Chapter 3
“ไม่เป็นไรค่ะพี่เกียร์ เพลงเกรงใจ เดี๋ยวเพลงกลับพรุ่งนี้” ใครจะไปกล้านั่งรถเกือบค่อนวันไปกับผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันล่ะ ถึงพี่เกียร์จะหล่อมาก..เอ่อ ไม่สิ โคตรหล่อ ถึงเขาจะไม่ได้ตำแหน่งเดือนมหา’ลัย แต่ติดอันดับหนุ่มฮ็อต มีฐานแฟนคลับพอๆกับพี่ไคโรและพี่ออโต้เพื่อนสนิทของเขา ที่สำคัญค่าน้ำมันที่ต้องเติมจนไปถึงเชียงใหม่นั่นก็เป็นปัญหาสำคัญ เงินติดตัวที่มีเพียงหนึ่งพันห้าร้อยบาทบวกเงินในบัญชีอีกสองร้อยห้าสิบ ค่าน้ำมันรถซุปเปอร์ไปกลับเชียงใหม่นี่ไม่ธรรมดาสมกับราคาของรถแน่ๆ แค่คิดฉันก็ขยาดขอนั่งรถโดยสารประจำทางไปดีกว่า ช้าหน่อยแต่ก็ประหยัดไปหลายเท่าตัว
“งั้นเพลงขอตัวนะคะ” ฉันใช้มือปาดน้ำตาอีกครั้ง ก่อนที่จะเก็บกระเป๋าซากโน้ตบุคมือสองที่ยับเยินจนไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกขึ้นสะพายไหล่
“พี่จะไปเที่ยวเชียงใหม่พอดี เพลงก็ติดรถไปลงบ้านไง” พี่เกียร์ยังคงยืนกรานจะให้ฉันไปกับเขาให้ได้ ฉันก็ไม่เข้าใจเหตุผลของเขาเท่าใดนัก ประเด็นหลักคือต้องแชร์ค่าน้ำมันนี่สิ
“ขอบคุณนะคะ ถ้าพี่เกียร์จะไปเที่ยวอยู่แล้ว เพลงต้องออกค่าน้ำมันไหม?” ฉันอยากทำความตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางตอนนี้เลยดีกว่า เกิดถึงบ้านมาเรียกเก็บเงินค่าน้ำมัน ฉันคงไม่มีให้เขาแน่ๆ
“อ๋อ..” คนข้างๆลากเสียงยาวคล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง ว่าแต่..เข้าใจเรื่องอะไรล่ะ?
“เพลงบอกตรงๆนะคะ เพลงออกค่าน้ำมันช่วยพี่เกียร์ได้แค่พันเดียว”
“ไม่ต้องออกสักบาท พี่จะไปหาสับปะรดเมืองเหนือมาทำโปรเจคจบพอดี ไปกันเลยละกัน” พี่เกียร์สรุปเองและออกรถทันทีโดยที่ฉันไม่ทันได้ตัดสินใจ แค่ไม่ต้องออกค่าน้ำมันฉันก็รู้สึกสบายใจแถมยังนั่งรถหรูแอร์เย็นๆไม่ต้องเบียดเสียดกับใคร ทั้งคนขับยังหล่อล่ำน่าปล้ำขนาดนี้ คุ้มแสนคุ้ม..ต้องคิดอะไรให้มากความ แต่ก็อย่างว่าพอเจอแอร์เย็นๆฉันก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มและเผลอหลับในเวลาเพียงไม่กี่นาที
เบาะรถพี่เกียร์นี่นอนสบายแถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ฉันขยับตัวเบียดไปจนชิดคนขับอย่างไม่รู้ตัว
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาตรงหน้า ฉันกระพริบตาถี่ๆปรับสายตาเพื่อรับกับความสว่างที่บอกให้รู้ว่าเป็นเวลาเช้าแล้ว
‘สบายจัง นึกว่านั่งรถจะปวดหลัง รถราคาแพงมันดีอย่างนี้เอง’
“ตื่นแล้วเหรอ? หิวรึเปล่า แวะกินโจ๊กข้างทางดีไหม?” เสียงทุ้มนุ่มดังมาจากที่ใกล้ๆ มันใกล้มากจนนึกว่าพี่เกียร์ต้องกระซิบที่ข้างหูแน่ๆ
“ดีค่ะ เพลงหิว” ท้องฉันเริ่มร้องโครกครากด้วยความหิวโหย ฉันเป็นคนที่กินเก่งแต่ไม่เคยอ้วน ไม่รู้กินแล้วมันไปโตที่ไหน ว่าแต่เสียงพี่เกียร์มันใกล้มาก..อย่าบอกนะว่า ใช่แล้ว!! ใบหน้าของฉันแนบอยู่บนหน้าอกพี่เกียร์ ฉันรีบสปริงตัวกลับมานั่งตัวตรงบนเบาะตัวเองด้วยความอับอาย แสดงว่าฉันนอนซบอกเขามาตลอดทาง กรี้ดดด... น่าอายที่สุด ฉันหลุบตาต่ำมองเท้าตัวเอง แอบได้ยินเสียงคนข้างๆหัวเราะเบาๆ ราวๆสิบนาทีพี่เกียร์ก็ขับรถเข้ามาถึงตัวเมืองเชียงใหม่
“ร้านไหนดี ร้านไหนเด็ดครับ” ใบหน้าหล่อเหลาคร้ามคมหันมาถาม พี่เกียร์กดยิ้มมุมปากจนเห็นลักยิ้มที่แก้มของเขา ละลายเลยฉัน..ใจเหลวไปหมด โอ้ย..หล่อ เป็นบุญของฉันแท้ๆที่ได้มีโอกาสนั่งรถมากับหนุ่มฮ็อตของมหา’ลัย
“ร้านโจ๊กแม่รำพึงค่ะ เลี้ยวขวาซอยข้างหน้า” ฉันบอกทางด้วยความมั่นใจเพราะเชียงใหม่คือถิ่นของฉัน พี่เกียร์ขับไปตามทางที่ฉันบอกจนไปเจอร้านโจ๊กซึ่งอยู่ในซอยแคบๆ มันเป็นร้านเล็กๆ ที่มีที่นั่งเพียงสามโต๊ะเท่านั้น ร้านนี้เป็นร้านโจ๊กเจ้าประจำของฉัน อร่อย ราคาย่อมเยาและที่สำคัญป้ารำพึงให้เยอะแบบไม่หวงเครื่องจนแทบล้นชาม นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ฉันเลือกร้านนี้ ก็ร้านอื่นให้น้อยกินไม่อิ่ม ฉันไม่ได้เป็นคนตะกละนะ
“พี่เกียร์เอาอะไรคะ?” พอเราได้ที่นั่งที่ว่างเพียงโต๊ะเดียวฉันก็เอ่ยถามเขา
“พิซซ่าหน้าฮาวาเอียน” ใบหน้าหล่อเหลาพูดหน้าตาย เขากดยิ้มมุมปากนิดนึง ทำเอาหัวใจของฉันเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ นานๆทีจะได้ใกล้ชิดหนุ่มหล่อละมั้ง เลยไม่ยอมหายตื่นเต้นซะที เพลงเอ้ย!!
‘เห็นหล่อๆแบบนี้ พี่เกียร์ก็กวนนะเนี่ย’
“ใส่ไข่ไหมคะหรือธรรมดา” ฉันไม่สนใจในสิ่งที่เขาตอบก่อนหน้านี้ ถามขึ้นอีกครั้ง ก็คนมันหิวไม่มีอารมณ์ต่อล้อต่อเถียงใครหรอก
“แล้วพิเศษใส่ใจหรือใส่ไข่” ฉันเพิ่งรู้ว่าพี่เกียร์ที่ชอบทำหน้านิ่งๆต่อหน้าคนอื่นจะมีมุมที่พูดอะไรแบบนี้ด้วย
“ป้าคะ ใส่ไข่สองค่ะ” ฉันตะโกนบอกป้ารำพึงที่ยืนอยู่หลังโจ๊กหม้อใหญ่ หญิงวัยกลางคนที่ยังคงเค้าความสวยในชุดพื้นเมืองพยักหน้ารับพลางส่งยิ้มกลับมาให้ ไม่นานนักโจ๊กร้อนๆก็มาเสิร์ฟสองที่พร้อมปาท่องโก๋ ฉันฉีกมันเป็นชิ้นๆลงในถ้วยตัวเองจากนั้นจึงตักเข้าปาก
‘อืม..อร่อยเหมือนสมัยมัธยมเลย’ ทว่าคนตรงหน้ากลับนั่งมองถ้วยโจ๊กตัวเองแบบครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ
“พี่ไม่กินขิง” คนหล่อๆต้องมีอาหารที่ไม่ชอบสินะ แบบเวลาลงในโปรไฟล์ สิ่งที่ไม่ชอบคือขิง ฉันอมยิ้มพลางตักขิงในถ้วยพี่เกียร์ลงในถ้วยตัวเอง
