
บทย่อ
หลังจากนางแต่งงานกับคู่หมั้นที่เป็นรักวัยเยาว์ด้วยสมรสพระราชทาน นางคิดว่าชีวิตนี้คงจะดีที่สุดแล้ว ทว่าเขากลับขอร้องให้รับสตรีผู้มีพระคุณต่อเขาเป็นภรรยาเสมอภาคอีกคน เพราะสตรีผู้นั้นตั้งครรภ์ลูกของเขา นางโกรธและไม่ยินยอม ทำให้ผู้สตรีผู้นั้นอับอายจนเลือกจบชีวิตด้วยการโดดน้ำตาย ทว่าหลังจากนั้นเขาก็ทำดีกับนาง จนนางคิดว่าเขาคิดได้แล้วทว่าในวันที่นางตั้งครรภ์ใกล้คลอดเหล่าบ่าวไพร่ถูกกีกกันออกไป เขาก้าวเข้ามาในห้องที่นางอยู่เพียงลำพังแล้วเอ่ยขึ้นอย่างคับแค้น ว่าอยากให้นางนั้นทรมานเหมือนสตรีที่เขารัก สุดท้ายนางสิ้นใจไปพร้อมกับลูกน้อยในครรภ์อย่างเจ็บปวด ทว่านางกลับได้ย้อนกลับมาในวันที่เขาพาสตรีนางนั้นเข้าจวนอีกครั้ง ครั้งนี้นางจะส่งเสริมความรักของพวกเขาและแต่งงานใหม่ แต่ในวันที่นางแต่งงานกับคนอื่นแล้วเขากลับวิ่งมาคุกเข่าอ้อนวอนด้วยน้ำตาไม่ยอมปล่อยวาง
ตอนที่1
ตอนที่1 ที่แท้เป็นสตรีผู้นั้น
เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นสายลมพัดแรงจนผ้าม่านพลิ้วไหว สายฝนที่เพิ่งจะโปรยปรายลงมานั้นราวกับหยดน้ำตาของสตรีที่กำลังร่ำให้
เรือนฮูหยินเอกตระกูลซู
ภายในห้องที่ควรจะเงียบสงบกลับมีเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดเล็ดลอดออกมา
“ช่วยด้วย… อี้หาน…”
เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของลู่เยียนหรันที่กำลังใกล้จะคลอดบุตร มือเรียวเล็กยกขึ้นกุมหน้าท้องที่นูนใหญ่นั้นอย่างเจ็บปวดทรมาน นางรู้สึกถึงน้ำอุ่นที่กำลังไหลรินออกมาจากหว่างขาของตน
ใบหน้างดงามนั้นเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นจนเปียกชุ่ม ดวงตาสั่นไหวมองตรงไปยังประตูที่ถูกปิดไว้จนสนิท มือเรียวเล็กสั่นเทาพยายามหาที่เกาะกุมอย่างทรมาน
น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลรินออกมา หัวใจนางพลันตกวูบ เหตุใด… เหตุใดกันวันนี้ถึงได้เงียบสงัดไร้เสียงฝีเท้าของเหล่าบ่าวไพร่ มีเพียงเสียงฟ้าและฝนที่ตอบกลับนางเท่านั้น
ลู่เยียนหรันก้มลงมองหน้าท้องของตนที่กำลังเคลื่อนไหวเล็กน้อยอยู่ราวกับชีวิตน้อยๆ นั้นก็พยายามที่จะหาทางรอด ในหัวใจนางเจ็บปวดขึ้นมาทันที ดวงตาแดงก่ำด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง
ความเจ็บปวดจากท้องที่ใหญ่โตนั้นทำให้นางดิ้นพล่านไปมาอย่างทุกข์ทรมาน เสียงสะอื้นและเสียงกรีดร้องดังขึ้นปะปนจนน่าเวทนา ความเจ็บปวดกัดกินจนนางแทบทนอีกไม่ไหว
“แอ๊ด…”
เสียงประตูไม้ถูกเปิดออกแผ่วเบาทว่ากลับดังชัดเจนในหูของลู่เยียนหรัน นางหันขวับไปทางประตูนั้นทันทีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
เงาร่างสูงโปร่งสง่างามที่คุ้นเคยเดินเข้ามาช้า ๆ ด้วยท่าทางสงบนิ่ง
“อี้หาน… ช่วยด้วย… ข้าเจ็บ…”
ลู่เยียนหรันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่น ดวงตายังคงเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา มือเรียวเล็กกำแน่นพยายามอดกลั้นกับความเจ็บปวดที่แสนทรมานนั้น ดวงตาคู่สวยของนางทอดมองผู้เป็นสามีที่กำลังก้าวเข้ามาและฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เขา
