บทที่ 8 งานเลี้ยง (ตอนปลาย)
“จะว่าไปงานเลี้ยงนี่ก็น่าเบื่อแฮะ อยู่ไปนาน ๆ ชักง่วง ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย” ดีนพูดขึ้นขณะกวาดตามองไปรอบ ๆ นอกจากพูดคุยกับดูวัตถุโบราณแล้วก็ไม่มีอะไรเลย
“ไม่หรอกดีน มันก็สนุกออกนะ แถมได้เหยื่อ เอ้ย! ได้คู่ค้าเพิ่มด้วย แล้ววัตถุโบราณบางชิ้นก็ให้ความรู้สึกแปลก ๆ แต่ดูไปเรื่อย ๆ ก็เพลินดี”
“แปลกยังไง?” สองฝาแฝดมองด้วยความฉงน
“ก็... รู้สึกว่ามันดูมีพลังและมนต์ขลัง ถ้าเผลอไปจับอาจจะมีอะไรพุ่งออกมาแบบนั้นน่ะ” ริงซี่ก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เพราะพลังจากวัตถุเหล่านั้นคนธรรมดาสัมผัสถึงมันไม่ได้ง่าย ๆ เลย ถ้าจะให้พูดออกไป ตรง ๆ ก็กลัวจะถูกหาว่าบ้าหรือไม่ก็เป็นโรคประสาทแน่
“หือ... รู้สึกเหมือนกันเหรอ นึกว่าลูกพี่จะทึ่มทื่อซะอีก” ดีนเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ พวกเขาสัมผัสถึงพลังจากวัตถุเหล่านั้นได้จริง ๆ สามารถแยกแยะได้ในระดับละเอียดด้วย เรื่องนี้พวกเขาเองก็ไม่ได้บอกให้ใครรู้เหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าริงซี่ก็มีความสามารถนี้
ชักจะแปลก ๆ เกินไปแล้ว...
“ปากเสียจริง ๆ เลยดีน ฉันไม่ได้ทึ่มซะหน่อย ฉันสัมผัสพลังได้แต่คนอื่นสัมผัสไม่ได้ก็เลยทำให้ไม่พูดออกมาเท่านั้นเอง พูดไปก็กลัวจะหาว่าหลอกเด็ก” ริงซี่พ่นลมหายใจออกมา
“หน้าตาก็หลอกลวงชาวบ้านอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เพศที่แท้จริงก็ ไม่มีใครดูออกด้วยซ้ำ”
“หยาบคาย”
นี่ก็เอาความจริงมาพูดจนริงซี่เถียงไม่ออก
“แล้วก็นะอาหารที่นี่รสชาติก็งั้น ๆ สู้แม่ครัวที่คฤหาสน์ก็ไม่ได้” ได้ทีดีนก็ถือโอกาสบ่นเรื่องอาหารไปในตัวเลย “ฟังคนคุยกันน่าเบื่อ อาหารยังไม่ถูกปากอีก อยากกลับเร็ว ๆ แล้วสิ”
“ฮ่า ๆ แม่ครัวได้ยินนี่ปลื้มใจตาย”
“ก็มันจริงนี่” ดีนมองค้อน เขากับเด็นลองเดินชิมอาหารแล้ว รสชาติมันก็ดีอยู่หรอกนะแต่ไม่ถูกปากพวกเขาเท่าไรเลย กลับไปกินที่คฤหาสน์ดีกว่า
“ฉันไม่ค่อยกินอาหารในงานเลี้ยงน่ะ มันเสี่ยงไป” ริงซี่ยิ้มบางเบาก่อนยกนิ้วชี้ส่ายไปมา “แล้วก็อีกเรื่องที่พวกนายควรรู้ไว้ ในงานเลี้ยงที่เราไม่ได้เป็นเจ้าภาพน่ะควรระวังตัวตลอดเวลาและจับสังเกตความผิดปกติ ให้มาก... สังเกตและจดจำให้ได้ตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟไปจนกระทั่งการจัดเรียงสิ่งของ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นพวกเราจะเป็นพวกแรกที่ปลอดภัย”
“หมายความว่าไง” ดีนและเด็นขมวดคิ้ว ท่าทางของพวกเขาระวังภัยมากขึ้น ริงซี่หัวเราะในลำคอขยับเข้าไปใกล้และดันพวกเขาไปติดกำแพงที่มีผ้าม่านขนาดใหญ่ ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูของฝาแฝดด้วยท่าทางชั่วร้าย
“หมายความว่า... เรากำลังมีอันตรายยังไงล่ะ”
ปัง!
