ตอนที่ 3
10 ปีก่อน
ตอนนั้นหนึ่งนางอายุสิบสองขวบ เธอกลัวเข็มมาก โดยเฉพาะเข็มฉีดยาชาเวลาถอนฟัน เพียงแค่คิดภาพปลายเข็มแหลม ๆ จิ้มเหงือกนิ่ม ๆ ก็แทบอยากจะร้องไห้แล้ว
แม้ไม่ชอบทำฟันแต่หนึ่งนางชอบกินขนมหวานโดยเฉพาะลูกอมสีสวย เวลาเคี้ยวกร๊อบในปากมันสนุกสนานดี ด้วยเหตุนี้เด็กหญิงหนึ่งนางจึงมีปัญหาเรื่องฟันผุบ่อย ๆ
เด็กหญิงหนึ่งนางไม่มีคนดูแลเท่าไหร่ พ่อเธอตายด้วยอุบัติเหตุ ทิ้งหนี้จำนองบ้านก้อนโตเอาไว้ ส่วนแม่พิการจากอุบัติเหตุเดียวกัน เงินที่ใช้จ่ายเป็นเงินประกันชีวิตของพ่อและเงินที่ได้จากการทำเค้กส่งขายในหมู่บ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ
เนื่องจากมีแม่พิการหนึ่งนางจึงต้องดูแลตัวเอง ทั้งไปโรงเรียนหาข้าวหาน้ำให้ตัวเองกินและหาให้แม่ที่พิการด้วย เวลาที่หนึ่งนางฟันพุ แม่จะยื่นเงินให้เธอไปหาหมอฟันเอง แต่เธอไม่เคยไปเลยสักครั้ง
ก็พวกหมอชอบโกหก เวลาจะฉีดยาชาบอกเหมือนมดกัด ๆ มดหรือตะขาบกัดเจ็บจนตาค้าง เธอเลยเกเรหนีบ่อย ๆ พอแม่รู้เข้าก็เลยบอกให้เธอไปทำฟันที่คลินิกของหมอปราช หนึ่งนางเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าแม่กับหมอปราชรู้จักกันในฐานะเพื่อนบ้าน แม่ต้องรู้แน่ถ้าเธอหนี
หนึ่งนางบ่ายเบี่ยงอยู่นานแต่ฟันผุในปากไม่เอาด้วย มันทั้งเจ็บทั้งทรมานจนเธอนอนร้องไห้น้ำตาไหล สุดท้ายเย็นวันนึงตอนอยู่ป.6 หนึ่งนางก็ต้องนั่งรถเมล์จากหน้าโรงเรียนไปลงที่คลินิกปราชญาทันตกรรมจนได้
ภายในคลีนิกคนเยอะมาก เปิดประตูเข้าไปสายตาทุกคนก็จับจ้องมองมา หนึ่งนางเดินเขิน ๆ ไปแจ้งที่เคาเตอร์ว่ามาถอนฟันกับหมอปราช
"จะทำฟันกับหมอปราชต้องรอคิวนานนะ หมอคนอื่นได้มั้ย"
นางพยาบาลหรือพนักงานคลินิกนี่แหละถามเธอ หนึ่งนางรูดสายกระเป๋านักเรียนขึ้นลง แสร้งทำเหมือนนึก แต่ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น พักต่อมาก็ส่ายหน้า
"จะรอค่ะ" แล้วเธอก็นั่งรอที่โซฟาสีน้ำเงินข้างเคาเตอร์ นานจนหลับไป
ตื่นอีกทีเกือบสองทุ่มเพราะมีคนเขย่าตัว พอลืมตาขึ้นภาพที่เห็นคือคนตัวสูง ผมด้านหน้ายุ่ง แววตาเรียบเฉยเจือรอยอ่อนโยนนิด ๆ
"ถึงคิวแล้ว" เสียงเขาหนักแต่หางเสียงอ่อนโยน เขาเดินนำเธอเข้าไปในห้องทำฟัน หนึ่งนางก็เดินตามต้อย ๆ แต่หยุดอยู่แค่หน้าประตู
ก่อนหน้านั้นเด็กหญิงหนึ่งนางเคยเห็นเขาแค่แวบ ๆ เวลาออกไปตากผ้าให้แม่เพราะบ้านเธอกับบ้านเขาใช้รั้วบ้านเดียวกัน เขามักจะทักทายเธอสั้น ๆ ว่า
‘ไงเรา’
ก็ไม่ไง เด็กหญิงหนึ่งนางแค่ไปตากผ้า ไม่ไงอะไรทั้งนั้น แต่แม่บอกให้เธอมีมารยาท ผุ้ใหญ่ทักมาก็ต้องทักกลับ บางทีเธอเลยยกมุมปากเหมือนยิ้มส่งให้เขาไป เขายังเคยว่า
‘ใครสอนให้ยิ้มหลอก’
เด็กหญิงหนึ่งนางเลยคิดว่าหมอปราชเป็นผู้ชายลาด เพราะรู้ด้วยว่าเธอยิ้มหลอก บางทีคนอื่นไม่รู้แต่เขารู้ แต่ก็แค่นั้น ความสัมพันธ์ของเธอกับเขามีเพียงเท่านั้นจนกระทั่งวันที่เธอมาเยือนเขาที่คลีนิกทำฟันนี่แหละ
ห้องทำฟันของหมอปราชก็เหมือนของคนอื่น ๆ แค่เห็นก็ขนลุก เครื่องมือทำฟันวางเรียงรายเต็มไปหมด เก้าอี้นอนก็เหมือนเครื่องประหาร หนึ่งนางยกมือแนบแก้ม ไม่อยากทำเลยจะทำยังไงดี
"ไงล่ะเรา ฟันซี่ไหนผุ" ปราชญาพูดพลางมองเอกสารในมือ คุยปรึกษาเรื่องคนไข้ก่อนหน้านิดหน่อย ก่อนจะส่งเอกสารคืนผู้ช่วยแล้วหันมานั่งลงข้างเตียงทำฟันให้ความสนใจเด็กหญิงผมหน้าม้าท่าทางกวนประสาทชื่อหนึ่งนาง
"หมอฉีดยาเจ็บมั้ย"
หนึ่งนางยังไม่ยอมนั่งบนเตียง เธอยืนอยู่ตรงหน้าประตูขณะถาม
"ต้องลอง"
"คนอื่นบอกหมอฉีดยาเจ็บมั้ย"
"คนไหน"
"คนไข้ไง"
"ต้องรู้ว่าคนไหนถึงจะตอบได้"
"หมอก็คงฉีดยาเจ็บเหมือนคนอื่น"
"ไม่รู้สิ" ปราชญาส่งสัญญาณให้ผู้ช่วยเตรียมเรื่องมือ "แล้วฟันผุ ไม่เจ็บเหรอ"
หนึ่งนางยักไหล่
"นิดหน่อย"
เขาหัวเราะ เหมือนขำ หนึ่งนางถลึงตาใส่
"ไม่ถอนก็ได้นะ จะได้เลิกงาน"
"จะฟ้องแม่มั้ย"
"ฟ้อง"
"ขี้ฟ้อง" เธอว่าเข้าให้
"ไม่ฟ้องก็ได้แต่ต้องมาถอนฟัน" แก้มเธอบวมตุ่ย ช้ากว่านี้ปากเน่าพอดี
หนึ่งนางไม่อยากให้แม่เสียใจ แค่เดินไม่ได้เพราะอุบัติเหตุแม่ก็แอบร้องไห้บ่อย ๆ หลังชั่งใจสักพักเธอเลยยอมมานั่งลงบนเตียง จ้องเขาตาวาวคล้ายจะขู่ฟ่อด ๆ
