4. รับผิดชอบ
ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สดชื่น นี่แหละน้าเค้าบอกว่าจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว แค่รู้ว่าจะได้ไปเจอคุณหมอ หัวใจมันก็รู้สึกชุ่มชื่นอย่างบอกไม่ถูก ฉันอาบน้ำแต่งตัวแต่งตัว แต่งหน้าอย่างพิถีพิถันจะได้ไปเจอคุณหมอทั้งที ฉันต้องสวยจากภายนอกสู่ภายใน สวยทั้งกายและใจ จนคุณหมอซันสุดหล่อไม่กล้ามองใครที่ไหน ฉันเดินลงมาจากชั้นบนซึ่งทำเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่นซึ่งมีจอทีวีขนาดใหญ่และชุดมินิโฮมเทียเตอร์ไว้สำหรับดูหนังโดยเฉพาะ ห้องน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีอ่างจากุชชี่เพราะฉันชอบนอนแช่น้ำอุ่น จุดเทียนหอม ฟังเพลงชิลๆ หลังปิดร้าน
“คุณหนูตื่นเช้าจังเป็นยังไงบ้างคะ” ป้าแก้วเปิดประตูเข้ามา ในมือถือปิ่นโตอาหารมาด้วย ป้าแก้วจะมาช่วยงานที่ร้านในตอนกลางวัน พอปิดร้านก็กลับไปบ้านใหญ่ ซึ่งคุณพ่อของฉันพักอยู่ที่นั่น ส่วนฉันขอพักอยู่ที่ร้านเพราะเวลาที่ฉันคิดสูตรขนมหรืออาหารใหม่ๆได้ ก็จะลงมาที่ห้องครัวขนาดใหญ่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ทำอาหารราคาแพง และมีทุกอย่างครบครัน แรกๆ พ่อก็เป็นห่วงที่ฉันอยู่ที่นี่คนเดียว แต่ที่นี่อยู่ศูนย์กลางความเจริญในจังหวัดโรงพยาบาลรัฐก็อยู่ตรงข้าม ที่สำคัญกล้องวงจรปิดหน้าร้านเชื่อมต่อกับที่บ้านใหญ่หากพบอะไรผิดปกติ พี่เชิดจะสั่งลูกน้องที่อยู่ใกล้ๆ ออกมาที่ร้านทันที
“ดีขึ้นแล้วค่ะป้าแก้ว นั่นมีอะไรทานบ้างคะอะไรคะเยอะแยะเลย หิวจัง” เมื่อคืนฉันเป็นคนรบเร้าให้ป้าแก้วกลับบ้านใหญ่เพราะอยากให้ป้าแก้วดูแลทางโน้นมากกว่า ป้าแก้วจะเป็นหัวหน้าแม่บ้านดูแลเรื่องอาหารการกินของคุณพ่อและความสะอาดในบ้านใหญ่ ส่วนฉันหลังจากกินยาก็ดีขึ้นมากทีเดียว ฉันเอามือกุมท้อง ฝีมือการทำอาหารไทยของป้าแก้วไม่เป็นสองรองใคร กลิ่นหอมของอาหารเรียกน้ำย่อยของฉันได้ดี
“วันนี้ป้าทำข้าวต้มทรงเครื่อง มีผัดยอดฟักแม้วหมูสับด้วยค่ะ” ป้าแก้วเดินเข้าไปเอาถ้วยชามในครัวและเตรียมอาหารเช้าให้ฉัน เสียงเคาะประตูกระจกดังขึ้น ฉันหันไปตามเสียง
“นั่นคุณสไมล์นี่คะ มาแต่เช้าเลย” สมหมาย หรือชื่อในวงการสไมล์ ชายหนุ่มหัวใจสาว เพื่อนรักของฉันสมัยมัธยม ตอนนี้นางเป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย จึงต้องแอ๊บแมนเพื่ออยู่ในสังคม แต่นางจะมาปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงกับฉันเท่านั้น
“เฮ้ ชะนี ได้ยินว่าป่วย เป็นไงบ้าง” สไมล์เดินเข้ามานั่งข้างๆ ฉัน
“พอดี คุณสไมล์เจอป้าที่ตลาด ป้าเลยบอกน่ะค่ะ เดี๋ยวป้าขอไปทำความสะอาดห้องคุณหนูนะคะ” ป้าแก้วบอกและเดินขึ้นไปชั้นบนปล่อยให้ฉันอยู่กับเพื่อนตามลำพัง
“ดีขึ้นแล้วแก กินข้าวเช้าด้วยกันสิ แกรีบไหม”
“ไม่รีบเท่าไหร่ วันนี้ไม่มีสอนเช้าแต่มีประชุมตอนสิบเอ็ดโมง”
“มีเรื่องเม้าท์” ฉันทำหน้าเขินๆ กัดปากอมยิ้ม สไมล์หรี่ตามองฉันอย่างสงสัย
“เรื่องผู้ล่ะสิ ร้อยวันพันปีเคยชอบใครซะทีไหน ถ้าไม่รวมไอ้ต้น” พูดถึงต้นเพื่อนชายสมัยมัธยม บุคคลที่ทำให้ชีวิตฉันมีรอยร้าว ฉันอึ้งไป เพราะแทบจะลืมชื่อนี้ออกไปจากความทรงจำแต่พอมีใครสะกิดเผลอเก่าขึ้นมาอีก มันก็รู้สึกหน่วงๆ ไม่น้อย สไมล์จึงรีบขอโทษขอโพย
“เฮ้ยๆ ขอโทษ เล่ามาสิ ใครทำให้คุณหนูลักษณ์นาราหวั่นไหวถึงขนาดนี้” นางทำแววตาใคร่รู้
“เมื่อคืนฉันตัวร้อนมาก ป้าแก้วพาฉันไปที่โรงพยาบาลแล้ว....แล้ว.....” ฉันกุมมือบิดตัวไปมา เขินจนพูดไม่ออก ราวกับสาวน้อยที่กำลังมีความรัก แต่พูดก็พูดเถอะตอนนี้อายุไม่ใช่สาวน้อยแล้ว สไมล์มองอย่างหมั่นไส้ที่ฉันมัวอ้ำอึ้งไม่ยอมพูดอะไรต่อสักที
“อีบ้า! มัวบิดอยู่นั่นแหละ กว่าแกจะเล่าฉันฟังคงไปถึงมหา’ลัยแล้ว ชาตินี้จะได้ฟังไหมเนี่ย แล้วไงเจอผู้เป็นเวรเปลไรงี้เหรอ”
“อ่าวอีนี่ ไปโรงพยาบาลก็เจอหมอสิ” พวกเรามักจะคุยกันเป็นภาษาดอกไม้ (สีทอง) เพราะสนิทกันมากจนรู้ไส้รู้พุง ตอนที่ฉันไปเรียนที่สถาบันทำอาหารที่ฝรั่งเศสเราก็ติดต่อกันตลอด สไมล์จึงเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของฉัน
