อิไล EP.3
สุดท้ายแล้ววันนี้อิไลก็ยังหางานไม่ได้ ตลอดทั้งวันที่พยายามเดินสมัครงานจนไกลออกไปถึงอีกหมู่บ้าน กระทั่งช่วงบ่ายอิไลต้องกลับบ้านด้วยความอ่อนเพลีย เพราะความรู้สึกที่เหนื่อยล้ามากกว่าปกติ เขารู้สึกว่าร่างกายอ่อนแรงไปหมด หรืออาจเป็นเพราะช่วงนี้เขาพักผ่อนไม่เพียงพอก็เป็นได้
แต่เมื่อเปิดประตูบ้านกลับพบว่าน้องชายนั่งอยู่ที่โต๊ะทานอาหารจ้องมองมายังตน ด้วยสีหน้าที่เหมือนกับจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับยังไม่ยอมเอ่ย ในมือถือจดหมายที่ดูแปลกตาฉบับหนึ่ง มันดูเก่าราวกับหลุดมาจากภาพยนตร์ในยุคสมัยของจอภาพยังเป็นสีขาวดำอยู่เลยด้วยซ้ำ
“พี่ครับ วันนี้มีจดหมายเขียนมาถึงพี่น่ะครับ” คนเป็นน้องเอ่ยบอกพี่ชายพร้อมกับยื่นซองจดหมายฉบับนั้นให้ ด้วยสีหน้าที่ดูลังเลเล็กน้อย
“ทำไมวันนี้นายถึงกลับมาเร็วล่ะ?” อิไลเอ่ยถามกลับไปอย่างสงสัยที่เห็นอีกฝ่ายกลับบ้านเร็วกว่าปกติ พร้อมกับเดินไปหยิบซองจดหมายฉบับนั้นจากมือเรียวของน้องชาย
“พอดีวันนี้ อาจารย์ยกเลิกชั่วโมงเรียนคาบสุดท้ายน่ะครับ แล้วก็ไม่มีกิจกรรมอะไรต่อแล้วด้วย เพราะใกล้จะสอบปลายภาคเรียนแล้ว เลยกลับมาเร็วกว่าปกติน่ะครับ” คนเป็นน้องรีบอธิบายเพื่อให้พี่ชายสบายใจ
“อืม…เป็นแบบนั้นก็ดีแล้ว พี่คิดว่านายจะไม่สบายซะอีก” อิไลตอบรับในลำคอ ก่อนจะเอ่ยกับน้องชายด้วยสีหน้าเป็นห่วง
อิไลพลิกซองจดหมายกลับไปกลับมา เพื่อดูว่ามันถูกส่งมาจากที่ไหน แต่มันมีเพียงแค่ชื่อของผู้รับ ก่อนมือเรียวแกะผนึกของจดหมายลึกลับ และเปิดอ่านข้อความด้านใน
ซองจดหมายฉบับนี้ มันมีลักษณะที่แตกต่างจากซองจดหมายทั่วไป อีกอย่างเขาก็ไม่เคยมีจดหมายมาส่งที่บ้านอยู่แล้วด้วย
จดหมายฉบับนี้มีลักษณะเป็นสีเหลืองนวลเก่า ๆ คล้ายกับกระดาษที่คนโบราณเขาใช้กัน ราวกับหลุดมาจากยุคศตวรรษที่สิบสามสิบสี่ ซึ่งเป็นยุคที่เพิ่งจะเริ่มมีกระดาษใช้ มันมีหยดเทียนสีแดงปิดผนึกหน้าซองด้วยเหรียญตราประทับ
อักษรตัวแซดตัวใหญ่อยู่ตรงกลาง มีลายดอกไม้เล็ก ๆ จาง ๆ ล้อมรอบตัวแซดด้วย ดูแล้วน่าจะเป็นตราประจำตระกูลมากกว่าจะเป็นตราประทับของสำนักงานทั่วไป เพราะสมัยนี้สำนักงานทั่วไปน่าจะใช้น้ำหมึกประทับตรากันแล้ว
อิไลแกะจดหมายอย่างระมัดระวัง เพราะสีที่เก่าจนกลัวว่ามันขาดถ้าแกะไม่ดี
ถึง คุณคลาร์ก
ทางเราได้รับข้อมูลของคุณผ่านทางเว็ปไซต์จัดหางาน เราสนใจประวัติของคุณ จึงอยากให้คุณมาร่วมงานกับเรา เราต้องการพ่อบ้านที่มีคุณสมบัติแบบคุณ หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกัน เราจึงติดต่อขอสัมภาษณ์คุณในวันอาทิตย์ที่ใกล้จะถึงนี้ เวลาสิบโมงเช้า เบอร์ติดต่ออยู่ด้านล่างของจดหมาย โปรดติดต่อเราเมื่อคุณมาถึงลอนดอน
ด้วยความยินดี
เซอร์วินเทรีย
โทร xxx-xxx-xxxx xx/xx/xxxx
ใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มในทันที เมื่อได้อ่านเนื้อหาข้อความของจดหมาย ถึงแม้เนื้อหาข้อความมันจะสั้นไปหน่อย แต่ก็อดดีใจไม่ได้อยู่ดี
“ข้อความในจดหมายเขียนว่ายังไงบ้างเหรอครับพี่” คนเป็นน้องเอ่ยถามทันทีที่เห็นรอยยิ้มหวานดูมีความสุขของพี่ชาย
“ในจดหมายเขียนว่า ให้พี่ไปสัมภาษณ์งานเป็นพ่อบ้านในเมือง วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ตอนสิบโมงเช้าน่ะ” คนเป็นพี่ตอบ แววตาเป็นประกายแสดงถึงความดีใจ และตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
“วันอาทิตย์ที่จะถึง?” คนเป็นน้องทวนคำด้วยใบหน้าสงสัย ทำท่าทางเหมือนกำลังคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อ “แล้วจดหมายส่งมาตั้งแต่วันไหนล่ะครับ”
เมื่อน้องชายว่าจบ เจ้าของจดหมายก็เลื่อนสายตาอ่านเนื้อความใหม่อีกครั้ง ก่อนจะเห็นวันเดือนปีที่จดหมายฉบับนี้ ถูกเขียนขึ้น ซึ่งอยู่ด้านล่างท้ายกระดาษ แต่ทว่าหน้าซองกลับไม่มีวันที่บนตราแสตมป์จากไปรษณีย์ ว่าถูกส่งมาตั้งแต่วันไหน
“ตั้งแต่วันพุธนะ” อิไลว่า
“งั้นก็วันอาทิตย์นี้ พี่ก็ต้องไปสัมภาษณ์งานแล้ว สิครับ! ว้าว...ดีใจด้วยนะครับ ที่พี่จะได้งานแล้ว ว่าแต่พี่ต้องไปทำงานที่ไหน แล้วพี่ต้องไปอยู่ที่นั่นเลยหรือเปล่า? แต่แปลกจังเลยนะครับ ที่เขาให้ไปสัมภาษณ์งานวันอาทิตย์” คนเป็นน้องเอ่ยด้วยความยินดี และถามคำถามรัวใส่อย่างตื่นเต้น
“ในจดหมายไม่ได้บอกข้อมูลอะไรเลย พี่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีเรื่องนี้อาจจะไว้คุยตอนสัมภาษณ์ หรือตกลงกันหลังสัมภาษณ์เสร็จก็ได้”
อิไลตอบน้องชายอย่างไม่มั่นใจนัก แต่คิดว่าคงจะเป็นข้อตกลงหลังจากที่เขาสัมภาษณ์ผ่านก็ได้ เขาถึงจะรู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป
“งั้นเรารีบกินข้าวกันเถอะครับ ผมเริ่มหิวแล้วด้วย พี่เองกลับมาเหนื่อย ๆ จะได้รีบพักผ่อนเหมือนกัน” คนเป็นน้องเห็นพี่ชายทำหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาจึงเปลี่ยนเรื่องชวนพี่กินข้าวดีกว่า เพราะพรุ่งนี้อีกฝ่ายต้องออกเดินทางแล้ว
เนื่องจากการเดินเข้าเมืองค่อนข้างใช้เวลาหลายชั่วโมง และเพื่อเตรียมตัวให้ทันเวลาสัมภาษณ์ เขาจึงเลือกที่จะเดินทางก่อนวันสัมภาษณ์หนึ่งวัน