ผู้ช่วยทันตแพทย์เอนเก้าอี้ลงให้ ใจเธอเต้นระทึก ทำฟันทีเหมือนจะตาย พวกหมอฟันร้อยทั้งร้อยโกหกว่าฉีดยาไม่เจ็บทุกคน
หนึ่งนางหลับตาแน่นตอนที่เขาบอก
"อ้าปากดูซิ ไม่เจ็บหรอก"
ไม่แน่ใจว่านั่นคือคำหลอกหรือคำสัญญา หนึ่งนางกำมือแน่น หวาดกลัวจับจิตจับใจ .. หมอต้องโกหกแน่ ๆ ไม่มีหมอฟันคนไหนที่ฉีดยาแล้วไม่เจ็บหรอก
กลับมาที่ปัจจุบัน เขาก็บอกเธออย่างนั้นหลังหนึ่งนางทานแรงไม่ไหว ทั้งแรงอารมณ์ ทั้งแรงยักษ์ตัวใหญ่ มือเขาร้อนเรียกสัญชาตญาณความอยากรู้อยากลองเธอกระเจิดกระเจิง
“คุณ”
สติปราชญาหลุดไปนานแล้ว เขาดันเสื้อเชิ๊ตตัวบางของเธอออกด้านหลัง ไหล่ขาวนวลเนียนเปลือยเปล่า น้ำหอมกลิ่น Neroli ปลุกเร้าอารมณ์ของเขาให้ล่องลอยไปไกล
"ไม่เจ็บหรอก"
เขาบอกอย่างนั้นแล้วรั้งทั้งตัวเธอขึ้น ขาเรียวเกี่ยวกระหวัดรัดรอบเอว กดปลายจมูกแนบชิดเนินอกขาวเนียน
หนึ่งนางสะดุ้ง ! เธอใช้ชีวิตมาแบบเฮฮาเบิกบาน บางคราวเธอก็เปรี้ยวปรี๊ด เพื่อนผู้ชายมากมายเป็นขโยง แต่ไม่เคยสักครั้งจะถูกสัมผัสลึกล้ำแบบนี้มาก่อน
เพื่อนเคยมาเล่าว่าเจ็บบ้าง บางคนก็รู้สึกดี แต่เธอไม่รู้เหมือนกันว่าถึงคราวตัวเองจะเป็นความรู้สึกแบบไหน
จะเจ็บหรือเปล่า .. มันน่าหวาดหวั่นเหมือนห้องทำฟันหรือเปล่า
เขาโยนกางเกงทิ้งไปเบาะหน้า ยื่นมือปลดล็อกแล้วดันประตูออกนิดนึง
"ร้อน"
ยามนี้หมอปราชไม่เหมือนหมอปราช เขาใช้มือข้างเดียวดันหลังเธอแอ่นขึ้น เนื้ออกเนินนุ่มเด่นท้าสายตา หนึ่งนางหลับตาแน่น ใจเต้นแทบหลุดออกนอกอก
เขาจูบเธอโฉบฉิวเล่นลิ้นจนเธอต้องกัดปากแน่น ความรู้สึกซาบซ่านแผ่ทั่วเรือนร่างเหมือนมีมดตัวเล็กไต่ยุบยิบตามเนื้อตัว
"คุณ" เสียงเธอกระเส่า หายใจหอบ สมองอื้ออึงเหมือนม่านหมอกคลุมรอบตัว
ปราชญาล้วงมือร้อนระอุใต้ร่มผ้า ปราดเดียวชั้นในตัวจิ๋วก็พ้นตัว
หนึ่งนางตามเกมส์เขาไม่ทัน เธอเถียงเก่ง แต่เรื่องอื่นไม่เก่งด้วย โดยเฉพาะเรื่องนี้
หนึ่งนางไม่กล้ามอง กัดมือข้างนึงไม่ให้มีเสียง สมองขาวโพลนคิดออกแค่อย่างเดียวจะเจ็บมั้ย
ถึงคราวเขาแนบชิดสนิทเป็นหนึ่งเดียวถึงได้รู้ว่าไม่เจ็บแต่จุก !