“กรี๊ด!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นหลังเสียงปืน ร่างของชายคนหนึ่งล้มลงไปกับพื้น เลือดสีแดงไหลออกมาจากบาดแผลที่อก ชายคนนั้นสิ้นใจไปแล้วด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว เลือดที่กระเด็นออกมานั้นไม่โดนพวกริงซี่เลยเพราะเธอดึงผ้าม่านมากันไว้ได้ทัน
ความโกลาหลเกิดขึ้นหลังจากนั้นทันที เหล่าผู้มีอำนาจพยายามวิ่งหนีและเรียกบอดี้การ์ดที่เข้าร่วมงานมาช่วย แต่ก็เหมือนจะสายไปเมื่อพนักงานเสิร์ฟที่อาวุธครบมือจัดการบอดี้การ์ดเหล่านั้นและยิงข่มขู่ผู้คนที่ขัดขืน ไม่นานนักก็เข้ายึดครองสถานที่ไว้ได้ ทำให้งานเลี้ยงหยุดชะงักและควบคุมคนไว้จนหมด
“ลงมือกันเร็วมาก” ดีนกัดฟันกรอด เขายังตามสถานการณ์ไม่เร็วพอเท่าริงซี่ ทำให้ขยับไม่ทันแทรกแซงสถานการณ์ เหล่าผู้ร้ายในคราบพนักงานเสิร์ฟก็คุมสถานการณ์ไว้หมดก่อนเขาจะลงมือเสียอีก
“พวกนั้นเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” เด็นถามเสียงเคร่งขรึม
“น่าจะหลังงานเริ่มไม่นาน มีการผลัดเปลี่ยนพนักงานเสิร์ฟเข้ามาอย่างผิดปกติ ฉันจำหน้าพนักงานได้ส่วนหนึ่ง พวกนั้นน่าจะฆ่าทิ้งไปหมดแล้วเข้ายึดพื้นที่ในเวลาอันสั้น... จุ๊! อย่าเพิ่งลงมือ” ริงซี่ตอบก่อนจะดึงดีนกับเด็นไม่ให้ลงมือทำอะไรตอนนี้ แล้วเดินไปด้วยกันเมื่อผู้ร้ายทั้งหลายกวาดต้อนคนไปรวมอยู่ในจุดเดียวกัน
“พวกนั้นเป็นใคร พวกไหน?”
“ไม่แน่ใจ แต่คนที่ถูกยิงเป็นนักธุรกิจระดับกลาง พวกนี้น่าจะเป็นนักฆ่าแต่มาสร้างสถานการณ์ปล้นกลางงานเลี้ยงเหมือนกลบเกลื่อนความบาดหมางภายในมากกว่า... เอาเถอะ ไม่ได้อยากรู้เรื่องพวกนั้น เอาแค่รอดไปให้ได้ก่อนดีกว่า”
“แค่รอดเหรอ... สบายมากน่า” ดีนหัวเราะในลำคอเสียงเหี้ยม ดวงตาสีเทาหม่นจับจ้องผู้ร้ายทั้งหลายตาวาว ริงซี่ยิ้มมุมปากแล้วขยิบตาให้
“รอสัญญาณก็แล้วกันนะดีน”
“ฮะ?”
