บทที่ 7 งานเลี้ยง (ตอนต้น)
วันเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากวันที่พบเจอกับสอง ฝาแฝดเป็นครั้งแรกจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบปีแล้ว... ริงซี่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ พลางจ้องหน้าสองฝาแฝดที่มานั่งโต๊ะม้าหินอ่อนตัวเดียวกับเธอ
พวกเขาอยู่ในชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน ด้วยผลการเรียนตอนสอบเข้าที่ยอดเยี่ยม และอำนาจทางการเงินของตระกูลบาเรสเทียร์พวกเขาถึงมาเรียนในโรงเรียนเดียวกันได้ในที่สุด และเดินตามติดริงซี่ประหนึ่งลูกเป็ดตามหลังแม่เป็ด... จนใคร ๆ ต่างก็เรียกพวกเธอเป็นแก๊งเป็ดไปแล้ว
แต่ลูกเป็ดแฝดนั้นหาได้แคร์สายตาชาวบ้านไม่ ยังคงเกาะติดแม่เป็ดต่อไปอย่างแข็งขัน
“ลูกพี่ ข้อนี้มันใช้สูตรไหนเนี่ย?” ดีนถามการบ้านกับริงซี่ที่นั่งเท้าคางอ่านหนังสือการ์ตูนด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยอย่างทุกที
“สูตรนี้” ริงซี่ขยับปากกาเขียนสูตรลงไปอย่างรวดเร็วหลังจากมองโจทย์เพียงแวบเดียว
“แล้วอันนี้ล่ะครับ?” เด็นถามบ้าง
“สูตรนี้”
“อ๋อ เข้าใจล่ะ” สองหนุ่มพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะก้มหน้าทำการบ้านต่อไป ส่วนริงซี่ก็ถอนใจเฮือกอีกหน ท่าทางเบื่อหน่ายซะจนอยากจะไหลลงไปนอนกองใต้โต๊ะ
“ลูกพี่เป็นอะไรไปน่ะครับ ท่าทางเบื่อ ๆ หรือเพราะไม่ค่อยมีเรียน?” เด็นที่ทำการบ้านเสร็จแล้วถามขึ้นขณะเก็บสมุดลงกระเป๋า “แต่ถึงไม่มีเรียนก็น่าจะอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ใช่เหรอ?”
“นั่นล่ะที่น่าเบื่อ อ่านหนังสือเตรียมสอบ... เหอะ ๆ ฉันจะอ่านทำไมในเมื่อฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว” ริงซี่เบ้ปากนิด ๆ แล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
เด็กมัธยมปลายปีสุดท้ายอย่างเธอต้องเตรียมสอบสำหรับเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเพื่ออนาคตที่ดี ทางโรงเรียนเลยงดกิจกรรมทำให้มีเวลาว่างมากขึ้นสำหรับอ่านหนังสือ นักเรียนปีสุดท้ายเลยไม่ค่อยมาเรียนให้เห็นเท่าไรนัก ยิ่งเด็กที่สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยได้แล้วตลอดทั้งภาคเรียนจะไม่มาเลยก็ยังได้ จะมีก็แต่ริงซี่ที่แม้จะสอบติดแล้วก็ยังมาค่อนข้างบ่อยและมาพร้อมกับลูกเป็ดฝาแฝดด้วย เพราะเธอเบื่อที่จะอยู่ที่บ้าน
“ก็อ่านเพิ่มเติมความรู้ไปสิ ใช่ว่าสอบผ่านเข้าไปแล้วมันจะสบายหรอกนะ” ดีนเตือน ขนาดเรียนระดับมัธยมยังรู้สึกว่าไม่ง่ายนัก การเรียนระดับมหาวิทยาลัยนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยว่ายากกว่ากันแค่ไหน ควรรอบคอบเข้าไว้ดีกว่า
“ระดับความรู้ของฉันข้ามไปเรียนปีสองปีสามของมหาวิทยาลัยได้สบายอยู่แล้วจะไปเพิ่มเติมอีกทำไม”
“...”
