บท
ตั้งค่า

Chapter 2

พอเรียนเสร็จในช่วงบ่ายฉันก็แยกย้ายกันกับเพื่อนกลับห้องพัก ฉันแวะซื้อกับข้าวหนึ่งอย่างกับข้าวสวยร้านประจำ ที่ซื้อบ่อยไม่ใช่อะไร นั่นก็เพราะราคาไม่แพงและมีรสชาติดี ฉันซื้อบ่อยจนรู้จักมักคุ้นกับป้าศรีเจ้าของร้านข้าวแกง ป้าศรีมักจะตักกับข้าวให้ฉันจนล้นถุงด้วยความเอ็นดูเสมอ แกมักจะบอกว่า

‘ตัวเล็ก กินเยอะๆจะได้โตไวๆ’

‘คงไม่โตไปกว่านี้แล้วค่ะป้า น่าจะเจริญเติบโตออกทางด้านข้างซะมากกว่า อาหารร้านป้าอร่อยที่สุดเลยค่ะ เพลงมีพุงแล้วเนี่ย’ ฉันไม่ได้โป้ปดแต่อย่างใด ข้าวแกงป้าศรีอร่อยจริงๆ ป้าแกยิ้มกว้างทั้งยังเพิ่มหมูให้อีกหลายชิ้น

ฉันถือถุงอาหารเดินเข้าไปในห้องพัก ที่แบ่งพื้นที่เป็นสามส่วนเท่าๆกัน เรียกได้ว่ามุมใครมุมมัน

ฉันเลือกที่นอนติดหน้าต่างซึ่งถัดออกไปเป็นระเบียงเล็กๆ ซึ่งบางครั้งฉันยกโต๊ะญี่ปุ่นไปนั่งทำงานอยู่ตรงนั้น เพราะหอพักของฉันมีคลองอยู่ด้านหลัง จึงมีวิวทิวทัศน์สีเขียวให้มองบ้าง การใช้ชีวิตในเมืองกรุงที่เห็นแต่ตึกรามบ้านช่อง รถราแล่นกันขวักไขว่ พอได้เห็นธรรมชาติจึงทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย วันนี้ก็เช่นกันหลังจากจัดการกับมื้อเย็นเรียบร้อยฉันก็อาบน้ำสวมชุดนอนยกอุปกรณ์เขียนนิยายอันประกอบด้วยโน้คบุคมือสองรุ่นเก่ากับโต๊ะญี่ปุ่นแบบพับออกไปนั่งตรงระเบียง ฉันมองยอดคนอ่านที่ลดลงทุกวันด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว ต้องยอมรับว่าการเขียนนิยายรักใสๆไม่มีฉากรักอีโรตกเร่าร้อน ความนิยมมักจะไม่เท่ากับนิยายสิบแปดบวกสามสิบบวก ความจริงฉันก็อยากจะลองเขียนเลิฟซีนดูบ้าง แต่มันติดที่ว่าฉันไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลยไม่มีประสบการณ์ตรงมาเขียน แต่ฉันก็ไม่ละความพยายาม เพราะเคยไปลองอ่านนิยายรักที่มีแต่ฉากซั่มกันเพื่อนำมาปรับใช้ในนิยายของตัวเอง แต่มันก็เขียนไม่ออกอยู่ดี จึงล้มเลิกความตั้งใจ หันมาเขียนแนวรักสีขาวเหมือนเดิม ทว่าช่วงนี้เงินไม่ค่อยจะพอใช้เพราะต้องจ่ายค่าทำรายงาน ค่าตำราและค่าจิปาถะหลายอย่า งฉันจึงตัดสินใจทำการติดเหรียญนิยายที่เปิดให้อ่านฟรีมาตลอด ยอดคนอ่านที่น้อยอยู่แล้วก็ลดฮวบลงไปอีกหกสิบเปอร์เซ็นท์

“เพลง ใช้โต๊ะเอมก็ได้นะ นั่งแบบนี้เดี๋ยวเจ็บหลังหรอก” ชะเอมชะโงกมาทางประตู เพื่อนสาวมีโต๊ะเขียนหนังสือที่ซื้อมาตอนย้ายเข้าห้อง ส่วนฉันซื้อโต๊ะญี่ปุ่นแบบพับมาใช้เพราะสะดวกยกไปไหนก็ได้ เสียตรงที่นั่งนานๆแล้วปวดหลังนี่แหละ

“เอม ถามอะไรหน่อยสิ เอมกับไบรอันเคย..เคย..เอ่อ..” ฉันถามออกไปเพราะอยากขอข้อมูลคนใกล้ตัว ชะเอมมีแฟนเป็นชาวต่างชาติ ไบรอันเป็นคนอเมริกันที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบซอฟแวร์ เขาจะบินมาเมืองไทยปีละห้าครั้งเพื่อมาหาชะเอม ทั้งคู่คบกันได้เกือบสองปีแล้ว ช่วงดึกๆฉันมักจะได้ยินเสียงของรูมเมทสาวคุยกับแฟนหนุ่มเป็นภาษาอังกฤษเสมอ

“หมายถึงมีอะไรกันน่ะเหรอ? เคยสิ” ชะเอมไม่ได้ลำบากใจที่จะตอบเรื่องส่วนตัวอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก ฉันซะอีกที่เป็นคนถามแล้วแอบเขินจนใบหน้าร้อนผ่าว

“แล้ว..แล้ว มันเป็นยังไง”

“ก็ดีนะ ฟินมาก” ชะเอมเน้นคำว่าฟินมากจนฉันรู้สึกอยากรู้อยากลองขึ้นมา อยากจะรู้ว่ามันดียังไง

“.............”

“ถามทำไมอ่ะหรือว่ามีแฟนแล้ว” เพื่อนสาวจ้องมองมาด้วยแววตาใคร่รู้

“ไม่มี ว่าจะลองเปลี่ยนแนวเขียนนิยายอีโรติกดูบ้างอ่ะ เขียนไม่ออกเลย” ฉันส่ายหน้าอย่างหมดความหวัง

“แล้วทำไมไม่ลองมีแฟนล่ะ เพลงก็หน้าตาน่ารักจะตาย ไม่มีคนมาชอบเลยเหรอ?”

“ไม่รู้สิ เพลงยังไม่อยากจะคบใคร” ฉันหมายความอย่างนั้นจริงๆ ทุกวันนี้ฉันอุทิศเวลาทั้งหมดไปกับการหารายได้เสริม บ้านของฉันไม่ได้มีฐานะดีมาก ค่าเทอมยังต้องผ่อนเมื่อครั้งที่แม่ส่งเงินมาให้ช้า เพราะแม่ของฉันมีอาชีพรับตัดผ้า บางครั้งลูกค้าก็ขอผัดผ่อนจ่ายเมื่องานเสร็จแล้ว ส่วนพ่อเสียตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็ก บ้านฉันจึงมีแค่คุณยาย แม่และฉันเท่านั้น แค่คิดว่าจะหาเงินใช้จ่ายในแต่ละวันก็ปวดหัวพอแล้ว ไอ้เรื่องจะมีแฟนขอตัดไปเลยดีกว่า

“ถ้ามีแฟนจะได้ประสบการณ์ตรงในการเขียนเลยนะ ไม่ลองดูสักหน่อยเหรอ?” ชะเอมถามอย่างจริงจัง

“ไม่อ่ะ” ฉันแทบไม่ต้องคิดเลยสักนิด เหลืออีกหนึ่งปีก็เรียนจบ มีงานทำมั่นคงส่งเสียที่บ้านได้ก็คงไม่สายที่จะมีใครสักคนเข้ามาในชีวิต

“โน้ตบุคน่าจะซื้อใหม่ได้แล้วนะ จอแตกขนาดนั้นอ่ะ” โน้ตบุคที่ว่าฉันเก็บเงินซื้อตั้งหลายเดือน ซื้อมือสองในราคาที่ย่อมเยา ถึงหน้าจอจะแตกสักหน่อยมันก็ยังพอใช้งานได้ แต่ช่วงหลังเริ่มค้างบ่อยงอแงมากระบบปฏิบัติการก็ประมวลผลช้าตามสภาพของมัน ทำไงได้ฉันไม่มีเงินเหลือเฟือพอจะซื้อเครื่องใหม่ในตอนนี้ได้หรอก

ครืด..ครืด เสียงสั่นเตือนสายเรียกเข้าดังขึ้น

แม่พิณ is calling…..