“เฮ้ยพวกแก พูดอะไรกันวะ!” ยังไม่ทันได้ถามถึงสัญญาณผู้บุกรุกก็ตวาดใส่พลางหันปลายกระบอกปืนมาทางพวกเธอแล้ว
“เรื่องส่วนตัว อยากรู้ไปทำไม จะเอาไปนินทาเหรอ” ริงซี่ตอบกลับไปอย่างเอื่อยเฉื่อย ใบหน้าหล่อเหลายักคิ้วให้อย่างกวน ๆ ไม่ได้สำนึกเลยสักนิดว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์อันตราย ทำเอาสองผู้ติดตามกุมขมับทันที...
มันใช่เวลาเล่นไหมครับลูกพี่! ทำอะไรเตี๊ยมกันบ้าง!
“พูดแบบนี้อยากตายรึไงวะ!”
“ที่พูดนั่นแปลว่าอยากตายที่ไหนเล่าไอ้บ้า นี่เรียนมาน้อยหรือโง่โดยกำเนิดฮะ”
“แก...” ผู้ร้ายถึงกับนึกคำเถียงไม่ออก “พูดอะไรเกรงใจปืนในมือข้าบ้างไอ้คนรวย”
“ชมว่ารวยซึ่ง ๆ หน้าอย่างนี้ก็เขินแย่สิ แหม รัศมีคนหล่อและรวยมากทิ่มตาคนอื่นจนเห็นชัดเจนอย่างนี้ รู้สึกบาปจริง ๆ”
“...”
นอกจากไม่กลัวปืนแล้วยังหลงตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้หลายคนในงานมองกันตาค้างเลยทีเดียว เพิ่งจะเคยพบด้านกวนประสาทของคุณชายตระกูลบาเรสเทียร์นี่แหละ
มาดคุณชายหลุดไม่มีชิ้นดีเลย
“กะ... แก!” ผู้ร้ายคนนั้นยิงปืนใส่ริงซี่ที่ยืนเก๊กหล่ออยู่ นัยน์ตาสีน้ำเงินปรายมองแวบหนึ่งก็ขยับตัวหลบได้อย่างง่ายดาย เธอหันไปยักคิ้วให้กับผู้ร้ายทั้งหลายที่อ้าปากกว้างตาค้างแทบถลนออกจากเบ้ากับความสามารถของคนหล่อและรวยมาก
“ตอนนี้ล่ะ!” ริงซี่ใช้โอกาสที่พวกนั้นกำลังตกใจสั่งการดีนกับเด็นให้ลงมือในทันที
เด็กหนุ่มที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว อาวุธในมือของพวกเขาใช้เพียงช้อนส้อมโลหะก็เพียงพอ ความแม่นยำในการลงมือทำให้สามารถจู่โจมเข้าที่มือของอีกฝ่ายได้อย่างฉับพลัน อาวุธในมือร่วงลงกับพื้น ดีนและเด็นคว้ามันเอาไว้แล้วเล่นงานคนอื่นต่อไป
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง แขกภายในงานทั้งหลายก้มตัวอยู่กับพื้นอย่างหวาดกลัว ในขณะที่ริงซี่เดินไปนั่งไขว่ห้างที่เก้าอี้ใกล้ ๆ วัตถุโบราณชิ้นหนึ่งอย่างสบายใจ ท่วงท่าการนั่งราวกับเจ้าชายสูงศักดิ์ที่กำลังชมละครแสนรื่นรมย์ ดวงตาสีน้ำเงินที่วาวแสงขึ้นอย่างมีอำนาจลึกลับ จ้องมองลูกหลงที่อาจจะลอยมาทางเธอบ้าง...
แต่กลับไม่มีลูกหลงมาเลยแม้แต่น้อย
สองฝาแฝดลงมือได้อย่างเรียบร้อยมากในการปฏิบัติงานครั้งแรก
กว่าเสียงปืนจะหยุดลงก็ใช้เวลาไปพอสมควร ผู้ก่อการร้ายในงานเลี้ยงไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว และไม่มีแขกคนไหนที่บาดเจ็บนอกจากคนที่ตายไปแล้วหนึ่งคนในงาน สองฝาแฝดที่เป็นผู้ลงมืออย่างโหดเหี้ยม มองไปรอบ ๆ ด้วยความเย็นชาและว่างเปล่า เลือดและเสียงแห่งความหวาดกลัวไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกอะไรเลย
ราวกับชินชากับความตายเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง
“จัดการเรียบร้อยแล้วครับลูกพี่” เด็นหันใบหน้าน่ารักประดับรอยยิ้มกว้างไปทางหญิงสาวมาดเจ้าชายที่นั่งอยู่ในห้อง ท่าทางเย็นชาหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
“ดีมาก จัดการเร็วใช้ได้เลย สมกับเป็นคนที่ฉันคาดหวัง”
แค่รอยยิ้มพอใจบนใบหน้าของสาวหล่อก็ทำให้สองฝาแฝดหัวใจพองโต ก่อนจะยิ้มตอบกลับไปราวกับเด็กน้อยที่ต้องการให้ผู้ใหญ่เอ็นดูมาก ๆ
“แล้วจะเอายังไงต่อดีล่ะ” ดีนถามขณะมองสำรวจตัวริงซี่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า เมื่อเห็นเธอยังปกติดีก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่รู้สึกว่ามันปกติจนเกินไปเลยสักนิด
“จะเอายังไงเหรอ เหอะ ๆ งานเลี้ยงเต็มไปด้วยเลือดไม่น่าดู อย่างนี้แล้วจะเหลืออะไรให้ทำล่ะ ก็ต้องกลับบ้านสิ” ร่างสูงลุกขึ้นยืนแล้วบิดขี้เกียจเล็กน้อย จากนั้นก็ปรายตามองเหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลายที่เริ่มได้สติกลับมาทีละคน “ฉันช่วยเหลือชีวิตพวกคุณไว้ ก็หวังว่าพวกคุณเองจะช่วยกันจัดการสถานการณ์นี้ให้เรียบร้อยด้วยล่ะ ฉันไม่ต้องการให้สื่อสนใจเรื่องนี้แล้วทำอะไรเอิกเกริก เข้าใจกันนะ?”
“อะ... อืม... ครับ ท่านริซูเลเนท” คนหลายคนตอบกลับมาอย่างนั้น ริงซี่พยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะเดินออกจากงานเลี้ยงไปอย่างสง่างาม
ชั้นล่างสุดของโรงแรมหรู ริงซี่ถอนหายใจยาวอย่างอึดอัดพลางดึงเนกไทลง ใบหน้าหล่อเหลาหงิกงออารมณ์เสียขัดกับมาดเจ้าชายก่อนหน้านี้ลิบลับ
“ลูกพี่เป็นอะไรไปเหรอครับ?” เด็นถามอย่างเป็นห่วงเมื่ออารมณ์เธอเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากจนเขาตามไม่ทัน
ริงซี่ถอนหายใจยาวแล้วตอบ “ไม่ได้เป็นอะไร แค่สะเทือนใจนิดหน่อย”
“สะเทือนใจ?” สองฝาแฝดเอียงคอมองอย่างไม่เข้าใจ
“ก็นะ เห็นเลือดสาดขนาดนั้นใครมันจะปกติอยู่ได้กัน คืนนี้กลับไปฝันร้ายแหง”
“...”
“พวกนายลงมือรุนแรงกันเกินไปนะ ถึงฉันจะเห็นคนตายมาเยอะแต่ก็ไม่ได้เลือดสาดกระจายทั่วงานอย่างนั้น ให้ตายเถอะ กลิ่นเลือดติดตัวมาด้วยเลย เหม็นชะมัด กลับไปต้องอาบน้ำแร่แช่น้ำหอมซะหน่อยแล้ว”
“...”
