6 ห้องของปีขาล
“ทำไมไม่ตอบอะ”
แล้วจู่ๆ น้ำเสียงของคนข้างๆ ก็ดังขึ้น ฉันหันขวับไปมองก็เห็นว่าปีขาลจ้องหน้าฉันก่อนแล้ว เหลือเชื่อ เขาแอบมองข้อความจากธีร์งั้นเหรอ
“ยุ่งอะไรด้วย”
“เหอะ” เขาแค่นหัวเราะแล้วหันไปอีกฝั่ง ยกมือเท้าคางมองไปนอกตัวรถและไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
เพราะงั้นฉันก็เลยไม่ได้สนใจเขา ธีร์เองก็ไม่ได้ส่งข้อความมาอีกแล้ว ฉันคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงและหันไปมองนอกหน้าต่างฝั่งตัวเอง
ในรถแท็กซี่เงียบสนิทตลอดทาง กระทั่งถึงที่หมาย ปีขาลก็เป็นคนจ่ายเงินและเดินออกไปก่อน เขาแตะคีย์การ์ดเปิดประตูคอนโดฯ โดยไม่รอฉันด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไปยืนรอที่หน้าลิฟต์และเดินเข้ามาข้างในพร้อมกันอยู่ดี บรรยากาศเดิมๆ วนกลับมาเหมือนที่เราทั้งคู่เป็นกันอยู่ประจำ เวลาเจอกัน ฉันกับปีขาลแทบจะไม่คุยกันเลย ต่อให้ยืนรอลิฟต์หรืออยู่ในลิฟต์ด้วยกัน เราก็ไม่เคยทักทายกันอยู่แล้ว เพราะงั้นตอนที่ปีขาลพูดประโยคนั้นตอนที่อยู่โต๊ะสนุกเกอร์ ฉันถึงได้ประหลาดใจยังไงล่ะ
บางทีเขาอาจจะแค่พูดไปอย่างนั้น อาจจะกำลังช่วยฉันโดยทำให้ธีร์หึงล่ะมั้ง
แต่ว่า... คำพูดที่ธีร์ถามกลับ มันก็ชวนให้คิดน้อยเสียเมื่อไหร่ล่ะ
‘ผ่านมาหนึ่งปี มึงยังไม่ล้มเลิกความคิดนี้อีกเหรอ’
แล้วเสียงสัญญาณลิฟต์ขณะมาถึงชั้น 12 ก็ดึงสติฉันให้กลับมาอยู่ที่เดิม แถมพอบานประตูเปิดออก ปีขาลก็แยกไปทางซ้ายซึ่งเป็นห้องของเขาและเข้าไปด้านในโดยไม่ได้หันมาสนใจฉันอีก คำพูดที่ชวนให้คิดเข้าข้างตัวเองถูกปัดทิ้งไปทันที
ฉันเลิกสนใจปีขาลแล้วเดินกลับมาที่หน้าห้องของตัวเองบ้าง แต่ทว่ายังไม่ทันกดรหัสผ่านที่บานประตู ฉันก็หยุดชะงัก…
เพราะแสงไฟที่ส่องสว่างมาจากด้านในเล็ดลอดมาจากใต้บานประตูทำให้ฉันสงสัยอะไรหลายอย่าง
ฉันไม่ได้ลืมปิดไฟก่อนออกจากห้องแน่ๆ แล้วไหนจะเสียงเพลงที่ส่งเสียงคลอออกมานั่นอีกล่ะ!
ธีร์งั้นเหรอ
หลังจากที่เพิ่งทะเลาะกันมาแล้วแยกย้ายกันไปไม่ถึงยี่สิบนาที เขาก็บุกมารอฉันที่ห้องแล้วอย่างนั้นเหรอ!
แล้วในขณะที่ฉันยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น พลันเสียงข้อความก็ดังขึ้น เป็นธีร์ที่ส่งข้อความพร้อมรูปถ่ายมาให้อีกครั้ง คราวนี้ฉันกดอ่าน ก่อนจะพบว่ารูปที่เขาส่งมาคือรูปถ่ายบนเตียงนอนของฉันที่ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบสีแดงสด พร้อมกับข้อความสั้นๆ
‘Happy 1st Anniversary.’
เหอะ...
น่าแปลกที่ฉันไม่ใจสั่นสักนิด มันไม่มีความรู้สึกซาบซึ้ง ปลาบปลื้ม หรือยินดีกับการกระทำของธีร์เลย มันไม่ใช่แผนเซอร์ไพรส์แน่ๆ ฉันเดาได้เลยว่าธีร์แค่แวะซื้อดอกกุหลาบจากร้านเหล้าแล้วก็มาโรยลงบนเตียงโดยไม่ได้ตระเตรียมมาก่อน
เพราะแบบนั้นฉันจึงไม่คิดที่จะเปิดประตูห้องไปเผชิญหน้ากับเขา ธีร์ที่รออยู่ในห้องคงมีแผนสำรองและเตรียมหลอกล่อให้ฉันใจอ่อนอยู่แล้ว ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าธีร์เก่งเรื่องงอนง้อ เขาสามารถทำให้ฉันหลงกลและยอมคืนดี ถึงแม้ว่าเขาจะทำเรื่องผิดพลาดอย่างมหันต์มาก็ตาม
ฉันตัดสินใจหันหลังกลับ คิดไว้ว่าอาจไปหารัชชุเพราะอย่างน้อยธีร์ก็จะไม่ตามไปที่นั่น แต่พอเดินมาถึงหน้าลิฟต์ยังไม่ทันหยิบคีย์การ์ดด้วยซ้ำ ปีขาลที่เข้าห้องไปก่อนหน้านี้แล้วก็ดันเดินออกมาเจอฉันพอดิบพอดี
“ไม่เข้าห้องเหรอ”
เขาถามเสียงเบา ส่วนฉันก็แค่เงยหน้ามองคนตัวสูงที่วันนี้เป็นฝ่ายพูดกับฉันอีกครั้ง ในมือเขามีถุงขยะอยู่ด้วย
ปีขาลยังอยู่ในชุดเดิม เสื้อยืดสีดำไม่มีลวดลายอะไรเลยกับกางเกงยีนตัวโปรดแบบเดียวกันกับของธีร์ เปลี่ยนแค่จากรองเท้าผ้าใบราคาแพงเป็นรองเท้าแตะเรียบง่าย แล้วก็สวมที่คาดผมลวกๆ จนทรงผมด้านหน้าเปิดออก เผยให้เห็นหน้าผากมนที่ดูจะรับกันดีเหลือเกินกับใบหน้าหล่อเหลาของเขา
ถ้าบอกว่าธีร์หน้าตาดี ปีขาลก็ไม่แพ้กันหรอก ฉายาของพวกเขาคือคู่หูเศรษฐศาสตร์อันโด่งดังอยู่แล้วนี่ ทั้งสองคนสูงและหุ่นดีอย่างกับนายแบบ หน้าตาก็ดึงดูดในแบบที่ถ้าเห็นเพียงครั้งเดียวคนก็เก็บเอาไปเพ้อได้ง่ายๆ เพียงแต่ว่าธีร์จะค่อนข้างเป็นมิตรกว่า รายนั้นยิ้มเก่งแล้วก็เฟรนด์ลี่กับคนอื่นไปทั่วโดยเฉพาะกับผู้หญิง (เหอะ) ส่วนปีขาล เขาชอบทำหน้านิ่ง เป็นคนยิ้มยากแล้วก็ไม่ค่อยพูดจากับใครมากนัก ดวงตาของเขาสีดำ เส้นผมก็สีดำ มันตัดกันกับผิวขาวจัดจนทำให้ดวงตาและสีผมของเขาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว แต่ริมฝีปากของเขาเป็นสีชมพู แก้มของเขาเวลาเจออากาศร้อนจัดก็จะแดงก่ำแบบที่ครั้งหนึ่งฉันยังเคยแซวว่าเขาปัดแก้มมา จำได้เลยว่าตอนนั้นปีขาลมองแรงแค่ไหน เขาดูไม่ชอบใจ ฉันก็เลยไม่คิดที่จะพูดอะไรแบบนั้นอีก
“อ๋อ” แล้วปีขาลที่มองผ่านไปยังประตูห้องฉันก็ส่งเสียงพลางพยักหน้ารับรู้ว่าธีร์อยู่ในห้อง สายตาเขามันฟ้องชัดเจนขนาดนั้นเลยล่ะ ซึ่งพอฉันไม่ได้พูดอะไรต่อ หมอนั่นก็เอ่ยถามซ้ำอีกรอบ “แล้วจะไปไหน”
“ไปหารัชชุ”
“ดึกแล้ว”
“เพิ่งตีสอง”
“เกรงใจเพื่อนหน่อยก็ได้มั้ง”
คำพูดของเขาทำให้ฉันหันขวับไปมองค้อน เพราะรู้สึกเหมือนโดนด่า
แต่ว่า... ก็น่าจะจริง วันนี้รัชชุบอกว่าแฟนมันจะมาหา ถ้าฉันโผล่ไปตอนนี้...
“ไปอยู่ในห้องก็ได้”
“ไม่เอาล่ะ ขี้เกียจเจอธีร์” ฉันพึมพำตอบ ตอนที่ปีขาลเดินผ่านฉันไปยังที่ทิ้งขยะซึ่งอยู่ห่างจากลิฟต์นิดหน่อย พอเดินกลับมา หมอนั่นก็พูดต่อโดยไม่ได้หันมามองหน้าฉันสักนิด
“หมายถึงห้องฉัน”
ห้องปีขาล?