“ถ้าไปเพิ่มเติมความรู้มากกว่านี้ฉันคงเรียนจบปริญญาได้พอดี”
“บางทีฉันก็อยากจะแงะสมองเธอออกมาดูเหมือนกันว่ารอยหยักมันมีเท่าไร! ฉลาดจนน่าหมั่นไส้เกินไปแล้ว!!” ดีนอยากขว้างหนังสืออัดหัวริงซี่มาก แต่ก็รู้ว่าขว้างไปก็ไม่โดนจึงได้แต่ขยับมือไปมาอย่างคนอยากออกแรงหนัก ๆ
คนฉลาดน่าหมั่นไส้ได้แต่ไหวไหล่ คณะที่เธอเลือกเรียนมันเกี่ยวข้องกับงานของพ่อแม่ของเธอต่างหาก ทำให้เธอได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้ตั้งแต่ยังเด็ก มันจึงไม่แปลกอะไรหากเธอจะมีความรู้ในสาขานี้มากกว่าคนทั่วไป... แต่ถ้าให้เลือกคณะอื่นก็ไม่ได้เก่งกาจได้อย่างนี้หรอกนะ โดยเฉพาะทางด้านกีฬา...
ที่น่าประหลาดใจคือเด็กฝาแฝดทั้งสองคนมากกว่า พวกเขาเพิ่งเรียนหนังสือเมื่อไม่นานนี้แต่กลับทำมันได้อย่างดีเยี่ยมเหมือนคนที่เรียนตามหลักสูตรปกติทั่วไป เธอคิดว่ารอยหยักสมองพวกเขาก็มากกว่าคนทั่วไปเหมือนกัน
“ถ้าเบื่อมากวันนี้เราไปเดินเที่ยวกันหน่อยไหมล่ะครับ?” เด็นเปลี่ยนประเด็นไป ริงซี่ดูกระตือรือร้นขึ้นมาเล็กน้อย
“เดินเที่ยว... ที่ไหน?”
“ไปต่างเขตกันครับ”
“โอ้... น่าสนใจ” ริงซี่เบิกตากว้างขึ้น จากนั้นก็เปลี่ยนไปหยิบ แท็บเล็ตขึ้นมาเปิดเมื่อได้ยินเสียงอีเมลเข้า “แต่สงสัยเราคงไม่ได้ไปแล้วล่ะ”
“ทำไมล่ะ” ดีนเหลือบมองแท็บเล็ตอย่างขัดข้องใจ นาน ๆ ที พวกเขาจะได้ออกไปเที่ยวกับลูกพี่สักหน ทำไมมันมีปัญหาไปได้
“คืนนี้ต้องไปงานเลี้ยงแทนท่านพ่อน่ะ... ให้ตายสิ คิดอะไรอยู่เนี่ย นึกอยากจะไปเยี่ยมน้องก็ไปดื้อ ๆ ไม่สนใจตารางงานตัวเองแล้วยังโยนขี้มาให้กันอีก” ริงซี่เบ้ปากก่อนจะเก็บแท็บเล็ตกลับลงไป ท่านแม่ของเธอเพิ่งคลอดน้องชายเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้เอง แต่ไม่ได้อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ทวีปกลาง เด็กคนนั้นต้องกลับไปบ้านของท่านแม่ที่ในทวีปตะวันออกแทน ท่านพ่อผู้เห่อลูกชายอย่างมากก็นั่งเครื่องบินเทียวไปเทียวมาทุกอาทิตย์ ทำให้ช่วงหลังมานี้เธอต้องรับงานในบริษัทเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย รวมไปถึงการไปงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย
เอาเถอะ งานเลี้ยงฉลองของบรรดาไฮโซก็ไม่ได้น่าเบื่อนักหรอกนะ
“งั้นก็คงต้องรีบกลับไปเตรียมตัวสินะครับ”
“อืม คงต้องกลับไปตอนนี้เลยแหละ แย่จังนะ อยากไปเดินเที่ยวต่างเขตแท้ ๆ”
“งั้นเอาไว้คราวหน้าไปเที่ยวกัน... สัญญาแล้วนะ” ดีนยิ้มก่อนจะเก็บการบ้านใส่กระเป๋าอย่างอารมณ์ดี
“เดี๋ยวนะ ไปสัญญาตอนไหน ขี้ตู่นี่” ริงซี่ยิ้มขันมองคนรวบรัดมัดมือชกที่ทำหน้ามึนไม่รู้ไม่ชี้ใส่เธอซะได้ แต่ก็ยอมรับในใจว่าคราวหน้าคงได้ไปเดินเที่ยวกันแน่นอน
ริงซี่กลับคฤหาสน์มาเตรียมพร้อม ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ริงซี่จะได้ออกงานสังคมเองโดยไม่มีรัสเทมหรือหลินซีเข้าร่วมด้วยจึงต้องมีการเตรียมพร้อมมากกว่าปกติ
ชุดที่ริงซี่ใส่เป็นประจำคือชุดสูท ด้วยความที่สรีระของเธอที่แบนราบทั้งหน้าและหลังนั้นไม่เหมาะกับชุดราตรีทุกประเภท เคยลองใส่ไปครั้งหนึ่งแล้วทำเอารัสเทมพ่นเลือดทันทีที่เห็นก่อนจะไล่ไปเปลี่ยนชุดอย่าง ฉับไว จากนั้นก็สั่งเผาชุดราตรีทิ้งให้หมดจากตู้เสื้อผ้า ตราบใดที่ริงซี่ยังหาความสาวในตัวเองไม่เจอจะไม่มีวันได้ใส่ชุดกระโปรงอย่างเด็ดขาด... ซึ่งดูแล้วมันคงไม่ได้ใส่ชั่วชีวิตน่ะสิ
ดีนกับเด็นก็ยังไม่เคยออกงานสังคมพร้อมกับริงซี่ด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขามีการฝึกฝนมากมายจนเต็มตารางจึงยังไม่มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ผู้ติดตามคนสนิท และครั้งนี้ได้รับโอกาสออกงานเป็นครั้งแรกเลยมีความตื่นเต้นอยู่เล็กน้อย
งานเลี้ยงนี้จัดขึ้นที่โรงแรมหรูในเขตอื่น ผู้ขับรถไม่ใช่เด็นแต่เป็นคนขับรถทั่วไป เพราะดีนกับเด็นนั้นมาในฐานะผู้ติดตามปลีกตัวไปเฝ้าระวังที่รถไม่ได้
ภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยบรรดาผู้มีฐานะดีมากมาย รวมไปถึงบรรดานักร้องนักแสดงชื่อดังที่ได้รับเกียรติให้มาร่วมงานนี้ด้วย ริงซี่เดินเข้ามาในงานอย่างสง่าผ่าเผย ใบหน้าหล่อเหลาแย้มรอยยิ้มนุ่มละมุนมากกว่าปกติ ผมสีดำสั้นเสยขึ้นอย่างเรียบร้อย ดวงตาสีน้ำเงินแวววาวดุจอัญมณีมองแขกในงานแวบเดียวก็ทำให้หลายคนหน้าแดงระเรื่อและเคลิบเคลิ้มหลงใหล
“โอ้ สวัสดีครับคุณริซูเลเนท มางานคนเดียวหรือครับ” เจ้าของงานเดินมาทักทายริงซี่อย่างสนิทสนม เธอมองหน้าเขาแวบหนึ่งคล้ายกำลังระลึกชื่อก่อนตอบกลับไปเสียงนุ่มนวลชวนฟัง
“ใช่แล้วคุณเบียทิก ท่านพ่อของเรานั้นมีธุระต้องเดินทางอย่างเร่งด่วนจึงไม่สามารถมาร่วมงานเลี้ยงได้ เราจึงมาเป็นตัวแทนท่าน หวังว่าคุณจะไม่ถือสา”
ในระหว่างคุยริงซี่รักษามารยาทและท่วงท่าของคุณชายไว้ได้อย่างดีเยี่ยมจนดีนกับเด็นต้องตะลึง แต่สำหรับคนที่พบเจอกันในงานเลี้ยงมากมายล้วนเห็นเป็นเรื่องปกติ
“ไม่ครับ ไม่ถือสาเลย นับเป็นเกียรติของผมมากกว่าที่ คุณริซูเลเนทมางานด้วยแบบนี้” เบียทิกยิ้มกว้างอย่างประจบเอาใจ
“เราต้องมาอยู่แล้วในเมื่อคุณเชิญมาทั้งที” ริงซี่ตอบตามมารยาท กวาดตามองรอบงานอีกครั้งแล้วกล่าวต่อ “งานเลี้ยงเองก็ดูสนุกสนานเสียด้วย”
