บท
ตั้งค่า

7 ความปรารถนา

เอาเถอะ ฉันเป็นพวกว่าง่ายอยู่แล้ว เพราะงั้นตอนที่ปีขาลเดินไปเปิดประตูห้องตัวเองและหันมาพยักหน้าเรียกอีกรอบ ฉันก็เดินไปหาและเข้าไปในห้องเขาอย่างง่ายดายแบบนั้นน่ะแหละ ซึ่งพอเข้ามาด้านใน ฉันก็อดทึ่งไม่ได้ที่เห็นว่าห้องของเขาสะอาดยิ่งกว่าห้องฉันหรือห้องรัชชุเสียอีก

ทั้งๆ ที่อยู่คอนโดฯ เดียวกัน แปลนห้องของปีขาลก็เหมือนกันกับห้องฉันแต่เขาตกแต่งดีกว่ามาก ห้องฉันน่ะได้มายังไงก็แค่อยู่ไปแบบนั้น ในขณะที่ปีขาลตกแต่งภายในสวยงามราวกับจ้างอินทีเรียร์ เขากั้นห้องนอนเป็นสัดส่วนจากห้องนั่งเล่นด้วยผนังกระจกที่ไม่มีม่านปิด ฉันเดาว่าเพื่อต้องการแสงสว่างจากหน้าต่างในห้องนอนที่เป็นกระจกรับช่องแสงกว้างตั้งแต่พื้นจรดเพดาน วิวจากตรงนั้นมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนวิวฝั่งห้องฉันติดกับอีกคอนโดฯ หนึ่ง ที่ทำให้เสียบรรยากาศพอสมควร

“หิวหรือเปล่า”

จู่ๆ ปีขาลก็เอ่ยถาม ฉันที่มัวแต่มองไปรอบๆ ห้องเขาจึงหยุดชะงัก แล้วหันไปเอ่ยตอบ

“ไม่”

“อืม”

บทสนทนาของเราสั้นมากอย่างไม่น่าแปลกใจ เพราะปกติฉันกับปีขาลก็แทบจะไม่พูดคุยกันอยู่แล้ว ปีขาลไม่ได้มีท่าทีเกร็งอะไร ฉันเองก็ด้วย เพียงแต่... แค่รู้สึกแปลกๆ

“สายเข้า”

ปีขาลทำลายความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง หมอนี่ชอบมองโทรศัพท์ฉันเรื่อยเลย ยังดีที่คนโทรมาไม่ใช่ธีร์ และเพราะไม่ใช่นั่นล่ะ ฉันถึงได้กดรับ

[จิง อยู่ไหนอะ ธีร์มันโทรหาฉัน ถามว่าแกอยู่กับฉันหรือเปล่า]

เป็นรัชชุที่โทรเข้ามา พอกดรับยังไม่ทันจะพูดอะไร มันก็รีบพูดอย่างลนลาน

[ทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ ธีร์มันบอกว่าแกไม่ได้กลับห้อง อะไรกันวะ เฮ้ย รับแล้วก็พูดดิ ฮัลโหล…]

“ไม่ได้ทะเลาะ” ฉันตอบกลับ

[ไม่ได้ทะเลาะ? แล้วอะไร]

“เลิกกันแล้ว”

[ครั้งที่ร้อย]

คราวนี้ฉันหลุดขำ ฉันคงพูดคำนี้บ่อยมากแล้วจริงๆ สินะ

“พูดเรื่องจริง ฉันตัดสินใจแล้ว” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อย่างที่แกบอก ความรักของธีร์มันทำลายตัวตนฉัน ก็ไม่เห็นต้องทนไง”

[ให้มันจริงอย่างที่พูดนะ เลิกกับมัน แล้วกลับมาเป็นจิงแรดๆ เหมือนเดิมได้แล้ว]

“แรดไม่ออกแล้ว”

[น้ำเสียงหดหู่เชียว ว่าแต่สรุปว่าอยู่ไหนวะ ถ้าไม่ได้อยู่ห้อง ไปแอบอยู่ห้องธีร์เหรอ เพราะตอนนี้มันอยู่ห้องแก]

“เปล่า”

[อ้าว แล้ว...]

“อยู่ห้องปีขาล”

[อีจิง...]

“อะไร”

[กูอ๊ากเรียลนะ...]

“เออ”

[โอ๊ยยย อีแรด]

“อะไร มาด่า”

[แล้วบอกแรดไม่ออก มึงพูดคำนั้นตอนที่อยู่ห้องปีขาลเนี่ยนะ กูจะแจ้ง กูจะแจ้ง!]

“ไม่มีอะไรเหอะ” ฉันพยายามปฏิเสธ สาบานได้ว่าฉันไม่ได้คิดอะไรไปถึงขั้นนั้นเลยด้วยซ้ำ ปีขาลก็แค่ชวนฉันเข้าห้องเพราะฉันไม่มีที่ไปเฉยๆ หรอก

[กูล่ะชอบความไม่มีอะไรของมึงจริงๆ ขอให้ได้ ขอให้โดนจ้า กูวางละ ไม่กวน]

พูดจบก็วางสายไปจริงๆ เชื่อเลยว่าร้อยทั้งร้อยรัชชุคิดว่าฉันกับปีขาลได้กันคืนนี้แน่ แต่จะบ้าหรือเปล่า ถึงฉันจะเป็นผู้หญิงประเภทไม่แคร์อะไร แต่ฉันเพิ่งเลิกกับธีร์มาได้ไม่ถึงชั่วโมง ใครจะไปคิดถึงแต่เรื่องพรรค์นั้นกันล่ะ

อีกอย่างปีขาลก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรสักหน่อย เขาหนีไปอาบน้ำระหว่างที่ฉันคุยโทรศัพท์ แล้วก็กลับมาทำตัวปกติราวกับฉันไม่มีตัวตนไปแล้วด้วยซ้ำ

จนวางสายจากรัชชุไปแล้วนั่นล่ะ ฉันถึงได้เป็นฝ่ายอาบน้ำบ้าง ซึ่งพอเดินเข้ามาในห้องน้ำ ฉันก็พบข้าวของเครื่องใช้ของผู้หญิงคนอื่นเต็มไปหมด ทุเรศจัง ฉันหมายถึงผู้หญิงนะ สาบานได้เลยว่าฉันจะไม่มีวันทำเป็นลืมเสื้อในไว้ที่ห้องผู้ชายเด็ดขาด มันเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของที่ไร้ค่า อย่างน้อยก็กับปีขาล เพราะสุดท้ายเขาก็ทิ้งมันไว้ในถังขยะห้องน้ำนี่ยังไงล่ะ

แต่ไม่แน่หรอก เขาอาจจะเพิ่งหยิบทิ้งเมื่อกี้นี้เองก็ได้ ปีขาลเข้ามาอาบน้ำก่อนฉัน ซึ่งพอฉันอาบเสร็จและสวมเสื้อผ้าชุดเดิม ออกมาที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้งก็พบว่าหมอนั่นดื่มเบียร์รออยู่ก่อน

“ดื่มมั้ย”

เขาถามแล้วชูกระป๋องเบียร์เป็นการเชิญชวน ฉันเองก็ไม่ได้อิดออด เบียร์กับฉันน่ะเป็นของคู่กันอยู่แล้ว

พอทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นข้างกายเขาแทนที่จะเป็นโซฟา ปีขาลก็เปิดประป๋องเบียร์แล้วส่งมาให้ รสชาติขมปร่าทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น ปีขาลเองก็คงเหมือนกัน

แต่เราไม่ได้ดื่มกันมากนัก พอหมดกระป๋องที่สามฉันก็เริ่มง่วง มองนาฬิกาแขวนผนังในห้องเขาเห็นว่าเกือบตีสี่แล้วก็พอเข้าใจได้

วันนี้ทั้งวันฉันนอนน้อยมาก มัวแต่ตั้งตารอคอยเซอร์ไพรส์ที่ไม่มีอยู่จริง แถมยังออกไปอาละวาดธีร์ถึงที่อีก พอคิดเรื่องธีร์แล้วฉันก็เซ็งขึ้นมา ความจริงแล้ว... ถ้าเป็นฉันคนเดิม... ในสถานการณ์แบบนี้

สถานการณ์ที่นั่งอยู่ในห้องของผู้ชาย ดื่มเบียร์ และอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ฉันไม่พลาดหรอก

แต่ช่างมันเถอะ...

“ฉันง่วงแล้ว”

ฉันตัดสินใจบอกปีขาล หมอนั่นหันมามองแค่ครู่เดียวแล้วก็เอ่ยบอก

“ฉันไม่นอนโซฟา”

“แปลว่าฉันต้องนอนโซฟาเหรอ” ฉันถามเขางงๆ

“เธอนอนเตียงก็ได้ แต่ฉันก็จะนอนเตียงเหมือนกัน”

อ๋อ...

“โอเค งั้นฉันก็นอนเตียง”

ฉันบอกแล้วกระดกเบียร์อึกสุดท้ายจนหมด ก่อนพาร่างตัวเองล้มแหมะบนเตียงคิงไซซ์ คว้าผ้านวมผืนนุ่มมาพันตัวเพราะอุณหภูมิในห้องเริ่มหนาวเกินไป ปีขาลเปิดแอร์ตั้ง 18 องศา หมอนี่เป็นนกเพนกวินหรือไง

แต่ในขณะที่หลับตาเพียงชั่วครู่ ก็รู้สึกได้ว่าแสงไฟสีส้มที่เปิดทิ้งไว้ตรงระเบียงก่อนหน้านี้ถูกดับลง ก่อนที่ฟูกนุ่มจะอ่อนยวบข้างกายฉัน บ่งบอกให้รู้ว่าปีขาลก็ล้มตัวลงนอนเช่นกัน

ฉันพลิกตัวหันไปอีกข้างที่ไม่ต้องเจอเขา แสร้งทำเป็นหลับทั้งๆ ที่ใจเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ

“จิง”

ตอนนั้นเอง จู่ๆ ปีขาลก็เอ่ยเรียก น้ำเสียงของเขาดูเป็นปกติมาก ในขณะที่ฉันต้องบังคับไม่ให้ตัวเองเสียงสั่น

“อืม”

“เลิกกับธีร์หรือยัง”

!!!

นี่เป็นคำถามที่ควรถามในตอนนี้เหรอ!??

ฉันนึกโกรธจึงพลิกตัวกลับมาเผชิญหน้า และถึงแม้ในห้องจะมืดสนิท แต่ดวงตาคนเราปรับโฟกัสได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแค่ครู่เดียวฉันก็มองเห็นใบหน้าขาวเนียนของปีขาลอยู่ห่างไม่ถึงคืบ ลมหายใจของเขารดแผ่วฉันด้วยซ้ำ

“ขอโทษนะ แต่จำเป็นต้องถาม”

“ถ้ายังล่ะ” ฉันยียวน

“ถ้ายัง ก็จะได้หลับเลย”

ดูเอาเถอะ... ผู้ชายร้ายกาจก็เป็นแบบนี้ล่ะ

แล้วฉันจะเลือกตอบแบบไหนได้ ก็ในเมื่อฉันเลิกกับธีร์แล้วจริงๆ ฉันรับปากกับรัชชุไปแล้ว ถึงมันจะบอกว่าเป็นการบอกเลิกครั้งที่ร้อย แต่ฉันก็ไม่อยากให้มันมีการบอกเลิกครั้งที่ 101 อีกแล้ว ระหว่างฉันกับธีร์มันควรจะจบลงซักที

“ก่อนที่ฉันจะตอบ ขอถามนายก่อนได้ไหม” ฉันพูดแล้วขยับตัวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ปีขาลแค่พยักหน้า ฉันก็เลยป้อนคำถามออกมาทันที “ชอบฉันงั้นเหรอ”

ได้ยินเสียงถอนหายใจดังมาจากเขา ตามด้วยเสียงกลืนน้ำลายลงคอ จากนั้นเขาก็เริ่มอธิบาย

“ตั้งแต่วันแรก”

“...”

“วันนั้นฉันเห็นเธอก่อน ฉันเป็นคนพูดว่าสนใจเธอก่อน แต่ไอ้ธีร์เร็วกว่า”

“อ๋อ”

ปีขาลน่าจะหมายถึงที่คลับเมื่อหนึ่งปีก่อน วันนั้นฉันก็จำได้ว่าทั้งธีร์และปีขาลต่างก็มองมาที่ฉันทั้งคู่ แต่สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็น ธีร์เป็นคนเดินเข้ามาทักทายและพาฉันกลับ เราถูกคอถูกใจกันและสานสัมพันธ์กันมายาวนาน กระทั่งครบรอบหนึ่งปีที่ทุกอย่างจบลง

และ... ใช่

มันจบลงแล้ว...

“ฉันเลิกกับธีร์แล้ว”

คำพูดนั้นถูกเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นไหว มันไม่ใช่ความเจ็บปวดที่เล็ดลอด แต่เป็นความรู้สึกเพื่อการเริ่มใหม่ต่างหาก และเพราะแบบนั้น คนตัวสูงที่นอนอยู่ข้างกายฉันจึงค่อยๆ เอื้อมมือมาแตะสัมผัสบนใบหน้า ปลายนิ้วของปีขาลเย็นจัดเพราะอุณหภูมิห้อง แต่กลับให้ความรู้สึกที่ร้อนรุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ปลายนิ้วเรียวนั้นลากผ่านริมฝีปากและลูบไล้ไปมาอย่างจงใจ

สัมผัสประหลาดกำลังเกาะกินเราทั้งคู่ มันเป็นความรู้สึกแบบโหยหาก็ไม่เชิง แต่ผลักไสก็ไม่ใช่ ฉันจ้องมองเขาท่ามกลางความมืดสลัว มองเห็นแววตาวิงวอนนั้นเด่นชัด มันกำลังหลอกล่อฉันราวกับเป็นกองเพลิงที่เรียกร้องให้แมลงเม่าเข้ามาใกล้และถูกไฟร้อนแผดเผาไปเสียเอง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel