุดท้าย เพียงฉันเซ็นชื่อลงในช่องว่างนั้น ฉันก็จะสละชีวิตแต่งงานสามปี รวมถึงเงินทุกบาทที่ควรเป็นของฉัน

คนรักในกรงขังของเจ้าพ่อ
ตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันเป็นเพียงคนรักลับที่ไคลัน โคซาซ่อนไว้ในเงามืด คอยเฝ้ารอวันแล้ววันเล่าที่เขาจะมอบตำแหน่ง "เจ้าแม่" แห่งตระกูลโคซาให้กับฉัน แต่ในวันที่เขาอ้างว่าต้องออกไปจัดการ "ธุระของตระกูล" ฉันหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมา และก็พบว่าเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เขาเพิ่งประกาศข่าวหมั้นหมายกับผู้หญิงอีกคนต่อหน้าสังคมทั้งประเทศ วินาทีนั้นเอง ฉันถึงได้ตาสว่าง ฉันไม่เคยเป็นผู้หญิงที่เขาเลือกให้ขึ้นเป็นเจ้าแม่เลย ฉันเป็นเพียงของเล่นส่วนตัวที่เขาเลี้ยงไว้เพื่อสนองความต้องการของตัวเองเท่านั้น แจ้งเตือนข่าวเด้งขึ้นมาบนหน้าจอเต็มไปหมดในเวลาสี่ทุ่มครึ่ง [ข่าวใหญ่: ตระกูลโคซาและตระกูลมอร์โรว์ประกาศผนึกกำลังอย่างเป็นทางการ—เจ้าพ่อเตรียมจัดพิธีหมั้นสุดยิ่งใหญ่กับบุตรสาวคนเดียวของตระกูลมอร์โรว์] ฉันจ้องพาดหัวข่าวนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตัวอักษรราวกับกระสุนที่ยิงทะลุเข้ากลางอก ในภาพ เขาสวมสูทสีดำสั่งตัดเข้ารูปอย่างไร้ที่ติ แผ่บารมีของเจ้าพ่อผู้เยือกเย็นและน่าเกรงขามจนแทบทะลุออกมาจากหน้าจอ ข้างกายเขาคือหญิงสาวผมทองในชุดราตรีโอต์กูตูร์สีขาว เซเลสต์ มอร์โรว์ บุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าพ่อตระกูลมอร์โรว์ เธอคล้องแขนเขาอย่างสง่างาม พร้อมสายตาที่ประกาศความเป็นเจ้าของอย่างไม่คิดปิดบัง ราวกับว่าเขาเป็นของเธอมาตั้งแต่แรก ราวกับว่าผู้ชนะคือเธอมาโดยตลอด โทรศัพท์หลุดจากมือฉัน ตกลงบนโซฟาหนังพร้อมเสียงทึบเบา ๆ ฉันพร่ำบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทั้งหมดนี้ต้องไม่ใช่เรื่องจริง แต่ข่าวนั้นเผยแพร่โดยสื่อการเงินและสื่อสังคมชั้นสูงที่ทรงอิทธิพลที่สุด ทุกความคิดเห็นด้านล่างล้วนมาจากบุคคลระดับแนวหน้าที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว ฉันทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างเลื่อนลอย ไหล่สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนจะหัวเราะออกมา หัวเราะจนแทบหยุดไม่ได้ กระทั่งเสียงหัวเราะนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้น ดวงตาร้อนผ่าวจนเจ็บไปหมด ทันใดนั้น เสียงไขกุญแจก็ดังขึ้น "โอฟีเลีย?" เสียงของไคลันทำลายเสียงอื้ออึงในหูของฉัน ฉันเงยหน้ามองเขา ราวกับเพิ่งรู้จักผู้ชายคนนี้เป็นครั้งแรก ดวงตาสีเทาปนน้ำเงินคู่นั้น... ดวงตาที่เคยทำให้ฉันหลงทางมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังขมวดคิ้วมองฉันอย่างสงสัย "ทำไมนั่งอยู่กับพื้นล่ะ" เขารีบเดินเข้ามา ก้มตัวลงหมายจะพยุงฉันขึ้น ฉันปัดมือเขาออกทันที เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนยิ้มอย่างอ่อนโยน "เป็นอะไรไป โกรธที่ฉันกลับดึกเหรอ นกน้อยของฉันงอนแล้วหรือไง" ฉันมองเขา แต่สายตากลับทอดผ่านตัวเขาไปยังที่แสนไกล เขาคือเจ้าพ่อที่ทั้งชายฝั่งตะวันออกต่างหวาดเกรง แต่ต่อหน้าฉัน เขากลับสวมบทคนอ่อนโยนได้แนบเนียนเสียยิ่งกว่าใคร "คุณตั้งใจจะปิดบังฉันไปถึงเมื่อไหร่" ทั้งร่างของเขาแข็งค้างทันที สายตาของเขาเหลือบไปยังหน้าจอโทรศัพท์บนโซฟา ฉันมองเห็นสีหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกผิด และไม่ใช่ความตกใจ หากเป็นความโล่งใจปนจนใจ ราวกับว่าเขารอให้วันนี้มาถึงอยู่แล้ว "โอฟีเลีย..." "เมื่อไหร่กันแน่ ไคลัน" ฉันลุกขึ้นยืน "ตกลงมันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไคลัน?" ฉันลุกขึ้นยืน "คุณตั้งใจจะปิดบังฉันไปถึงเมื่อไหร่ เรื่องที่คุณกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน"
