5 ปีขาล
ปัจจุบัน...
ที่ตรงนั้นเงียบไปชั่วขณะ แม้กระทั่งกลุ่มเพื่อนที่ยืนเล่นสนุกเกอร์และทำเป็นไม่สนใจเรื่องของเราในทีแรกก็ยังหยุดนิ่งราวกับรอฟังเรื่องที่น่าตื่นตะลึง ปีขาลที่เป็นคนพูดประโยคนั้นออกมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังฉัน ส่วนธีร์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็เอาแต่มองข้ามฉันไปและจ้องเพื่อนสนิทตัวเองด้วยสายตาคาดคั้น ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกได้ว่ามีเพียงแค่ฉันที่ประหลาดใจ เพราะหลังจากที่ธีร์จ้องมองปีขาลอยู่อย่างนั้น เขาก็แค่นยิ้มและเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
“ผ่านมาหนึ่งปี มึงยังไม่ล้มเลิกความคิดนี้อีกเหรอ”
“อืม” ปีขาลตอบสั้นๆ
จากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรต่ออีก ก่อนจะเป็นธีร์ที่จู่ๆ ก็เอื้อมมือมาฉุดข้อมือฉันให้เดินตามเขาออกไปด้านนอก โชคดีที่ปีขาลไม่ได้รั้งฉันไว้ให้เรื่องราวมันดูน้ำเน่าไปมากกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าฉันจะยอมไปกับธีร์ง่ายๆ เพราะทันทีที่เราสองคนผ่านพ้นบานประตูมา ฉันก็รีบสะบัดมือออก
“ปล่อยได้แล้ว”
ฉันบอกแล้วดึงมือกลับ แต่ธีร์ไวกว่า เขาคว้าข้อมือฉันไว้อีกครั้งแล้วก็กระชากร่างของฉันให้เข้าไปใกล้
“กลับไปคุยกันที่ห้อง”
“บอกให้ปล่อยไง!”
“ก็บอกว่าให้กลับไปคุยกันที่ห้อง!” คราวนี้น้ำเสียงของธีร์กลายเป็นตะคอก ฝ่ามือหนาที่ตรึงรัดข้อมือฉันไว้ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บ ยิ่งพยายามสะบัด ธีร์ก็ยิ่งไม่ออมมือ
ร่างสูงที่ตอนนี้ดุดันยิ่งกว่าราชสีห์ลากฉันไปยังลานจอดรถ เพิ่งรู้ว่าธีร์ขับรถมาก็ตอนที่เห็น BMW สีดำของเขาจอดอยู่ แต่ให้ตายเถอะ ฉันไม่มีวันขึ้นรถของเขาเด็ดขาด!
“จิงไม่ไปกับธีร์! ปล่อยได้แล้ว!”
ฉันตะโกนบอก และอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายควานหากุญแจรถในกระเป๋ากางเกงสะบัดมือออก จนร่างของฉันเป็นอิสระ
แต่ธีร์ไม่เคยยอมแพ้เลย ที่ผ่านมาเขาไม่เคยยอมสักครั้ง หมอนั่นกดรีโมตและเปิดประตูรถค้างไว้ ก่อนหันกลับมาเผชิญหน้าและออกคำสั่งฉันอีกครั้ง
“ขึ้นรถ”
“ไม่”
“ขึ้นรถเดี๋ยวนี้ จิง!” เขาตะโกนออกมาอีก พร้อมกับขยับเข้ามาใกล้และคว้าข้อมือฉัน คราวนี้ฉันสะบัดออกได้อย่างรวดเร็ว ความโกรธ ความเจ็บปวด และความคับแค้นที่ปะทุอยู่ในใจทำให้ฉันดื้อกว่าที่ผ่านมา หนำซ้ำตอนที่ธีร์ถอนหายใจและดาหน้าเข้ามาเพื่อฉุดกระชากฉันอีกรอบ ก็เป็นฉันเองที่หมดความอดทนและเงื้อมือตบหน้าเขาเต็มแรง!
ฝ่ามือของฉันปะทะใบหน้าเขาจนเกิดรอยแดง ธีร์ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนสายตาดุดันจะหันมาสบตาฉันราวกับกำลังข่มกลั้นอารมณ์
ธีร์ไม่เคยทำร้ายฉัน หมายถึง... ที่ผ่านมาเขาไม่เคยทุบตีหรือทำให้ฉันต้องเจ็บตัว แม้ว่าบ่อยครั้งที่ฉันจะโกรธจนเผลอตบหน้าเขา ตีเขา ราวกับเป็นผู้หญิงบ้าคนหนึ่ง แต่ธีร์ไม่เคยกระทำสวนกลับมา เขาแค่รอจนว่าฉันจะสงบและยอมให้ร่างกายตัวเองเป็นที่ระบายอารมณ์
ครั้งนี้ก็เช่นกัน...