"ปล่อยมือ"
เขาดึงมือเธอออก จูบลงปิดเสียงเธอด้วยปาก หนึ่งนางลืมตามองเขา ใบหน้าคมที่เคยเห็นเต็มไปด้วยอารมณ์เย้ายวน
เขาดูเซ็กซี่ไม่เหมือนผู้ชายเกรี้ยวกราดคนนั้นเลย คนที่ชอบค่อนขอดเหน็บแนมเธอเหมือนผู้หญิง
'ผู้หญิงหิวเงิน' คำนั้นก้องในหัว ถึงตอนนี้ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงอยู่ตรงนี้กับเธอแบบนี้
คราวนี้เขาถอนริมฝีปาก กระซิบข้างหูด้วยเสียงเซ็กซี่ว่า
"ร้องสิ"
เธอยังกัดปากไว้แน่นไม่ยอมให้เสียงน่าละอายหลุดพ้นริมฝีปาก เขาเหมือนสนุก บดเบียดราวกับจะแกล้ง
"ไม่ชอบเหรอถึงไม่ร้อง"
เขาทำท่าจะถอย หนึ่งนางผวาตามไป ได้ยินเสียงหัวเราะพึงพอใจดังแว่ว
ปราชญาถอยหลังเดินหน้าเป็นจังหวะ เขารู้ว่าตอนไหนเธอจะสุขสมและรู้สึกดี ประสบการณ์ทำให้คนแก่กว่าเป็นผู้คุมเกมส์ ส่วนหนึ่งนางเหมือนนกในกรงที่โดนหลอกว่าจะเปิดประตูให้ได้โผบินแต่ก์ไม่ ! สักที
สิบปีก่อนหนึ่งนางค้นพบว่าทันตแพทย์ชื่อว่าปราชญามือเบามาก มากจนกระทั่งเธอเผลอหลับเวลาทำฟันบ่อย ๆ พอเป็นอย่างนั้นหมอปราชก็มักจะเกี่ยวนิ้วสองข้างดีดหน้าผากเล็กเบา ๆ เพื่อปลุกให้เธอตื่นขึ้น
"หลับตอนทำฟันไม่ได้นะคราวหลัง" เขาพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ แต่หนึ่งนางไม่เคยจำ ครั้งหน้าเธอก็จะหลับอีก
"ก็ง่วง" เธอเถียงปากแจ๋วเหมือนเดิม สามทุ่มแล้วจะไม่ง่วงยังไงไหว
"กัดผ้าก๊อซไว้จนกว่าเลือดจะหยุดไหลนะ"
หนึ่งนางยกมือกุมแก้ม รู้สึกมันบวมตุ่ย ๆ เพราะฤทธิ์ยาชา แต่เธอไม่เจ็บเลย ตอนเขาฉีดยาชาก็ไม่เจ็บสักนิดเดียว เขาเป็นคนแรกที่ทำได้ตามที่พูด
"กลับบ้านยังไง" เขาหันมาถามหลังถอดเสื้อกาวน์ส่งให้ผู้ช่วยทันตแพทย์ไป
"นั่งรถเมล์"
"ไปรอข้างนอกไป เดี๋ยวกลับด้วยกัน"
ดังนั้นเด็กหญิงหนึ่งนางจึงออกมานั่งรอข้างนอกที่โซฟาตัวเดิม แตกต่างกันที่ตอนนี้ไม่มีคนไข้เหลืออยู่ในคลีนิกแล้ว มีแค่พนักงานสองคนยืนง่วนกับเอกสารอยู่
"เหนื่อยเนอะแก" พนักงานคนนึงบ่นขณะที่มือก็กดเมาท์ยิก ๆ ชัทดาวน์คอมพิวเตอร์ "คนไข้เยอะมาก"
"ก็หมอเบียดคิวจนแทบจะขี่คอกันถอนฟันอยู่แล้ว คนอะไรทำงานเหมือนหนี้ท่วมหัว" คราวนี้เป็นอีกคนที่ตอบกลับ
"หมอหนี้เยอะนะแก" คนแรกพูดเหมือนกระซิบ แต่กระซิบแบบอีกคนต้องได้ยินด้วย
"ดูรวยออก เปิดคลินิกใหญ่โตขนาดนี้ หมอเป็นลูกหมอปรีติไม่ใช่เหรอน่าจะรวยสิ" คนรู้เรื่องดีอ้างถึงบิดาของปราชญาเจ้าของคลินิกเสริมความงามชื่อดังของประเทศไทย
คนฟังยันศอกใส่เบา ๆ
"พ่อแม่หมอเลิกกันไปนานแล้ว เขาบอกพ่อหมอน่ะไปได้เลขาหน้าห้องเป็นเมียน้อย แล้วก็เลิกกับแม่หมอไปเลย ไอ้คลินิกเนี่ยหมอเขาลงทุนเอง เห็นว่าเอาบ้านไปจำนอง ขายรถด้วย แกไม่เห็นเหรอหมอกลับรถเมล์ตลอด"