“สวัสดีค่ะแม่” ฉันกล่าวทักทายเสียงใสตามปกติของตัวเอง

[ เพลง..เพลง พิณตกบันไดแขนหัก ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล ] เสียงคุณยายประไพสั่นพร่า เหมือนจะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก หัวใจฉันบีบรัดแน่นจนเจ็บ เพียงคิดว่าแม่จะได้รับบาดเจ็บแค่ไหน

“เพลงมีอะไรรึเปล่า ร้องไห้ทำไม?” ชะเอมถามด้วยความตกใจ น้ำตาของฉันมันไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

“แม่เพลงตกบันไดแขนหัก เพลงจะกลับบ้าน” ฉันคิดอะไรไม่ออก พับโน้ตบุคลงกระเป๋าเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นกางเกงยีนส์เสื้อยืดทะมัดทะแมงพร้อมจะเดินทางไกล..จุดหมายคืออำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ต้องรีบไปสถานีขนส่งหมอชิต ทว่ารถบัสที่เคยนั่งมันจะหมดราวๆสี่ทุ่มนี่นา ตอนนี้เกือบหนึ่งทุ่มแล้ว ฉันอดทนยืนรอรถเมล์อยู่นาน จึงคิดจะยอมเสียเงินค่าแท็กซี่ โชคดีที่มีรถผ่านมาพอดี

“ไปหมอชิตค่ะพี่” ฉันบอกคนขับก่อนที่จะเข้าไปนั่งข้างใน คนขับเป็นชายวัยกลางท่าทางใจดี เขาส่งยิ้มให้และพยักหน้ารับ ฉันนั่งมองหน้าจอมือถือเผื่อยายจะโทรมาอีก

‘รอเพลงหน่อยนะแม่ เพลงกำลังจะไป’ รถขับไปตามถนนอยู่นานจนฉันนึกเอะใจ ฉันไม่ใช่ประเภทที่จำเส้นทางอยู่แล้ว โดยเฉพาะเวลาค่ำคืน เขาขับไปตามซอยแคบๆ ฉันกุมโทรศัพท์ในมือแน่น รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล คนขับยังคงฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์

“พี่คะ อีกไกลไหมคะ กลัวไม่ทันรถรอบสุดท้าย” ฉันกดจองตั๋วและจ่ายเงินไว้แล้ว โดยกะเวลาเดินทางไปที่สถานีขนส่งไม่น่าจะเกินสองชั่วโมงโดยประมาณ โชคดีที่ยังพอมีที่นั่งซึ่งเหลือที่สุดท้ายพอดี

“พี่ไปทางลัดใจเย็นๆ ถ้าน้องไปทางหลัก ตกรถแน่ๆ ช่วงนี้รถติดจะตาย” เขาหันมายิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ฉันหวาดกลัวลึกๆในใจ ทว่าจู่ๆเขาก็หยุดรถ ฉันเริ่มมองหาอาวุธที่พอจะใช้ได้ ที่หิ้วมาก็มีแต่โน้ตบุคเก่าๆตัวเดียว ถ้าฟาดหัวคนขับยังแอบเสียดายที่ต้องผ่อนเครื่องใหม่

“แป๊บนึงนะน้อง รถน่าจะยางรั่ว” มุกรถยางรั่วสินะ ฉันคิดในใจ เปิดประตูรถออกไปพร้อมคนขับ จากนั้นฉันก็วิ่งแบบไม่คิดชีวิต

