บท
ตั้งค่า

อิไล EP.7

ในระหว่างที่เรือยอร์ชกำลังแล่นอยู่กลางทะเลอันกว้างใหญ่ และมุ่งหน้าไปยังเกาะส่วนตัวของตระกูลเซอร์วินเทรีย คนที่รับงานแบบไม่ทันได้ตั้งตัวเหม่อมองออกไปยังท้องทะเลสีฟ้าคราม ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความกังวล และความสับสน รวมไปถึงความกลัวกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ในตอนนี้

เขาไม่รู้ว่าสิ่งทำลงไปนั้นมันดีแล้วหรือยัง แล้วมันจะคุ้มค่าไหมสำหรับการตัดสินใจในครั้งนี้

“คุณอิไลคิดอะไรอยู่เหรอครับ” ทรอยหรือชายหนุ่มที่ไปรับอิไลจากโรมแรมเมื่อตอนสิบโมงเช้า เดินมายืนข้าง ๆ ก่อนจะเอ่ยถาม เมื่อเห็นสีหน้าของคนตัวเล็กที่เหมือนกำลังคิดอะไรหนัก ๆ

สายตาที่เหม่อมองออกไปยังท้องทะเลอย่างล่องลอย ทำให้คนมองถึงกับรู้สึกไม่ดีที่รู้ว่าคนตัวเล็กจะต้องเจอกับอะไร เมื่อไปถึงเกาะนั่น

“คือว่า ผมเป็นห่วงน้องชายน่ะครับ อันที่จริงแล้วผมกับน้อง เราไม่เคยอยู่ห่างกันมาก่อน แล้วน้องชายของผมก็ป่วยเป็นโรคประหลาดด้วย ผมเลยเป็นห่วง ไม่อยากให้เขาต้องอยู่คนเดียว” คนตัวเล็กกล่าวตอบเสียงเศร้า แม้ว่าสายตาจะยังคงจ้องมองออกไปยังท้องทะเล

“เรื่องนั้น คุณไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะครับ เพราะคุณไทเลอร์ได้บอกผมไว้แล้วว่า เมื่อส่งคุณถึงคฤหาสน์บนเกาะและจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ให้ผมไปรับตัวน้องชายของคุณก่อนกลับคฤหาสน์ได้เลย”

ทรอยเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร และแสดงความจริงใจที่สุดเท่าที่ตนจะแสดงออกมาได้ ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเสีย วันนี้ก็คงไปรับน้องชายของคนร่างเล็กหน้าไม่ได้ แต่เพราะรู้สึกเห็นใจจึงยอมเอ่ยแบบนั้นให้อีกฝ่ายสบายใจ

“ถ้าอย่างนั้นผมก็วางใจครับ ผมฝากคุณทรอยช่วยดูแลน้องชายของผมด้วยนะครับ ผมเหลือเขาเพียงคนเดียวที่เป็นคนในครอบครัว” คนตัวเล็กเอ่ยกับชายหนุ่ม เพราะรู้สึกเชื่อใจและมั่นใจอีกฝ่าย ทั้งที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่ถึงวันด้วยซ้ำ

“ยินดีครับ แต่ผมว่าตอนนี้คุณควรไปพักผ่อนก่อนนะครับ คุณคงจะตื่นเต้น แล้วก็ตกใจที่ต้องเริ่มงานกระทันหันอีกตั้งชั่วโมงกว่าจะถึง ผมว่าคุณน่าจะพักผ่อนให้สบายใจก่อนนะครับ” ทรอยตอบรับ

สายตาคมสีเหลืองทองอ่อน มองเสี้ยวใบหน้าหวานของคนตัวเล็กด้วยความเป็นห่วง และหลงใหลในความงดงามของคนตรงหน้า จะว่าไปเด็กคนนี้ก็มีความเหมือนกับคน ๆ นั้นเลยไม่มีผิด ต่างกันเพียงแค่สีตากับส่วนสูงเท่านั้นเอง

“ครับ ขอบคุณคุณทรอยมากนะครับที่เตรียมทุกอย่างให้” คนตัวเล็กตอบ ก่อนส่งรอยยิ้มหวานทรงเสน่ห์ให้อีกฝ่ายอย่างลืมตัว

อิไลไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่ารอยยิ้มของตน มันทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงขนาดไหน ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะต้องเข้าพิธีเป็นเจ้าสาว ให้กับบุตรชายคนโตของตระกูลเซอร์วินเทรียโดยที่ไม่รู้ตัวเลยก็ตาม เพราะไม่รู้ว่าคน ๆ นี้จะเป็นบุคคลที่พวกเขาตามหาอยู่หรือเปล่า

ถึงอย่างเสียไรเสีย ถ้าหากคนตัวเล็กไม่ได้เป็นบุคคลนั้น พวกเขาก็ไม่สามารถปล่อยให้อีกฝ่ายมีชีวิต หรือปล่อยให้ออกจากเกาะได้เช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครร่วงรู้เรื่องคำสาป แม้ว่าอีกใจของตนจะอดรู้สึกสงสารอีกฝ่ายไม่ได้ แต่จะให้ทำอย่างไร ในเมื่อทุกคนที่อยู่ในตระกูลเซอร์วินเทรียต้องทุกทรมานมาเป็นร้อยปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสาวใช้ หรือทุกคนที่ทำงานให้กับตระกูลนี้ ล้วนต้องคำสาป และกลายเป็นอสูรกาย หรือเป็นสัตว์ประหลาดในทุก ๆ คืนที่พระจันทร์เต็มดวง เว้นก็แต่บุตรชายทั้งสองของท่านเอิร์ล…

ท่านแอสเธอร์ บุตรชายคนโต และท่านลูเซียน บุตรชายคนเล็กของตระกูลเซอร์วินเทรียนั้นต้องแบกรับคำสาป กลายเป็นอสูรกายไปตลอดชีวิต จนกว่าจะพบผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ถึงจะถูกปลดปล่อยทั้งคนจากคำสาปนั้น

โดยผู้นั้นจะต้องมีหยดน้ำตาของนางเงือก ตามคำสั่งเสียสุดท้ายท่านเอิร์ลก่อนจะสิ้นใจ เมื่อร้อยห้าสิบปีก่อน และในปีนี้ตามคำทำนายของโหราศาสตร์ จะมีพระจันทร์สีเลือดเกิดขึ้นถึงสองครั้ง และคืนนี้ก็เป็นคืนแห่งพระจันทร์สีเลือด

‘วิธีการทำลายคำสาป จะต้องให้มนุษย์ที่ถูกเลือกจากดวงจันทรา ดื่มหยดน้ำตาของนางเงือก และให้บุตรชายสองของเรา ดื่มเลือดของเจ้าสาวในคืนพระจันทร์สีเลือด และทุกคนจะเป็นอิสระจากคำสาป เราขอโทษที่ทำให้พวกเจ้า พลอยต้องคำสาปกับสิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ตั้งใจ เพราะเรารักซาลาเซีย จึงได้ทำเรื่องโง่เขลาลงไป เราขอโทษ’

นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนท่านเอิร์ลจะจากไป ตามที่มาร์กาเร็ตบอก

ถึงแม้ว่าตัวของเขาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสาปนั้น แต่ทว่าป้าของเขาก็โดนคำสาปนั้นไปด้วย และเขาเองก็รักทุกคนเหมือนกับคนในครอบครัว

เมื่อเรือยอร์ชจอดแทบท่าชายฝั่งในช่วงบ่ายโมงตรงพอดี ทรอยก็ให้คนยกของทั้งหมดของอิไลลงจากเรือ และเอาไปไว้ในคฤหาสน์ ส่วนตัวของเขาก็พาคนร่างเล็กเดินทัวร์คฤหาสน์ และชี้แจ้งรายละเอียดต่าง ๆ อย่างคร่าว ๆ ให้อีกฝ่ายฟัง