ทว่าร่างสูงโปร่งนั้นกลับก้าวมายืนนิ่งอยู่เคียงข้านางทว่ายังห่างออกไปอีกสามก้าวจนมือเรียวเล็กที่สั่นเทาของนางไม่สามารถเอื้อมไปถึงได้
ซูอี้หานเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมคริบนั้นไม่แม้แต่จะมองนางเลยสักนิด ความเย็นชาในตัวเขาแผ่ซ่านออกมาในวินาทีนั้นจนคนที่นอนดิ้นทรมานอยู่บนเตียงรับรู้ได้ทันที
ลู่เยียนหรันชะงักเล็กน้อย น้ำตาพรั่งพรูออกมาจากดวงตาคู่สวย นางรวบรวมแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดแล้วกันฟันเอ่ยถามขึ้นอย่างเจ็บปวด
“ทำไม…”
ดวงตาคู่สวยที่พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตามองเขาอย่างไม่ละสายตา
ซูอี้หานกระตุกยิ้มชั่วร้ายที่มุมปาก แล้วสายตาเย็นยะเยือกของเขาก็จ้องลงมายังนางอย่างเหยียดหยามก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเย็นชาจนหัวใจคนฟังพังทลาย
“เจ็บแค่นี้ไม่ตาย… สู้ความเจ็บปวดของอาเยว่ไม่ได้แม้แต่น้อย… นางต้องตายไปพร้อมกับลูกในท้องใต้สายน้ำที่เย็นเฉียบ… สตรีใจอำมหิตเช่นเจ้าเจ็บแค่นี้ก็ร้องจนคนในเรือนวุ่นวายไปกันหมด”
ลู่เยียนหรันชะงักไปราวกับสายฟ้าฟาดเข้ากลางหัวใจของนางรู้สึกชาไปทั้งดวง เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก มือเรียวเล็กที่กำลังยกขึ้นไปหาเขานั้นอ่อนแรงลงทันที
อาเยว่…
ที่แท้เขาก็คงรอวันนี้สินะ เขาไม่เคยรักนางเลย ทุกอย่างคือการแสดงทั้งสิ้น เรื่องราวของพวกเขาที่ผ่านมาเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง สตรีที่เขารักจนสุดหัวใจคือนางผู้นั้น
ไป๋อิงเยว่…
ลู่เยียนหรันเติบโตมาในจวนของตระกูลซูพร้อมกับซูอี้หาน ใคร ๆ ก็กล่าวว่าทั้งสองนั้นเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ฮ่องเต้เห็นแก่ตระกูลลู่ที่สละชีพเพื่อแผ่นดิน
จึงส่งลู่เยียนหรัน เด็กน้อยผู้น่าสงสารเข้าไปอยู่ในตระกูลซูและมอบสมรสพระราชทานให้ตั้งแต่เด็ก ให้เด็กน้อยที่สูญเสียครอบครัวได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แสนจะสุขสบายในตระกูลของว่าที่สามี
ลู่เยียนหรันโตมากับคำว่า ว่าที่ภรรยาของซูหานอี้ ทว่านางนั้นเต็มไปด้วยความภูมิใจ และทุ่มเททุกอย่างให้เขา คอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
ต่อมา ซูอี้หานที่ไปเข้ากองทัพแล้วกลับมาพร้อมชัยชนะและตำแหน่งที่สูงขึ้น เขากลับพาสตรีนางหนึ่งกลับมาด้วย นางคือไป๋อิงเยว่ผู้เป็นดังแสงจันทร์สีขาวในใจเขา
แต่เขาก็ไม่อาจขัดราชโองการได้ เขาแต่งงานกับข้าเป็นฮูหยินเอกตามราชโองการ ทว่าในวันแต่งงานไป๋อิงเยว่กลับปรากฏตัวขึ้นและบอกว่าตั้งครรภ์กับซูอี้หาน
ซูอี้หานขอให้ข้ารับนางเป็นภรรยารเท่าเทียมโดยใช้ป้ายทองที่เป็นสิ่งที่ฮ่องเต้ประทานให้เพราะสิ้นตระกูล นำสิ่งนั้นมาขอราชโองการให้ไป๋อิงเยว่ได้มีสถานะใจจวนตระกูลซู นางที่เป็นเพียงสตรีไร้ชาติกำเนิดนั้นจะได้ไม่มีใครกล้ารังแกนางอีก
น่าขันสิ้นดี ข้าไม่ยินยอมทำตามคำขอนั้น ข้าไม่อยากใช้สามีร่วมกับผู้ใด สุดท้ายไป๋อิงเยว่ทนความอับอายไม่ไหวจึงเลือกกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
หลังจากไป๋อิงเยว่ตาย ซูอี้หานกลับหันมารักและเอาใส่ใจข้าดังเดิมราวกับไป๋อิงเยว่ผู้นั้นไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
ดังนั้นข้าจึงทุ่มเทแรงกายและใจทั้งหมดเพื่อเขาและจวนตระกูลซูได้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ดวงตาคู่สวยเบิกขึ้นเล็กน้อยอย่างเข้าใจ ในหัวใจเจ็บปวดราวกับถูกก้อนหินมากดทับไว้จนแทบหายใจไม่ออกทว่าหยาดน้ำตากลับเฮือกแห้งจนหมดแล้ว
“ที่แท้… ที่แท้… ฮ่า ๆ …”
เสียงหัวเราะแหบแห้งทว่ากลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดสุดหัวใจ นางรู้สึกสมเพชตัวเองยิ่งนัก เขาหันกลับมารักนาง! ไม่ใช่เขาเพียงรอเวลานี้เพื่อแก้แค้นนางเท่านั้น สตรีคนเดียวที่เขารักคือ ไป๋อิงเยว่
ลู่เยียนหรันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำยกขึ้นสบกับดวงตาคมคริบของเขาอย่างสิ้นหวัง ทว่าในแววตาของเขานั้นก็ยังมีเพียงความเย็นชาเท่านั้น
นางเจ็บ เจ็บจนไม่มีแรงจะเสียใจอะไรอีกแล้ว มือเรียวเล็กกำแน่นจนเลือดซึมออกมาจากเนื้อที่ถูกเล็บยาวจิกเข้าไปทว่าเมื่อเทียบกับความเจ็บในใจแล้วมันกลับไม่มีความรู้สึกใดเลย
“เขาเป็นลูกของท่าน…”
นางกัดฟันพูดออกมาอย่างเจ็บปวด หวังว่าเขาจะเห็นแก่เลือดเนื้อของตนเองบ้างและช่วยเด็กน้อยให้ได้ลืมตาดูโลก มือเรียวเล็กยกขึ้นอกครั้งพยายามเอื้อมออกไปหาร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตนทว่ามันกลับดูห่างไกลเกินไปจนไม่อาจเอื้อมถึง
ซูอี้หานจดจ้องใบหน้างดงามที่เคยหยิ่งผยองนั้นยามนี้ความเจ็บปวดนั้นกลับทำให้นางละความหยิ่งผยองเล่านั้นทิ้งไปจนหมดสิ้นมีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอนเขา
นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ ร่างสูงโปร่งหันหลังให้นางอย่างเย็นชาแล้วก้าวเดินออกไปด้วยท่าทางสงบนิ่งและเยือกเย็นราวกับเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือของนางนั้นเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านหูของเขาไปเท่านั้น
ลู่เยียนหรันจ้องมองแผ่นหลังเย็นชานั้นค่อย ๆ ก้าวเดินออกไปอย่างไร้เยื่อใย ความเย็นชาของเขาเย็นยะเยือกจนถึงขั้วหัวใจของนาง
ความเจ็บปวดทรมานบีบรัดไปทั้งกาย หัวใจของนางไม่อาจรับมันไหวอีกแล้ว มือเรียวเล็กกุมหน้าท้องของนางไว้แน่น นางรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างน้อย ๆ ที่ค่อย ๆ หยุดและแน่นิ่งไปในท้องของตนเอง
ดวงตานางฉายแววเจ็บปวดจนเกินจะรับไหวทว่าน้ำตากลับเฮือกแห้งไปเสียแล้ว
ความเจ็บปวดร้าวนั้นแล่นพล่านจนนางไม่อาจทนไหวอีกแล้ว ได้แต่รู้สึกผิดกับก้อนเนื้อที่ไม่ได้ลืมตาดูโลก มือเรียวกำแน่นจนเส้นเลือดปูดนูน
“ซูอี้หาน ท่านช่างใจดำนัก…”
น้ำเสียงปวดร้าวดังกึกก้องในใจพร้อมกับลมหายใจที่ค่อย ๆ ดับลงไปสู่ความมืดมิด
….
