อิไล EP.8
เมื่อถึงเวลามื้ออาหารค่ำ อิไลนั่งทานอาหารอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง หลังจากที่ทรอยกับทุกคนกลับไปแล้ว คนตัวเล็กกลับมีความรู้สึกราวกับว่าตนอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้เพียงคนเดียว เนื่องจากตั้งแต่มาถึงที่นี่ เขายังไม่เห็นแม้แต่เงาเจ้าของบ้านโผล่หน้ามาให้รู้จักเลย
สุดท้ายอิไลก็ทานอาหารอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายจนอิ่ม ก่อนจะไปจัดการอาบน้ำชำระล้างร่างกายของตน โดยลืมไปว่าไม่ได้เอาเสื้อติดตัวมาเลยสักชุดเดียว ทำให้ต้องหาเสื้อผ้าที่คุณไทเลอร์บอกว่าเตรียมไว้ให้โดยไม่ต้องกังวล
แต่เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้ากลับพบว่ามันมีเพียงแค่ชุดผ้าคลุมยาว ราวกับชุดกระโปงของหญิงสาวสีขาวอยู่เต็มตู้ แถมชุดชั้นในก็ไม่มีสักชิ้น ทว่าถึงจะบ่นไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี แต่ก็อดที่ถอดหายใจออกมาไม่ได้
เฮ้อ...
อิไลถอนหายยาว มือเรียวก็หยิบชุดมาสามใส่ทั้งยังแอบขุ่นเคือง คนที่จัดเตรียมเสื้อผ้าให้ เมื่อมองดูตัวเองในกระจกบานใหญ่
“ดูไปแล้วก็คล้ายกับชุดฮันบกของชาวเกาหลีเลยนะเนี่ย เพียงแต่ไม่มีกางเกง แถมไม่มีชุดชั้นในอีก มันรู้สึกโล่ง ๆ แปลก ๆ เนี่ยสิ เฮ้อ” อิไลบ่นกับตัวเองเบา ๆ ก่อนถอนหายใจดังอีกครั้ง
ดีที่ชุดคลุมมันยาวถึงตาตุ่มของเขา ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าออกไปไหนแน่ ๆ และที่น่าแปลกคือที่นี่ไม่มีโทรศัพท์ แล้วถ้าหากเจ้าของคฤหาสน์ต้องการอะไรเพิ่มจะทำอย่างไร หรือว่าจะรอเพียงของมาส่งแล้วค่อยบอกอย่างนั้นเหรอ
คนตัวเล็กได้แต่ขบคิด เพราะอยากจะโทรหาไทเลอร์เหลือเกิน เพื่อจะขอชุดชั้นในเพิ่มสักชุดสองชุดก็ยังดี แม้จะคิดไปก็ต้องรออยู่ดี ร่างเล็กจึงเริ่มทำใจ
“ช่างเถอะ…ก็ดีกว่านอนตัวเปลือย” อิไลบ่นไปแต่งตัวไปด้วยความไม่มั่นใจ ดวงตากลมมองดูตัวเองในกระจกอยู่นานสองนาน
แต่งตัวเสร็จแล้วก็เดินไปยังริมหน้าต่าง พลางมองไปที่พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน วันนี้เป็นวันเกิดของเขากับน้องชาย ไม่รู้ว่าคนที่กำลังรอเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง หวังว่าคุณไทเลอร์จะทำอย่างที่รับปากไว้จริง ๆ
อิไลได้แต่ครุ่นคิด และเหม่อมองออกไปอย่างล่องลอย มือบางเอื้อมไปหยิบช่อดอกแอสเธอร์สีม่วง ที่ตนเพิ่งเก็บมาจากสวนด้านหลังของคฤหาสน์เมื่อช่วงเย็น เนื่องจากว่าเขาชอบไม้ดอกชนิดนี้อยู่แล้ว
เขาเด็ดเพียงดอกของมันมาทัดที่หูดอกหนึ่งดู ก่อนจะได้ยินเสียงบางอย่างผ่านประตูหน้าห้อง เสียงเคลื่อนไหวคล้ายกับอะไรสักอย่างที่ชื้นแฉะ ถูไปกับพื้นที่มีน้ำเจิ่งนองเป็นวงกว้าง อิไลตื่นตระหนกเล็กน้อยหันไปมองยังต้นเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที
เท้าเล็กจะค่อย ๆ เดินไปยังประตูห้องแบบย่องเบาราวกับเท้าแมว ก่อนจะเงี่ยหูฟังเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่ แม้จะรู้สึกกลัว และหวาดหวั่น แต่ทว่าภายใจกลับคิดว่าอาจจะเป็นเจ้าของคฤหาสน์ก็ได้ ที่แอบทำอะไรแปลก ๆ อยู่คนเดียว
เนื่องจากห้องของเขาก็อยู่ติดกับหนังสือ ซึ่งอยู่ชั้นล่างของห้องเจ้าของคฤหาสน์ และเพราะว่าห้องหนังสือสามารถทะลุผ่านห้องเจ้าของคฤหาสน์ได้ตามที่คุณทรอยบอกไว้ จึงห้ามเขาเข้าห้องหนังสือโดยมิได้รับอนุญาต
อิไลปลอบใจตัวเอง แม้เสียงที่ได้ยินจะฟังดูน่ากลัวคล้ายกับหนังสยองขวัญ แต่ทว่าเจ้าตัวก็ยังเปิดประตูออกมาดูอยู่ดี
ดวงตากลมพยายามมองหาที่มาของเสียง ทว่ากลับไม่พบอะไรผิดปกติ แต่เสียงนั่นก็ยังคงดังอยู่ ก่อนที่เท้าเล็กจะเดินตามเสียงนั้นไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
มันอยู่ใต้บันไดทางขึ้นไปชั้นสอง และอยู่ติดกับห้องเก็บของ ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้มาก่อนว่ามีห้องลับใต้ดิน เพราะคนที่พาทัวร์คฤหาสน์ไม่ได้บอก
“คุณทรอยไม่เห็นบอกเลยว่าที่คฤหาสน์หลังนี้มีห้องใต้ดินด้วย” อิไลพึงพำกับตัวเองเบา ๆ แต่ดวงตากลมยังคงสอดส่องลงไปด้านล่าง
คนร่างเล็กมองไปรอบ ๆ เพื่อสำรวจ ถึงแม้จะรู้สึกหวาดกลัว และหวาดระแวงกับสถานการณ์ ความคิดสองจิตสองใจกำลังตีกันอยู่ในหัว ทว่าก็ยังไม่ยอมหันกลับ
สองขาเล็กก้าวลงบันไดไปเรื่อย ๆ แม้ว่าเส้นทางเบื้องหน้าจะมืดสนิท แต่ทว่าความอยากรู้อยากเห็นกลับมีมากกว่า ตนจึงเลือกเดินตามเสียงนั้นไปอย่างระแวดระวัง
มือบางคลำกำแพงในความมืด และเดินไปตามเส้นทางจนพบกับคบเพลิงซึ่งอยู่บนผนัง มือเล็กเอื้อมไปหยิบมันมาติดไฟ และเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ตามเสียงน่าสงสัยนั้น จนกระทั่งถึงห้องห้องหนึ่ง ดวงตากวางมองไปยังรอบ ๆ ห้องอย่างสงสัย ก่อนจะตั้งคบเพลิงไว้ที่ริมกำแพงทางเข้า ทันใดนั้นประตูหินใหญ่ก็ปิดลงทันทีที่วางคบเพลิงลง ราวกับเป็นกลไกอัตโนมัติ
อิไลตื่นตระหนกหันไปมองทางที่ตนเพิ่งเดินเข้ามาเมื่อครู่ แต่วิ่งกลับออกไปไม่ทัน มือบางตบหินใหญ่รัวตะโกนร้องขอความช่วยจากด้านนอก พร้อมทั้งคลำหาทางเปิดประตูหินตรงหน้า แต่กลับไม่พบ
ร่างเล็กจึงหันกลับมาภายในห้องอีกครั้ง ก่อนจะสังเกตเห็นว่ามีแท่นหินใหญ่อยู่ตรงกลาง มีฐานรองสูงประมานครึ่งหน้าแข้ง
อิไลเดินไปเดินมาหน้าแท่นหินที่คล้ายกับเตียงนอนนั้น เงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องที่เปิดโล่งเป็นทรงกลม คล้ายกับปากบ่อน้ำขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ มีแสงจันทร์จากด้านนอกส่องลงมาตรงกับแท่นหินใหญ่พอดี และยังสามารถมองเห็นดวงจันทร์บนท้องฟ้ายามค่ำคืนได้อย่างชัดเจน ราวกับว่ามันถูกสร้างไว้เพื่อมองดวงจันทร์โดยเฉพาะ
มือบางวางช่อดอกไม้ที่ติดมาด้วยไว้บนแท่นศิลา ทั้งที่สายตายังจับจ้องมองดวงจันทร์อยู่ ก่อนที่ดวงจันทร์มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง
เท้าเล็กซึ่งยืนอยู่บนฐานด้านล่าง ไม่รู้เลยว่าน้ำมากมายกำลังซึมขึ้นมาจากใต้พื้นอย่างรวดเร็ว ราวกับมีคนปล่อยน้ำเข้ามาภายในห้องอย่างเงียบ ๆ กว่าตนจะสังเกตเห็น น้ำก็เปียกฝ่าเท้าเสียแล้ว
ดวงตากลมเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกอีกครั้ง เท้าเล็กรีบปีนป่ายขึ้นไปบนแท่นหิน เพื่อหาที่ยืนทันทีโดยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
........