คฤหาสน์หลังนี้เป็นคฤหาสน์สามชั้น มีห้องนอนทั้งหมดสิบเจ็ดห้องมีห้องโถงกว้างขวาง ห้องรับแขกที่หรูหรา ห้องหนังสือ ห้องนั่งเล่นและห้องครัว โดยชั้นบนสุดมีห้าห้องใหญ่ ชั้นสองมีเก้าห้อง มีห้องนั่งเล่นตรงกลางคล้ายกับห้องโถงด้านล่างแต่เล็กกว่า

ชั้นล่างสุดมีห้องนอนสามห้องใหญ่ติดกับห้องหนังสือ แยกออกไปทางปีกขวาของคฤหาสน์สองห้อง และติดกับห้องรับแขกแยกออกไปทางปีกซ้ายของคฤหาสน์หนึ่งห้อง ถัดไปอีกจะเป็นห้องครัวซึ่งอยู่ติดกับห้องรับแขก

ห้องโถงใหญ่อยู่ตรงกลางคฤหาสน์ และมีบันไดแยกซ้ายขวา มีหอคอยอยู่ด้านหลังของคฤหาสน์ ในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังอธิบาย

คนตัวเล็กก็กำลังคิดว่าคฤหาสน์หลังนี้ดูน่ากลัวมากกว่าที่คิด แม้ว่าจะมีของตกแต่งราคาแพงมากมายที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ ตัวของคฤหาสน์ก็ดูเก่า และโบราณราวกับสร้างมาเป็นร้อยปี แต่ทุกอย่างกลับดูสะอาดตาและทันสมัยอยู่ไม่น้อย เว้นเสียแต่ที่นี่ไม่มีโทรศัพท์ติดต่อกับโลกภายนอก

“คุณอิไลมีตรงไหนไม่เข้าใจไหมครับ?” ทรอยหันมาถามคนตัวเล็กทันที เมื่อเห็นท่าทีของคนฟังกำลังเหม่อลอย

“ไม่… ไม่มีครับ” คนตัวเล็กสะดุ้งเล็กน้อย ด้วยสีหน้าที่มีความตกใจ และดูมีความลังเล ก่อนจะกล่าวถามคำถามคาใจอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “คะ คือว่าทำไมที่คฤหาสน์หลังนี้ดูเหมือนไม่มีใครอยู่เลยล่ะครับ แม้ว่าทุกอย่างจะดูสะอาดสะอ้าน แต่กลับไม่เห็นเมด หรือคนดูแลคนอื่น ๆ เลย”

“จริง ๆ แล้ว คุณแอสเธอร์ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายน่ะครับ พอมีคนมาทำความสะอาดเสร็จก็ต้องกลับแผ่นดินทันที เลยทำให้ที่นี่ดูเงียบสงบ คุณคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ?” ทรอยตอบคำถามของคนร่างเล็กแบบยิ้ม ๆ แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มมาก

“ถ้าอย่างนั้นก็เท่ากับว่าผมต้องอยู่ที่นี่เดียว กับคุณแอสเธอร์โดยลำพังสินะครับ” อิไลตอบเสียงเศร้า และแอบกังวล

“ใช่ครับ ผมต้องไปแล้ว คุณอิไลดูแลตัวเองด้วยครับ” ทรอยกล่าวพร้อมกับใช้มือหนาลูบศีรษะเล็กอย่างเอ็นดู ราวกับว่าคนตรงหน้าเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ก่อนจะบอกลาอีกฝ่าย

“ครับ คุณทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กเลยนะครับ” อิไลเอ่ยตอบ พร้อมกับทำแก้มป่องเล็กน้อยใส่คนตัวใหญ่ ทำให้ทรอยรู้สึกยิ่งเอ็นดูคนตรงหน้าเข้าไปอีกกับท่าทางนั้น

“อ้อ! ผมเกือบลืมบอก ทุก ๆ ต้นสัปดาห์จะมีคนเอาอาหารกับของใช้จำเป็นมาส่งที่หน้าคฤหาสน์นะครับ ผมเองก็อาจจะมาด้วย แต่คงไม่ใช่ทุกครั้ง” ทรอยกล่าวด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง

“เข้าใจแล้วครับ” คนตัวเล็กตอบรับด้วยน้ำเสียงร่าเริงขึ้นเล็กน้อย

“งั้นผมไปก่อนนะครับ” ทรอยกล่าวลาอีกครั้ง

“เอ่อ… คุณทรอยครับ คะ.. คือว่า...ผมขอฝากสิ่งนี้ให้กับน้องชายของผมหน่อยได้ไหมครับ เพราะว่าวันนี้ผมต้องย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่กระทันหัน วันนี้ผมคงไม่ได้พบน้องชายของผมแล้ว เพื่อจะมอบของสิ่งนี้ให้กับเขา ผมขอรบกวนคุณมอบมันให้กับน้องชายของผมแทนได้ไหมครับ” อิไลเอ่ยรั้งชายหนุ่มไว้อีกครั้ง ก่อนจะส่งจี้สร้อยคอรูปหยดน้ำสีแดงให้กับทรอย พร้อมบอกเหตุผล

ลักษณะของจี้รูปหยดน้ำ ปลายหัวแหลมมีผนึกปิดอยู่ และมีห่วงไว้ใส่สายสร้อย ตัวจี้มีขนาดเท่านิ้วก้อยเรียวยาวประมาณนิ้วครึ่ง

“…” ทรอยรับจี้สร้อยเส้นนั้นด้วยความงุนงง เมื่ออิไลเอามันยัดใส่มือหนาอย่างถือวิสาสะ สีหน้าเรียบนิ่งมองไปยังใบหน้าหวานของคนตัวเล็กที่กำลังยิ้มร่าเริงสดใส โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้เลยว่าเรื่องราวน่าตื่นเต้นกำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

“มันคือน้ำตานางเงือกครับ พ่อให้ผมกับน้องชายคนละอันในวันเกิดเมื่อเจ็ดปีก่อน ตอนที่ผมอายุสิบแปดปีเต็มพอดีน่ะครับ ความจริงแล้วผมกับน้อง เราเกิดวันเดียวกันเพียงแต่คนละปีเท่านั้นเอง พ่อบอกกับผมว่า ให้มอบจี้สร้อยอันนี้ให้กับน้องชาย เมื่อเขาอายุแปดปีเต็มเท่านั้นครับ ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ผมจึงเก็บมันไว้กับตัวมาตลอด วันนี้เป็นวันที่มันจะกลับคืนสู่เจ้าของตัวจริง แต่ผมกลับต้องมาอยู่นี่ซะก่อน ดังนั้นผมคงต้องขอรบกวนคุณทรอยแล้วล่ะครับ” อิไลบอกเล่ารายละเอียด เพื่อให้ชายหนุ่มคลายความสงสัย ก่อนจะชูจี้สร้อยแบบเดียวกัน แต่เป็นสีเหลืองทองให้ทรอยดู

ชายหนุ่มมองดูด้วยสีหน้าที่ตกตะลึงเล็กน้อย เพราะตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจากปากของคนตัวเล็กตรงหน้า แต่ก็เก็บอาการเอาไว้ไม่แสดงออกมาให้เห็น เมื่ออีกฝ่ายอธิบายจบ ทรอยก็รีบกล่าวลาทันทีอีกครั้งอย่างเร่งรีบ

“ผมต้องรีบไปแล้วเดียวจะไม่ทันเวลา ผมไปก่อนนะครับ” ในที่สุดเขาก็พบแล้ว สิ่งที่พวกเขารอคอยมานานกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปี

ทรอยรีบเดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเคลียด เพราะคืนนี้เป็นคืนแห่งพระจันทร์สีเลือด ก่อนที่ทรอยจะหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วต่อสายไปยังพ่อบ้านหนุ่มไทเลอร์ทันทีด้วยความร้อนรน

“คุณไทเลอร์ ผมเจอผู้ที่ปลดปล่อยคำสาปให้ท่านลูเซียนแล้วครับ”

...........

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel