บทที่ 4 เห็ดพิษ(2)
ส่วนฉันที่เพิ่งหลุดออกจากภาพอันสยดสยองก็ถึงกับร้องกรี๊ดลั่นอีกรอบพร้อมกับหลุดปากบอกสิ่งที่ตัวเองเห็นออกไป ก่อนจะสะบัดมือของหมอออกโดยสัญชาตญาณ
“เอ็งเป็นอะไรไอ้หนอน เห็ดพิษอะไรของเอ็งว่ะ?”
เป็นอีกครั้งที่ป้าเนียนขมวดคิ้วมุ่นถามด้วยความสงสัยในตัวหลานสาวที่ดูเหมือนจะเพี้ยนไปแล้ว ส่วนฉันที่พอจะรู้สึกตัวว่าได้เผลอพูดอะไรออกไปก็รีบทำหน้าตาเลิ่กลั่กปฏิเสธพร้อมกับเอาผ้าห่มมาคลุมร่างกายให้มิดชิดทันที
“ปะ...เปล่า...หนอนไม่ได้เป็นอะไร”
ฉันตอบป้าเนียนไป แต่ทว่า...ร่างกายที่เริ่มจะมีเหงื่อซึมกับตัวที่สั่นเทิ้มช่างขัดกับคำพูดราวฟ้ากับเหว
“ข้าว่าเอ็งเป็นนะ ให้หมอเขาตรวจอีกหน่อยเถอะ”
ป้าเนียนพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงจากใจจริง
“ถ้างั้น...หมอ...”
และในจังหวะที่คุณหมอยังพูดไม่ทันจบ ฉันก็รีบสวนแทรกเสียงดังลั่นออกไปทันที
“มะ...ไม่ต้อง!!”
“ไอ้หนอน...ข้าหูจะแตก”
“คะ...คุณหมอค่ะ นะ...หนอน เอ๊ย หนูไม่เป็นไรแล้วค่ะ สบายดีมากไม่เจ็บไม่ปวดตรงไหนเลยค่ะ ขะ...ขอออกจากโรงพยาบาลเลยได้ไหมคะ”
ฉันละล่ำละลักบอกหมอโดยที่สายตายังหลุบต่ำไม่กล้าเงยหน้าไปมองคนที่สนทนาด้วย
“แต่หมอว่า...”
“นะคะ...คุณหมอหนูไม่อยากลางานนานค่ะกลัวโดนไล่ออก”
ฉันอ้างไปเพราะถึงแม้ว่าสวัสดิการที่ทำงานของฉันจะดีมากถึงขนาดที่ฉันสามารถมารักษายังโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงของจังหวัดแถมยังได้พักห้องพักดีแบบนี้ แต่ด้วยความสยดสยองที่ฉันเจอเมื่อครู่นี้ฉันทำใจไม่ได้จริง ๆ ที่จะต้องรักษาตัวที่นี่ต่อไป
ส่วนป้าเนียนที่แม้จะเป็นห่วงและอยากให้ฉันรักษาตัวที่นี่ต่อไปเพราะยังไงฉันเองก็เพิ่งจะฟื้นขึ้นมา แต่ด้วยเพราะอากัปกิริยาของฉันที่แสดงอยู่ ณ เวลานี้ทำให้ป้าเนียนที่พอจะดูออกว่าฉันคงมีอะไรบางอย่างก็ยอมที่จะทำตามความปรารถนาของฉัน
“ญาติคนไข้คิดเห็นยังไงบ้างครับ”
คุณหมอ (โรคจิต) หันไปถามป้าเนียนอีกครั้งหลังจากที่เห็นฉันยืนกรานที่จะออกโรงพยาบาลในเวลานี้ให้ได้
“ก็ถ้าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วก็ให้หลานฉันมันไปรักษาตัวที่บ้านเถอะค่ะ นี่ฉันก็หยุดขายของขาดรายได้มาหลายวันแล้วเหมือนกัน...คนจนก็งี้แหละหมอ เข้าใจพวกฉันด้วยนะ”
ป้าเนียนพูดสำทับให้ฉันแม้ในใจของแกจะยังรู้สึกไม่สบายที่ฉันออกจากโรงพยาบาลกะทันหันแบบนี้
“ถ้าเป็นความต้องการของคนไข้กับญาติหมอก็ไม่ติดอะไรครับอีกอย่างโดยรวมแล้วผลตรวจก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงยังไงเดี๋ยวหมอทำเรื่องเซ็นอนุมัติให้ออกวันนี้เลยแล้วกันนะครับ”
“ขะ...ขอบคุณค่ะคุณหมอ” ฉันยกมือไหว้
“ขอบคุณนะคุณหมอ” ป้าเนียนก็ยกมือไหว้เช่นกัน
กระทั่งเมื่อคุณหมอและเหล่านางพยาบาลออกไปหมดแล้ว ฉันที่มองจนแน่ใจแล้วว่าในห้องนี้เหลือเพียงฉันกับป้าเนียนก็ไม่รอช้าที่จะเปิดปากถามสิ่งที่กังวลอยู่ในใจออกไปทันที
“ปะ...ป้า...ป้า!!”
ฉันเรียกป้าเนียนในขณะที่สายตายังล่อกแล่กมองไปยังประตูห้องพักผู้ป่วยไม่วางตา
“เออ...ข้าอยู่นี่มีอะไร”
“ป้าหนอนถามหน่อยซิ ตอนที่หนอนสลบไปหมอเขารักษาฉันยังไงบ้างอ่ะ”
ฉันถามออกไปด้วยใจระทึกเพราะกลัวคำตอบเหลือเกินว่าจะเป็นแบบที่ฉันคิดเอาไว้
“เอ้า...แล้วเมื่อกี้ทำไมเอ็งไม่ถามหมอเขาไปล่ะว่ะ”
ป้าเนียนยู่หน้าไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงมาถามการรักษากับแกแทนที่จะถามกับหมอ
“ป้าตอบหนอนมาก่อนเร็ว ๆ หนอนอยากรู้”
“ก็รักษาตามที่เขาบอกนะเอกซเรย์และก็พาไปอะไรแกน ๆ ว่ะเรียกไม่ถูกวุ้ย...”
ป้าเนียนตอบพร้อมกับนึกไปถึงเครื่องหน้าตาประหลาดที่ให้คนลอดเข้าไปในนั้น
“ละ...แล้วหลังจากนั้นล่ะ” ฉันถามต่อ
“เขาก็เอาเอ็งมาพักที่นี่ไง”
“ไม่ซิ...ไม่ซิ...หนอนหมายถึงจะพูดยังไงดีอ่ะ แบบว่า...เอ่อ...”
“อะไรของเอ็งว่ะพูดออกมาตรง ๆ เลยอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่ได้” ป้าเนียนที่เริ่มจะรำคาญในท่าทีของฉันกล่าวเร่ง
“ก็แบบมันมีช่วยที่หมอเขาอยู่กับฉันสองต่อสองหรือเปล่าอ่ะป้า”
ฉันกลั้นใจถามป้าเนียนออกไปพร้อมกับนึกในใจว่าขออย่าให้เป็นแบบที่ฉันคิดเอาไว้เลย
“ทำไม...เห็นเขาหล่อหน่อยจะหาเรื่องแบล็กเมล์เขาไง อยากได้เขาเป็นผัวรึ...”
และด้วยคำพูดของป้าเนียนก็ทำให้ฉันอยากจะกรี๊ดใส่
(โอ๊ยยยย...คิดได้นะป้าถ้าป้ารู้ว่าฉันเห็นอะไรมาบ้างป้าจะยังอยากได้ไอ้หมอโรคจิตนั่นเป็นหลานเขยอยู่ไหมเหอะ...)
“โห้...ป้าคิดได้เนอะ”
“ข้ารู้ใจเอ็งนะซิ”
“หึ...รู้ใจกะผี”
ฉันค้อนใส่ป้าเนียนไปหนึ่งทีก่อนจะกลับมาถามเรื่องที่อยากรู้ให้ชัดเจน
“นะป้าฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าฉันกับหมอคนนั้นมีช่วงที่อยู่กันสองต่อสองนาน ๆ หรือเปล่า แบบว่าเขารักษาฉันอยู่คนเดียวนานหรือเปล่า”
ฉันถามย้ำพร้อมกับแสดงสีหน้าว่าตัวเองจริงจังกับคำถามที่ถามออกไปจริง ๆ
“โอ๊ยยยย...เอ็งเป็นอะไรของเอ็งว่ะไอ้หนอนข้าล่ะไม่เข้าใจเอ็งจริง ๆ อยากรู้การรักษาก็แทนจะถามหมอแต่ดั๊นมาถามข้า...ข้าล่ะปวดหัว”
“อย่าเพิ่งปวดหัวป้าบอกหนอนมาก่อนมันสำคัญมากนะ”
และด้วยสายตาเว้าวอนอีกทั้งป้าเนียนก็เริ่มยอมแพ้ให้กับการตื๊อถามของฉันแล้ว แกก็ได้แต่ถอนหายใจและเล่ารายละเอียดให้ฟัง
“เฮ้ออออ...เออ ๆๆ ข้าจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลย”