“ถ้างานเลี้ยงนี้ให้ความสำราญกับคุณริซูเลเนทได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วครับ”
“แหม... ยกยอกันเกินไปแล้วคุณเบียทิก”
ริงซี่รู้สึกหน้าแข้งเปียกชื้นไปหมด จะเลียแข้งเลียขาทั้งทีก็เอาให้มันแนบเนียนกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจแต่ริงซี่ก็ยังคงปั้นหน้ายิ้มพูดคุยต่อไป
พูดคุยกับเบียทิกอีกสองสามประโยคก็มีคนอื่นเข้ามาชวนคุยเพิ่มเติม มีทั้งชายและหญิงมากมายจนดีนกับเด็นต้องถอยออกมาระวังภัยห่าง ๆ ริงซี่พูดคุยกับพวกเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดูเป็นคนกว้างขวางและเข้าสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม ขัดกับหญิงสาวจอมเฉื่อยที่อยู่ที่คฤหาสน์และโรงเรียนลิบลับ
งานเลี้ยงที่จัดขึ้นนี้นอกจากไว้พูดคุยเรื่องธุรกิจแล้วยังเป็นมีอีกสิ่งที่พิเศษ เพราะมีวัตถุโบราณบางชิ้นถูกนำออกมาโชว์ด้วย ซึ่งวัตถุโบราณเหล่านี้จะถูกคัดเลือกเข้าประมูลในเดือนหน้า นี่เป็นการโชว์สินค้าจริงก่อนจำนวนหนึ่งเพื่อเรียกแขก
งานของริงซี่วันนี้คือมาดูสินค้าที่จะลงประมูล วัตถุโบราณที่ รัสเทมหมายตาไว้ และตรวจสอบว่ามันเป็นของจริงหรือของปลอม
ริงซี่ไม่ได้มีความสามารถในการตรวจสอบวัตถุโบราณเลยสักนิดเดียว ที่เธอมีคือความสามารถในการ 'มองเห็น' ภายในวัตถุโบราณแต่ละชิ้น หากเป็นของจริงล้วนมีพลังแฝงอยู่ ทำให้สามารถแยกแยะวัตถุโบราณเก่าแก่ออกจากของปลอมทั้งหมดได้ แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด
สิ่งที่มีพลังล้วนแต่เป็นวัตถุโบราณอายุไม่ต่ำกว่าห้าพันปี
วัตถุโบราณในโลกใบนี้หากเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาจากยุคสมัยศาสตร์แห่งศิลป์เมื่อประมาณห้าพันปีก่อน วัตถุเหล่านั้นล้วนมีพลังแฝงทั้งสิ้น ตามประวัติศาสตร์ที่ได้เรียนรู้มาจากในห้องเรียนและตระกูลตนเอง วัตถุเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อประกาศศักดาและพลังอำนาจของสิบสองตระกูลแห่งศิลป์
ในยุคสมัยนั้นพลังแห่งศิลป์นั้นเป็นสิ่งจำเป็น มันมีพลังมากมาย อำนวยความสะดวกสบายให้กับคนยุคนั้นเป็นอย่างมาก ทว่ามันไม่ได้มีประโยชน์แค่ความสบายเท่านั้น พลังของศาสตร์แห่งศิลป์สามารถใช้เป็นพลังทำลายได้ มีคนใช้มันในการต่อสู้มากมายจนเกิดเป็นสงคราม ตระกูลแห่งศิลป์ทั้งหลายก็เข้าร่วมสงครามด้วย พวกเขาสร้างอาวุธที่ใช้ในสงครามเป็นจำนวนมาก กว่าสงครามจะสิ้นสุดก็กินเวลาไปเกือบร้อยปี ตระกูลแห่งศิลป์ทั้งสิบสองก็จบสิ้นไปกับสงครามด้วย สิ่งที่เหลือไว้ให้รู้ว่าเคยมีตระกูลเหล่านี้อยู่ในโลกก็คือวัตถุโบราณอันทรงพลังเท่านั้นเอง
ฟังแล้วอาจจะคล้ายกับนิทานปรัมปราที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือในโลกที่พัฒนาในด้านเทคโนโลยีมากกว่าพลังเหนือธรรมชาติ แต่ริงซี่ก็เชื่อว่ามันเป็นจริง เพราะเธอพิสูจน์แล้วด้วยตาคู่นี้
ความสามารถในการมองพลังภายในวัตถุโบราณนี้ เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาทางสายเลือด อย่างที่เคยเกริ่นไว้ ตระกูลบาเรสเทียร์นั้นพิเศษ ถึงจะไม่ได้เป็นหนึ่งในสิบสองตระกูลแห่งศิลป์แต่ก็มีพลังในตัว และแน่นอนการนำพลังเหล่านั้นมาใช้ก็สามารถทำได้เช่นกัน เพียงแต่ใช้พลังได้เพียงน้อยนิด และวิธีใช้พลังที่แท้จริงนั้น... ปัจจุบันหายสาบสูญไปเกือบหมดแล้ว
ตระกูลบาเรสเทียร์ได้ตั้งทีมค้นคว้าการใช้พลังด้วยเช่นกัน เผื่อว่าสักวันจะสามารถนำพลังของวัตถุโบราณกลับมาใช้ได้เต็มที่ แต่ความฝันนั้นก็ดูไกลเกินไป เพราะผ่านมาหลายสิบปีแล้วก็ยังใช้พลังได้น้อยนิดอยู่เช่นเดิม
เอาเถอะ ถือว่าไม่พยายามกันอย่างสูญเปล่า เพราะอย่างน้อยตระกูลของเธอก็ได้ใช้ประโยชน์จากวัตถุโบราณเหล่านั้น
“ไม่น่าเชื่อว่าลูกพี่จะเก่งด้านการเจรจาธุรกิจเหมือนกันนะ” เด็นเปรยขึ้นเมื่อริงซี่เดินกลับมาหาพวกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน
“เป็นผลมาจากการฝึกของท่านพ่อตลอดหลายปีน่ะ เรื่องการบริหารภายในบริษัทท่านพ่อเองก็ให้ฉันเข้าไปช่วยทำงานตั้งแต่อายุสิบขวบแล้ว ตอนลุยงานครั้งแรกน่ะถูกเทรนนิ่งโหดรากเลือด แต่พอชินแล้วก็ก็กลายเป็นของกล้วย ๆ” ริงซี่ตอบพลางยกมือปฏิเสธพนักงานที่นำแก้วไวน์มาบริการ
งานนี้ริงซี่ไม่ได้แค่มาดูแต่มาเพื่อพูดคุยกับเหล่านักธุรกิจทั้งหลายด้วย ถึงจะไม่ได้ชอบฟังพวกเขาข่มหรือเกทับ แต่การได้เอาเปรียบพวกเขากลับไปก็ถือเป็นความสนุกสนานอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะงั้นเลยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายอะไรเท่าไรเวลาคุยกับพวกนักธุรกิจเหล่านั้น
“ท่านรัสเทมเตรียมพร้อมเธอมาดีจริง ๆ” ดีนกล่าวชมไปถึงคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่
“ก็เตรียมไว้สำหรับทายาทสายตรงคนเดียวของบาเรสเทียร์น่ะนะ หึ ๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่คนเดียวแล้ว สบายฉันล่ะ”
“ถึงอย่างนั้นลูกพี่ก็ยังเป็นพี่นะครับ แล้วอายุก็ห่างกันมากด้วย กว่าน้องเขาจะพร้อมลูกพี่ก็คงต้องเจออะไรอย่างนี้อีกนาน” เด็นตอกย้ำความจริงอย่างไร้ปรานี ทำเอาริงซี่แทบกระอัก
“เอื๊อะ! อย่าตอกย้ำด้วยความจริงเร็วนักสิเด็น”
ให้เธอฝันหวานว่าจะได้นอนเอื่อยเฉื่อยในอนาคตหน่อยก็ไม่ได้