แต่มันไม่ควรเป็นแบบนั้นใช่ไหมล่ะ ฉันไม่ควรทำร้ายร่างกายเขา รวมถึงเขาก็ไม่ควรทำร้ายจิตใจฉัน
ฉันไม่อยากโทษว่ามันเป็นเพราะเขาเป็นฝ่ายทำร้ายจิตใจฉันก่อน เพราะฉันไม่มีสิทธิ์ทำร้ายร่างกายใครเลย แต่ว่า... ฉันไม่เคยหักห้ามได้ เวลาที่เผชิญหน้ากับธีร์
ฉันโกรธ ฉันอยากเอาคืน ฉันอยากให้เขารับรู้ว่าฉันเจ็บทุกครั้งที่เขานอกใจ ไปมีอะไรกับคนอื่น พอเราทะเลาะ พอฉันทำร้ายเขา ธีร์ก็จะง้อ เราคืนดีกัน และทุกอย่างก็กลับไปเริ่มใหม่
...เราสองคนไม่ควรอยู่ในวังวนบ้าๆ แบบนี้อีกแล้ว
“พอเถอะธีร์”
“อะไรอีก”
อะไรอีก...
ฉันโคตรเกลียดคำนี้เลย ให้ตาย
“เราเลิกกันเถอะ”
ฉันพูดแค่นั้นแล้วเดินหนีออกมา ธีร์เองก็พยายามรั้งฉันไว้เหมือนกัน แต่คราวนี้ฉันทั้งสะบัดและผลักตัวเขารุนแรงจนร่างสูงล้มลงไปกองกับพื้น เป็นอีกครั้งแล้วที่ฉันทำร้ายเขา
และคราวนี้ธีร์คงหงุดหงิด ตอนที่เขาลุกขึ้นยืนได้เขาก็ไม่ได้เดินตามฉันมา ได้ยินเสียงตะโกนดังไล่หลัง แต่ฉันไม่แม้แต่จะหยุดฟัง
“เออ! จะไปไหนก็ไปเลย! แม่งเอ๊ย!”
น้ำตาของฉันไหลลงมาตอนที่เขาเอ่ยไล่ คราวนี้มันคงจะจบสิ้นกันเสียที...
เพียงครู่เดียวฉันก็รีบปาดน้ำตาออก ฉันควรพอ ควรหยุดทุกอย่าง ความรักของธีร์ทำร้ายฉัน ทำลายตัวตนของฉัน มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องทนคบกับเขาต่อไปในเมื่อสัดส่วนของความรักมีค่าเท่ากับความเจ็บปวด...
ฉันเดินออกมาจนถึงริมถนน โบกมือเรียกแท็กซี่ที่บังเอิญผ่านมาพอดี ทว่าพอเข้าไปนั่งที่เบาะหลังและยังไม่ทันปิดประตูรถ ฉับพลันก็มีฝ่ามือของใครบางคนมาคว้าประตูไว้และรีบแทรกตัวเองเข้ามาในแท็กซี่ที่ฉันนั่งอยู่อย่างรวดเร็ว
แวบแรกฉันคิดว่าเป็นธีร์ แต่ไม่ใช่...
ปีขาลต่างหากที่ทำอย่างนั้น
“ขึ้นมาทำไม”
“จะกลับคอนโดฯ”
เขาตอบสั้นๆ เหมือนที่ทำเป็นประจำ ฉันเองก็ขี้เกียจเถียงด้วยจึงไม่ได้ไล่เขาลงจากรถ คนขับแท็กซี่ที่เห็นว่าฉันกับปีขาลรู้จักกันก็เคลื่อนตัวออกไปยังสถานที่ที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้แล้ว
การอยู่กันตามลำพังกับปีขาลไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด หมอนั่นเองก็ไม่ได้พูดหรือชวนคุยอะไรที่ทำให้บรรยากาศแย่ลงไปมากกว่านี้ ปีขาลในชุดเสื้อยืดสีดำกำลังวุ่นวายอยู่กับอะไรสักอย่าง เขาใช้มือข้างหนึ่งเสยผมและค้างไว้แบบนั้น คิ้วเข้มขมวดเป็นปมจนทำให้ปีขาลดูดุดันยิ่งกว่าเดิม พอมองตามสิ่งที่ดวงตาคมจดจ้องอยู่ ก็เห็นว่าเขากำลังแกะฟิล์มกระจกจากโทรศัพท์มือถือของฉันเอง
เพิ่งนึกขึ้นได้ในตอนนี้ว่าฉันไม่ได้หยิบมือถือที่ร่วงอยู่บนพื้นขึ้นมาด้วย ปีขาลคงเก็บมันมาให้ แล้วก็พิจารณาแล้วว่าจอไม่ได้แตก แต่เป็นฟิล์มกระจกที่รับแรงกระแทกนั้นแทนต่างหาก พอลอกฟิล์มเสร็จเขาก็โยนมือถือมาให้ฉัน ซึ่งนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้น
เป็นธีร์...
คนที่เพิ่งจะเอ่ยปากไล่ฉันเมื่อครู่นั่นล่ะ
ฉันตัดสายทิ้ง ธีร์จึงโทรเข้ามาอีกสองครั้งจนฉันต้องเปลี่ยนเป็นระบบสั่นเพราะกลัวคนขับแท็กซี่จะรำคาญ จากนั้นธีร์ก็เปลี่ยนเป็นส่งข้อความมาแทน
‘จิง’
‘ธีร์ขอโทษ’
‘ธีร์รักจิงนะคะ’
ประโยคเหล่านั้นถูกส่งมาให้ฉันราวกับเป็นแพตเทิร์นเวลาที่เราสองคนทะเลาะกัน มันได้ผลเสมอ แต่ไม่ใช่ตอนนี้...
และฉันขอให้มันไม่ได้ผลอีกต่อไป...