"เออว่ะ" ฝ่ายคนฟังครางในลำคอเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าเคยเห็นปราชญาขึ้นรถเมล์ ไม่ก็แท็กซี่อยู่บ่อยครั้ง "แต่อีกเดี๋ยวก็คงจะรวย คลินิคก็สองสาขาเข้าไปแล้ว ฉันอยากจองหมอ กำลังดีกำลังแซ่บ ๆ" พูดแล้วก็หัวเราะคิก "จองไว้ก่อนได้มั้ย"
หนึ่งนางขมวดคิ้วมอง ไม่เข้าใจกิริยาระริกระรี้ในตอนนั้น
"อยากมีผัวรวย จะได้สบาย"
คำพูดพนักงานคลินิกสะดุดหู แม่เธอก็เคยบอกอย่างนั้น
'มีผัวรวยจะได้สบาย'
พ่อเธอจนแถมยังญาติเยอะ มีเงินเท่าไหร่ก็เอาไปจุนเจือญาติหมด ขนาดบ้านยังจำนองเอาเงินไปให้ญาติลงทุนพอตัวเองตายจากไปก็ทิ้งหนี้สินไว้ให้เธอกับแม่ต้องลำบาก ดีที่แม่แอบทำประกันชีวิตไว้ให้พ่อเลยยังมีเงินจุนเจือส่งเธอเรียนหนังสือ ไม่อย่างนั้นคงได้ไปนอนข้างถนนกันแน่
พอเก็บของเรียบร้อยแล้วหมอปราชก็เดินออกมาจากด้านใน เสียงกล่าวถึงเขาจึงหายไป พนักงานสองคนยกมือไหว้แล้วสลับเดินเข้าไปข้างในแทน
"กลับได้แล้วไป"
ภายนอกมืดสนิท เมื่อสิบปีก่อนสามทุ่มก็เริ่มเงียบ วันนี้ปราชญาเรียกแท็กซี่เพราะมีเด็กหญิงหนึ่งนางไปด้วย เด็กสาวชำเลืองมองเขาหลายครั้ง ยังติดใจสงสัยเรื่องที่พนักงานหญิงทั้งสองคนพูด แล้วความเป็นคนอยากรู้อยากเห็นก็อดไม่ได้จะถาม
"คุณหมอ"
"ว่า"
"คุณหมอจะรวยเหรอ" ปากถามกล้า ๆ กลัว ๆ แววตาซื่อ
"ก็น่าจะ" ปราชญาหัวเราะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเด็กหญิงถึงถาม
"แล้วถ้ารวยคุณหมอจะแต่งงานมั้ย"
"ก็แต่งสิ"
"คุณหมอแต่งกับหนึ่งมั้ย"
"ทำไมต้องแต่งกับเราล่ะ" หมอปราชย้อนถาม
"หนึ่งอยากมีผัวรวย" คำบอกของมารดาเหมือนโปรแกรมฝังลงในสมอง
ปราชญาขมวดคิ้ว คำนี้ไม่รื่นหูเลย
พ่อแม่หนึ่งนางพื้นเพมาจากสลัม บังเอิญโชคดีคนเป็นแม่ทำงานเก่งเลยมีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ แต่คำพูดคำจายังแปร่งปร่า สุภาพสลับดิบ ๆ ปะปนกันไป
"ชอบผู้ชายรวยเหรอ" น้ำเสียงเขาชักสะบัด
หนึ่งนางชะงัก คำพูดที่แม่มักจะบ่นให้ฟังบ่อย ๆ ลอยแว่วเข้ามาในโสตประสาท
"จำไว้เลยนะไอ้หนึ่ง เกิดชาตินี้ชาติไหนอย่าไปเอาเลยนะไอ้จนแล้วยังญาติเยอะ ตายไปมันยังทิ้งหนี้ไว้ให้ ถ้าจะหาผัวน่ะอย่าโง่เหมือนแม่ หาที่มันรวย ๆ จะดีจะชั่วมันยังมีเงินให้ใช้ กินอิ่มอยู่สบาย"
แม่สั่งสอนเอาไว้อย่างนั้น ตัวหนึ่งนางก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบผู้ชายแบบไหน รู้แค่ว่าหมอปราชไม่โกหกเพราะเขาบอกว่าทำฟันไม่เจ็บแล้วไม่เจ็บจริง ๆ ในบรรดาผู้ชายที่เธอเคยพบเจอมาเขาดีที่สุด หนึ่งนางจึงบอกเขาไปว่า
"อือ ถ้าหมอรวยแล้วมาแต่งงานกับหนึ่งนะ"
#นิยายรัก #นิยายโรมานซ์ #นิยายออนไลน์ #นางเอกท้อง #พระเอกเป็นหมอ #นิยายอ่านเพลินๆ