“น้องจะไปไหน น้อง..” คนขับวิ่งตามได้สักพักเขาก็หยุดวิ่งตาม เรื่องวิ่งขอให้บอกฉันมันแชมป์วิ่งเหรียญทองตอนประถม พอหยุดวิ่งมองข้างทางก็เจอแต่ป่าสองข้างทาง เฮลโล..ฉันอยู่ตรงไหนของกรุงเทพมหานครกันเนี่ย สัญญาณมือถือก็ไม่มี ตอนนี้เกือบสองทุ่มกว่าแล้ว ความหวังที่จะหลุดพ้นจากพื้นที่รกร้างแล้วไปเจอรถแท็กซี่คันใหม่แทบเป็นศูนย์ ฉันเดินไปเรื่อยๆ เผื่อจะพบรถของใครสักคน ดันมีรถคันหรูจอดอยู่จริงๆ ความหวังเริ่มสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง..

“แม่รอเพลงก่อนนะคะ พรุ่งนี้เจอกัน”

“น้องครับ” เสียงทุ้มของใครสักคนพร้อมกับมือที่แตะลงที่บ่าของฉันทำให้ฉันตกใจหลับตา ฟาดโน้ตบุคไปที่ด้านหลังอย่างแรง จนมันตกลงที่พื้นพร้อมกับเสียงโอดโอยของเจ้าของมือปริศนา

“โอ้ย..” ฉันทำท่าจะฟาดซ้ำอีกครั้ง

“เพลง” เสียงเรียกชื่อฉัน ทำให้ฉันลืมตาขึ้นมองเขา ร่างสูงหล่อเหลาคร้ามคมนั่งอยู่ที่พื้น มือหนากุมไหล่ตัวเอง สีหน้าแสดงความเจ็บปวดชัดเจน

“พี่เกียร์!!!” ฉันกระพริบตาปริบๆอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า เพื่อนสนิทของพี่ไคโรจะมาอยู่กลางป่าแบบนี้

“ทำไมมาอยู่ที่นี่?” พี่เกียร์ชิงถามขึ้นก่อน

“เพลงนั่งรถแท็กซี่มาจะไปสถานีขนส่งหมอชิตค่ะ แล้วเค้าบอกว่ารถยางรั่ว เพลงว่ามันแปลกๆจะมาบังเอิญยางรั่วอะไรในป่า แถมยังบอกว่าไปทางลัดอีก เพลงเลยวิ่งหนีมาค่ะ” ฉันเล่าเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นสดๆร้อนๆให้คนตรงหน้าฟัง

“อ๋อ ทางนี้ทางลัดจริงๆ เลี้ยวไปอีกหน่อยก็เป็นสถานีหมอชิตเลย”

“อ่าว..จริงเหรอคะ? เพลงไม่รู้ก็วิ่งหนีมาเลย” ฉันแอบสงสารพี่แท็กซี่คนนั้น ยังไม่จ่ายค่าโดยสารเลย

“เพลงขอโทษนะคะพี่เกียร์” ฉันยกมือไหว้อย่างสำนึกในความผิด ทำไงได้ก็พี่เขาเล่นมาทางด้านหลังใครก็ต้องตกใจเป็นธรรมดา ยิ่งอยู่ในที่เปลี่ยวขนาดนี้ด้วย คนดีๆไม่ค่อยมาที่เปลี่ยวกันหรอก

“ครับ พอดีพี่มาดูที่สร้างโกดังสินค้า” พี่เกียร์บอกเหตุผลเพราะคงเห็นฉันทำหน้าสงสัยว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เขาเก็บกระเป๋าโน้ตบุคฉันขึ้นมาแล้วส่งมันให้ฉัน พอฉันเปิดออกดูส่วนจอร้าวเพิ่ม ตรงข้อต่อระหว่างจอกับแป้นพิมพ์ก็กำลังจะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ คงเพราะมันตกลงบนพื้นอย่างแรงนั่นเอง ฉันถอนหายใจด้วยความเสียดาย คงไม่มีปัญญาหาซื้อใหม่เร็วๆนี้แน่ แต่เรื่องนี้เอาไว้ก่อน ฉันต้องหาทางไปขึ้นรถให้ทัน พอมองเวลาเหลือเพียงสิบนาทีเท่านั้น!!!