“งั้นวันนี้พี่คงต้องพักผ่อนให้เต็มที่แล้วล่ะ เพราะวันพรุ่งนี้พี่จะต้องออกเดินทาง เพราะการเดินเข้าเมืองต้องให้เวลาหลายชั่วโมง เดี๋ยวจะไปไม่ทันเวลานัดสัมภาษณ์” อิไลเอ่ย ด้วยใบหน้าที่มีความสุขอีกครั้ง
“อื้ม” คนเป็นน้องเองก็ตอบรับพี่ชายอย่างมีความสุขเช่นกัน
หลังมื้อค่ำผ่านไป ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ โทนสีเทาขาว คนที่กำลังจะเดินทางในวันพรุ่งนี้ กำลังนั่งขบคิดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของตัวเอง เขาไม่รู้ว่ามันจะเพียงพอต่อการเดินหรือเปล่า อีกอย่างการเดินทางที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง และค่าที่พักในระหว่างรอวันไปสัมภาษณ์งานอีกหนึ่งคืน
แม้ว่าการเดินทางอาจจะใช้เวลาเพียงสองถึงสามชั่วโมง แต่ทว่าการรอให้รถออกจากสถานีกลับนานยิ่งกว่า เพราะต้องรอให้คนเต็มรถถึงจะออกไปยังปลายทางได้ ด้วยเหตุนี้อิไลจึงเลือกที่จะออกเดินทางในวันเสาร์แทน เพราะถ้าหากเขาจะไปวันที่นัดสัมภาษณ์เลย ก็กลัวจะไม่ทันเวลาที่นัด
ดวงตากลมมองดูเงินในกระปุกหมูน้อยที่เปิดฝาออกได้ ตอนนี้ตนเหลือเงินไม่มากแล้วด้วย เพราะต้องเก็บเงินสำรองค่ารักษาของน้องชาย อย่างไรเสียการไปสมัครงานในครั้งนี้ก็เป็นความหวังของเขาอยู่ไม่น้อย ถ้าได้ทำงานที่นี่ก็คงจะดี
อิไลมองออกนอกหน้าต่าง เห็นดวงจันทร์เวลานี้ใกล้จะเต็มดวงแล้ว แม้ไม่อยากคิดมากเรื่องความฝัน แต่ทว่าเขาก็ต้องทำใจอยู่นานกว่าจะตัดสินใจข่มตาหลับ เพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินหางานในวันนี้
“พ่อครับ แม่ครับ อลัน เราอยู่ที่ไหนกันทำไมมืดไปหมด” อิไลร้องตะโกนเรียกคนในครอบครัวสุดเสียง ท่ามกลางความมืดในบ้านหลังเก่าที่ตนเคยอยู่เมื่อเจ็ดปีก่อน ตอนนั้นเขายังเรียนอยู่มัธยมปลาย และในเวลานี้มีน้ำเจิ่งนองสูงถึงสะโพกเลยทีเดียวราวกับว่า น้ำทะเลขึ้นสูงจนท่วมบ้าน ก่อนจะเห็นเงาของผู้เป็นแม่ที่อุ้มเด็กทารกอยู่ในอ้อมอก
‘นั่นน้องชายคนเล็กของเขานิ หายสาปสูญไปตั้งแต่สองวันแรกที่คุณแม่คลอดมา แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่’
ส่วนพ่อก็อุ้มอลันไว้ แม้ว่าภาพที่มองเห็นมันจะมืดมากก็ตาม แต่เพราะแสงสะท้อนจากน้ำ จึงทำให้มองเห็นทั้งสามคนหันมาส่งยิ้มมาให้เขา
แต่ทว่าทุกคนไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เพียงแค่ยิ้มให้เท่านั้น และหันหลังเดินหายเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่ง
.........
