ตอนที่ 2: สาวข้างห้องที่ (ไม่) ปกติ (2/2)
มาริได้แต่หัวเราะแห้งๆ ถ้าพวกเขารู้ที่มาที่ไปคงขนลุกกันน่าดู
“ก็..อาจจะนะคะ”
“แล้วมีแพลนจะเปิดเรื่องใหม่เมื่อไหร่เหรอคะ”
“อืม…คิดว่าอาจจะพักก่อนสักเดือนแล้วค่อยเริ่มวางพล็อตเรื่องต่อไปค่ะ”
“ไม่ต้องรีบนะคะ ปกติคุณมาริปั่นต้นฉบับไวมากจนเปิ้ลยังแอบเป็นห่วงเลย ระหว่างนี้ก็ใช้เวลาพักผ่อน นอนตุนเยอะๆ นะคะ”
‘เปิ้ล’ เป็นบรรณาธิการที่ทำงานเป็นพาร์ทเนอร์กับมาริมาเข้าปีที่สามแล้ว เธอเป็นบ.ก.เพียงคนเดียวที่ให้โอกาสมาริได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มแรก ในขณะที่บ.ก.ผู้ชายคนอื่นพอเห็นว่าเธอเป็นเด็กสาววัย 19 ปีก็ปัดตกก่อนที่จะลองอ่านนิยายของเธอเสียด้วยซ้ำ
ตอนนี้คนที่ปฏิเสธเธอคงเสียดายกันยกใหญ่ เพราะมาริดันกลายเป็นนักเขียนมือทองที่ทำยอดขายติดอันดับสูงสุดแทบจะทุกปี หึ คนพวกนั้นดันมาสบประมาทเธอเอง ช่วยไม่ได้!
หลังจากพูดคุยรายละเอียดไทม์ไลน์ของการตีพิมพ์หนังสือเล่มใหม่เสร็จ มาริก็ขอตัวกลับก่อนทันที เพราะมี ‘ธุระ’ ต้องไปทำต่อ
ธุระที่ว่าก็คือการเฝ้าระวังความปลอดภัยของหนุ่มข้างห้องนั่นเอง
17.10 น.
ระหว่างทางกลับบ้าน มาริรู้สึกโล่งใจที่เธอปั่นงานต้นฉบับเล่มล่าสุดทันก่อนเดดไลน์ เธออดหลับอดนอนอยู่หลายเดือนเพราะเอาแต่แก้ตอนจบอยู่หลายรอบ
แต่ความโล่งใจก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อเธอเจอชายในชุดส่งอาหารคนเดิมยืนอยู่ที่ล็อบบี้คอนโด! คราวนี้เขาสวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้า แต่มาริจำรูปร่างและเครื่องแต่งกายของเขาได้ไม่ลืม
มาริแอบซ่อนตัวอยู่หลังเสา ใจเต้นกระสับกระส่าย จะปล่อยให้คนร้ายไหวตัวก่อนไม่ได้ เธอต้องรีบไปเตือนหนุ่มข้างห้อง!
เท้าของมาริติดสปีดรีบวิ่งไปที่ลิฟต์ก่อนจะแตะคีย์การ์ดไปที่เซนเซอร์เพื่อสั่งการ ระบบของที่นี่จะจำได้ว่าคีย์การ์ดนี้เป็นของห้องไหนทำให้ไม่ต้องกดเลขชั้นเลย พลันสมองก็เริ่มคิดหาทางที่ว่าจะช่วยเหลือเขายังไงดี
วินาทีคอขาดบาดตายแบบนี้ คงต้องเล่นใหญ่สักหน่อยแล้วล่ะ!
ห้อง 1502
‘เอ็ม’ หนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในวัย 25 ปี นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นขณะที่คุยโทรศัพท์กับพี่สาว เขากำลังรายงานชีวิตที่แสนน่าเบื่อในวันนี้ให้เธอฟัง
[แล้วเป็นไง คอนโดที่ฉันเลือกให้โอเคมั้ย?]
“ก็ดี”
ถึงแม้จะตอบไปสั้นๆ แต่คอนโดที่ ‘แอล’ พี่สาวเพียงคนเดียวของเขาเลือกให้ก็ไม่เลวเลย
The Luminary เป็นคอนโด High-rise ระดับ Luxury ที่เน้นความเงียบสงบและความเป็นส่วนตัว แถมยังมีบาร์และสวนแนวตั้งบนชั้นดาดฟ้า การตกแต่งแบบมินิมอลก็ตรงกับสไตล์ของเขาพอดี
ส่วนที่เขาชอบที่สุดคือจำนวนยูนิตที่น้อยมากๆ แต่ละชั้นจะมีเพียง 4 ห้องเท่านั้น เอ็มไม่ชอบคนเยอะ มันเสียงดัง น่ารำคาญ และทำให้เขารู้สึกไม่เป็นตัวเอง การได้อยู่เงียบๆ สำคัญกับเขามากกว่าอะไรทั้งหมด
โชคดีที่ผู้อาศัยร่วมคอนโดรักความเป็นส่วนตัวเหมือนกัน ทำให้เขาไม่ต้องคอยเสแสร้งปั้นหน้าเป็นมิตร
ยกเว้นแต่สาวข้างห้องคนนั้น…ดูเธอไม่ปกติเอาเสียเลย เขาทั้งงุนงงและสับสนว่าทำไมเธอดูสนใจชีวิตของเขานัก ทุกครั้งที่เขาเปิดประตูออกไปรับของ เธอก็จะโผล่หน้าใสๆ นั้นออกมาทุกครั้งไป
แม้หน้าตาจะน่ารักขนาดไหน แต่เขาก็ไม่ชอบพวกสอดรู้สอดเห็นหรอกนะ
[แค่นั้นเองเหรอ นี่แกรู้มั้ยว่าราคามันแพงขนาดไหน แต่ฉันยอมจ่ายเพราะเห็นแก่ความปลอดภัยของแกหรอกนะ]
เสียงแหลมหวีดดังออกมาจากโทรศัพท์ เอ็มกลอกตาให้กับความขี้บ่นของคนที่อยู่ปลายสายก่อนจะตอบเสียงเรียบกลับไป
“ขอบพระคุณมากครับ”
[แล้วทางฝั่งนั้นได้ติดต่อแกมาบ้างมั้ย?]
“ไม่นะ เค้าอยากตัดขาดกับผมจะตาย จะมายุ่งอีกทำไม”
[ก็เพราะมันอยากตัดขาดกับแกไง ฉันถึงได้เป็นห่วงอยู่แบบนี้]
“ห่วงเรื่องตัวเองเถอะ บริษัทมันจะล้มเอาถ้าเจ้าของมัวแต่อู้งานแบบนี้”
[ปากแกนี่นะ! เสียแรงห่วงจริงๆ…]
ปึง! ปึง!
ติ๊งต่อง~
ทันใดนั้นเองเสียงเคาะประตูตึงตังพร้อมเสียงกดกริ่งดังขึ้นที่หน้าห้องของเอ็ม เขาชะงักไปเล็กน้อยเพราะไม่ได้นัดใครไว้แล้วก็ไม่น่าจะมีของมาส่งแล้ว
[ใครมาน่ะ?]
เสียงดังลอดผ่านไปถึงอีกฝั่งของคู่สาย น้ำเสียงของแอลเป็นกังวลเพราะช่วงนี้น้องชายของเธอกำลังเป็นที่หมายตาของใครบางคนอยู่
“ไม่รู้สิ…” เอ็มลุกขึ้นจากโซฟา หวังจะไปดูจออินเตอร์คอมที่ติดอยู่บนกำแพงเพื่อหาคำตอบว่าคนที่มาเคาะประตูคือใคร
เขาดึงโทรศัพท์ออกจากหูก่อนที่จะกดปุ่มเพื่อแสดงภาพ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วสงสัยเมื่อคนที่อยู่หน้าห้องเขาตอนนี้คือสาวน้อยเพื่อนบ้านของเขานั่นเอง
“ขอโทษนะคะ ขอเข้าไปหน่อยได้มั้ยคะ!?”