สองฝาแฝดถอนหายใจออกมาอย่างสุดจะบรรยายกับท่าทางรังเกียจเสื้อผ้าและกลิ่นเลือดที่ติดตัวมา ใบหน้าที่หงิกงอนั้นเหมือนขัดใจมากกว่าสะเทือนใจอีก
ดูยังไงก็ปกติดีชัด ๆ ยังจะบอกว่าสะเทือนใจได้อย่างไม่อายปากอีก
“ว่าแต่ลูกพี่เห็นคนตายมาเยอะเหรอ ไม่น่าเชื่อเลยนะ” ดีนพูดขัดท่าทางของริงซี่ ลูกพี่ของเขาดูไม่เหมือนคนที่ผ่านสมรภูมิมาก่อนเลย เหมือนเจ้าชายบนหอคอยงาช้างมากกว่าอีก
ริงซี่เลิกคิ้วแล้วหันมาเอียงคอมองดีนทันที
“นายน่าจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของตระกูลใหญ่กันอยู่แล้วนี่ มันไม่ได้ขาวสะอาดนักหรอก เพราะงั้นฉันเลยเห็นพวกนี้จนชินตาไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงทำใจให้ชินไม่ได้อยู่ดีล่ะนะ”
“นี่ขนาดยังทำใจให้ชินไม่ได้นะ หน้าเรียบเฉยซะ...”
“มันก็แค่ทักษะการแสดงเท่านั้นแหละ ยังไงซะพวกนักธุรกิจเองก็มีทักษะนี้กันไม่น้อยเหมือนกัน การทำเป็นนิ่งเฉยเพื่อควบคุมสถานการณ์และชิงความได้เปรียบน่ะมันง่ายจะตาย ก็เหมือนกับท่าทางยียวนที่แสดงใส่พวกนักฆ่านั่นไง”
“นั่นเธอจงใจ?” ดีนสงสัยในเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ถึงริงซี่จะเป็นพวกกวนประสาทแต่ก็ไม่ทำอะไรที่มันขัดกับสถานการณ์ เห็นเธอดูเหมือนปัญญาอ่อนอย่างนี้แต่ก็มีความจริงจังอยู่
“แน่นอน ถ้าไม่ดึงความสนใจพวกมัน เราจะลงมือได้ยังไงล่ะ” ริงซี่หัวเราะอย่างขบขัน “เรื่องแค่นี้ก็น่าจะคิดได้นะดีน”
“ประเมินสถานการณ์และคิดเรื่องนี้ได้ในทันที... อยากรู้จริง ๆ สมองเธอทำด้วยอะไรฮะ!!” ดีนว้ากอย่างอดไม่ได้ เขาเริ่มอยากแหวกสมองริงซี่ออกมาดูรอยหยักจริง ๆ ซะแล้วสิว่ามันมีเยอะขนาดไหน
“สมองก็ปกติเหมือนพวกนายแหละเฟ้ย!” ริงซี่ยกมือจับหัวตัวเองไว้มั่น กลัวอีกฝ่ายจะมาแหวกไปจริง ๆ “สถานการณ์พวกนี้ฉันเจอบ่อย การรับมือมันเลยทำได้ดีเองนั่นล่ะ ใครมันจะไปบ้าคิดได้ปุบปับทันทีทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกันเล่า ไม่ใช่ยอดมนุษย์!”
เธออยู่มาตั้งสิบแปดปีแล้วนะ เรื่องพวกนี้ต้องเคยผ่านมาไม่น้อยกว่าห้ารอบล่ะ
“แค่นี้ลูกพี่ก็ดูเหมือนยอดมนุษย์ในสายตาชาวบ้านมากแล้วล่ะครับ” เด็นยกมือขึ้นกุมขมับ ถ้าเป็นคนเพิ่งรู้จักไม่เคยรู้ประวัติของริงซี่มาก่อน พอมาเจอสถานการณ์อย่างนี้เป็นใครก็ต้องคิดว่าเธอไม่ใช่คนแน่ ๆ แถมยังหลบกระสุนโชว์เขาอีกต่างหาก จะถูกเรียกว่าสัตว์ประหลาดก็ไม่น่าแปลกใจ
“อย่าว่าแต่ฉันเลย พวกนายก็ยอดมนุษย์เหมือนกันล่ะน่า ตอบสนองคำสั่งในทันที ลงมือได้แม่นยำมาก ไม่มีตื่นตกใจหรือสับสนเลยสักนิด... สมกับที่เคยเป็นทหารรับจ้างมาก่อนจริง ๆ”
“ฮึ! มันแน่อยู่แล้วล่ะครับ” เด็นยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
“ไม่คิดว่าเหมาะสมกันดีเหรอ กับลูกพี่น่ะ พวกยอดมนุษย์กับยอดมนุษย์ไง” ดีนยกยิ้มขึ้นอย่างถือดี
“เหมือนจะเข้าคู่กันได้ดี... แต่ยังไม่ดีพอหรอกนะ อย่าได้ใจไป” ริงซี่หัวเราะเสียงดังลั่นแล้วยักคิ้วให้กับเด็กชายฝาแฝดทั้งสองอย่างยียวน
“อยู่ด้วยกันนาน ๆ ไปเดี๋ยวก็ดีเองแหละน่า”
“จะปรับให้เข้ากับลูกพี่ชนิดที่ว่าสิงร่างเลยล่ะครับ”
“อย่าพูดอะไรที่ฟังแล้วรู้สึกขนลุกแบบนั้นได้ไหมเด็น นายจะเป็นผีเรอะ” ริงซี่ถลึงตาใส่สองแฝดครั้งหนึ่งก่อนจะหัวเราะต่อไปอย่างอารมณ์ดีจริง ๆ
นอกจากงานเลี้ยงที่ครึกครื้นเลือดสาดแล้วยังทำให้รู้อีกด้วยว่าเธอกับสองฝาแฝดนั้นเข้ากันได้ดีจริง ๆ หลังจากนี้ก็แทบไม่ต้องกังวลเรื่องตัวเองไร้คมอีกต่อไป...
“เอาเถอะ นับว่าวันนี้มาไม่เสียเที่ยวแล้วล่ะนะ...” ริงซี่พึมพำ เบา ๆ รอยยิ้มพราวอย่างชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที ก่อนจะหยิบเอาวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งออกจากอกเสื้อ
“ลูกพี่... นั่นมัน...” สองฝาแฝดมองของชิ้นนั้นนิ่ง พลังที่แผ่ออกมาจากวัตถุโบราณทำให้รู้ได้ทันทีว่านี่เป็นวัตถุโบราณมีค่าในงานประมูลแน่นอน
ลูกพี่ของพวกเขาไปเอามันมาได้ยังไง!?
“นี่เหรอ พอดีฉันนั่งอยู่ใกล้ ๆ กับมันน่ะนะ ก็เลยหยิบออกมาด้วย” ริงซี่ตอบกลับหน้าตาย
“หยิบออกมาเลยเนี่ยนะ?”
“แหง หยิบออกมาเฉย ๆ เลยนี่แหละ ไม่มีคนห้ามและไม่น่าจะมีคนเห็น”
“ขโมย!!”
“เปล่านะ แค่หยิบมาไม่บอกและยังไม่จ่ายตังค์ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกเดี๋ยวจ่ายให้ย้อนหลังแน่นอน”
“ไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น!!” สองฝาแฝดถลึงตาใส่ริงซี่คนละที
“งั้นเหรอ อืม... ช่างเถอะ พวกเรากลับบ้านกันดีกว่า เริ่มง่วงซะแล้วสิ” ริงซี่พูดเปลี่ยนเรื่องขณะมองดูรถของเธอที่กำลังจอดเทียบท่า สองฝาแฝดทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้ารับแล้วก้าวตามเธอขึ้นไปบนรถกลับคฤหาสน์ไป
ออกงานครั้งนี้ทำให้สองฝาแฝดขึ้นบัญชีดำริงซี่กันไว้ในใจ เห็นสู้ไม่เก่งเอาแต่หลบอย่างเดียวใครว่าไม่น่ากลัว ลูกพี่ของพวกเขานี่ล่ะตัวดี นอกจากระวังตัวแจแล้วยังมือไวอีก รู้สึกว่าไว้ใจไม่ได้เลยสักนิดเดียว