“พี่เกียร์ช่วยไปส่งเพลงที่หมอชิตตอนนี้ได้ไหมคะ?” ถึงเราจะเพิ่งรู้จักกันและไม่สนิทกัน แต่ฉันก็จำเป็นต้องขอร้องให้เขาพาไปขึ้นรถโดยสารเพื่อจะกลับบ้าน

“อ๋อ..ได้สิ” ร่างสูงเดินนำไปที่รถยนต์คันหรู ฉันเปิดประตูเข้าไปนั่งด้านใน รถของเขานั่งได้เพียงสองคนเท่านั้น น่าจะเป็นซุปเปอร์คาร์ราคาแพงที่นำเข้าจากต่างประเทศ ฉันเคยหาข้อมูลมาเขียนในนิยายบ่อยๆ พี่เกียร์ขับรถออกจากซอยเปลี่ยวออกไปยังถนนใหญ่ซึ่งรถติดชนิดที่เหาะไปก็คงไม่ทัน เกือบหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ฉันก็มาถึงหมอชิตซึ่งไม่บอกก็รู้ว่ารถที่จะไปเชียงใหม่ออกจากสถานีร่วมสี่สิบนาทีแล้ว น้ำตาของฉันร่วงเผาะลงที่ตักอย่างกลั้นไม่อยู่

“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ รถที่เพลงจะขึ้นกลับบ้านออกไปแล้วค่ะ เดี๋ยวเพลงนั่งรอรถเมล์กลับหอ” ตอนนี้เกือบห้าทุ่มกว่าจะถึงหอพักก็คงจะปิดแล้ว ฉันไม่อยากจะรบกวนชะเอมลงมาเปิดประตูเท่าใดนักเพราะเพื่อนสาวก็คงจะนอนหลับไปนานแล้ว

“เป็นอะไรรึเปล่าร้องไห้ทำไม?” พี่เกียร์คว้าข้อมือฉันไว้เมื่อฉันทำท่าจะลงจากรถ ด้านนอกเริ่มเงียบสงัดเพราะแทบไม่มีรถโดยสารเหลืออยู่แล้ว มีสามล้อรับจ้างประมาณสามสี่คันและฉันก็ขยาดเกินจะนั่งรถแท็กซี่กลับ

“เพลงจะกลับบ้าน แม่ของเพลงตกบันไดแขนหัก” น้ำเสียงของฉันสั่นพร่าด้วยความเศร้า ฉันพยายามฝืนพูดด้วยน้ำเสียงปกติแต่มันทำไม่ได้ ถ้าเลือกได้ฉันก็ไม่อยากแสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนที่ไม่สนิทกันหรอก

“บ้านเพลงอยู่ไหน?” พี่เกียร์ถามใบหน้าหล่อเหลาฉายแววความเห็นใจ

“สะเมิงค่ะ ฮึก..” ฉันใช้มือปาดน้ำตาที่มันกำลังไหลอาบแก้ม

“สะเมิงคือที่ไหน?”

“เชียงใหม่ค่ะ”

“เดี๋ยวพี่พาไป”

“ว่าไงนะคะ!!” ฉันมองคนข้างๆด้วยความตกใจ

“พี่จะพาเพลงกลับบ้าน”

“เชียงใหม่นะคะพี่เกียร์ ไม่ใช่สระบุรี” ฉันถามย้ำเพื่อความมั่นใจ

“จะเป็นอะไรล่ะ มันก็ยังอยู่ในประเทศไทยไม่ใช่เหรอ?” พี่เกียร์บอกด้วยท่าทางสบายๆ ฉันได้แต่นึกสงสัยในใจ ปกติเขาใจดีไปส่งคนอื่น

แบบนี้รึเปล่า?

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel