CHAPTER 7
อินธาราได้ร่ำไห้ออกมาต่อความรู้สึกหน่วงในใจตนจนพอใจโดยมีกายหนาของสิงห์คำอยู่ในอ้อมกอดไม่ห่าง หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ร่างเล็กก็ผละตัวออกจากเขา
“ร้องไห้พอใจแล้วหรือ?”
“เสื้อของคุณเปียกน้ำตาของฉันหมดแล้ว คุณไปเปลี่ยนเสื้อตัวอื่นได้หรือไม่ ฉันจะเอาไปซักให้”
น้ำเสียงสะอื้นสั่นเพิ่งเสร็จจากการร้องไห้ไปไม่นานเอ่ยบอก แถมยังเมินเฉยต่อคำถามของสิงห์คำเมื่อครู่อีก นัยน์ตาคมลอบมองร่างเล็กที่นั่งสั่นสะอื้นอยู่ไม่หาย เด็กหนุ่มคนนี้ร้องไห้ฟูมฟายแล้วเนื้อตัวสั่นมากขนาดนี้ทุกครั้งเลยหรือไม่? เป็นเพียงคำถามภายในใจของเจ้าของสายตาที่มองยังอินธาราในตอนนี้
“ช่างเรื่องของเสื้อฉันไปก่อน แต่เธอจะต้องตอบคำถามของฉัน”
“...”
“ตอบฉันมาตามความจริงเท่านั้น”
“...”
อินพยักหน้ารับทั้งยังไม่รู้ว่าคำถามของเขาเป็นอย่างไร มือเล็กยกขึ้นปัดป่ายคราบน้ำตาที่ไหลอาบเมื่อครู่ออกลวก ๆ พอให้สิงห์คำได้มองเห็นเหมือนกันกับท่าทางแบบนี้ของอีกฝ่าย ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไปหมดหากยังมองต่อแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อินธาราคงได้รู้เสียหมดว่าเขากำลังมองตนอยู่
“คุณจะถามอะไรหรือจ๊ะ?”
“จ๊ะ?”
“มีอะไรหรือ?”
เพราะตั้งแต่เจอกันมา สิงห์คำก็เพิ่งจะได้ยินคนตัวเล็กข้างกายพูดจ๊ะจ๋าออกมาแบบนี้ จนอดไม่ได้ที่จะพูดย้ำขึ้นเพื่อความมั่นใจว่าตนไม่ได้หูแว่วไปเองและทำหน้าแปลก ๆ แบบนั้นออกมาให้อินธาราต้องได้ถามไถ่ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงแสดงสีหน้าแบบนั้นออกมา
“เธอไม่ได้พูดแบบนี้”
“แบบนี้? จ๊ะน่ะหรือ”
สิงห์คำพยักหน้าตอบ
“ที่บ้านฉันมักสอนเรื่องกุลสตรีอยู่เสมอ แม้ว่าฉันจะเป็นบุรุษ แต่ก็เป็นบุรุษท้องได้ การเลี้ยงดูและการสั่งสอนเลยไม่ต่างไปจากบุตรสาวเลย แต่ความจริงฉันก็เป็นฉันอยู่วันยังค่ำ ฉันไม่ใช่คนเรียบร้อยดั่งที่คุณพ่อคุณแม่หวัง”
เป็นอินธาราที่เริ่มเล่าให้เขาฟังด้วยตัวเอง สิงห์คำไม่ได้ขัดอะไรต่อสิ่งที่อีกคนเล่าแถมยังตั้งใจฟังเป็นอย่างมากเสียด้วยซ้ำ
“ฉันรู้”
“เหตุใดคุณจึงรู้?”
“เพราะฉันเห็น”
สิงห์คำเล่าต่อว่าอินธาราที่เขาเห็น ดูเป็นคนกระโตกกระตากพอควร แต่ก็รู้ได้ว่าเป็นลูกผู้ดีจากตระกูลใดสักแห่ง คนที่มีหน้ามีตามักสั่งสอนลูกให้อยู่ในร่องในรอยเสมอ เขาก็แอบแปลกใจว่าเหตุใดลูกผู้ดีคนนี้จึงมายืนเถียงผู้อื่นฉอด ๆ เยื่องอินธารา คงไม่มีใครเหมือน
“เหตุใดจึงหนีออกจากบ้าน ชีวิตของเธอไม่ใช่ว่าสุขสบายกว่าผู้อื่นอยู่แล้วหรือ?”
“อิน!...เอ่อ...ฉันไม่อยากแต่งงาน”
“...”
เพราะอินธาราที่รีบตอบเขามากเกินไปจนหลุดเรียกแทนชื่อตัวออกมาแบบนั้น แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับไปเรียกแทนตัวเองเหมือนเดิมให้ทันควร แต่สำหรับสิงห์คำแล้วมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“อินคือชื่อเธองั้นหรือ?”
“ฉันขอโทษจ้ะ ฉันเพียงแค่ชินเท่านั้น”
อินธาราที่อยู่แต่บ้านก็มักจะใช้แทนตัวเองแบบนี้บ่อย ๆ กับคนรับใช้ในเรือนของตนอยู่แล้ว หลังจากนั้นอินธาราก็ได้เล่าเรื่องที่ตนต้องแต่งงานกับคนที่ครอบครัวหาให้อย่างไม่ได้ปักใจจะรัก สิงห์คำเป็นผู้ฟังที่ดีมาตลอด เขาตั้งใจฟังสิ่งที่อินพูดทุกถ้อยคำแม้สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าสิ่งที่เล่าจะเป็นใบหน้าเรียวสวยของเด็กหนุ่มคนข้างกาย
“คนผู้นั้นรูปไม่งามหรือ เธอจึงไม่อยากเข้าเรือนหอกับเขา”
“อินไม่รู้จ้ะ...เราไม่เคยพบเจอกัน ครอบครัวของเขากำลังจะเดินทางมาดูตัว แต่ฉันหนีออกมาก่อน”
เหมือนกับว่าอินธารากำลังเรียกแทนชื่อตนอีกครั้งแล้ว
“แทนด้วยชื่อตัวเองเถิด เธอจะได้สบายใจ”
“...” เป็นอีกครั้งที่อินธาราทำเพียงแค่พยักหน้ารับเขา
“อินขอโทษจ้ะ”
แม้จะรู้ว่าการพยักหน้ารับตอบผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่ควรมากนัก อินธาราไม่ใช่คนที่อยู่ในร่องในรอยตามที่บิดาและมารดาต้องการก็จริง แต่คนที่ถูกปลูกฝังให้เป็นคนเรียบร้อย มารยาทดีมาแต่เด็ก มันเป็นเรื่องธรรมดามากถ้าอินจะรู้สึกว่าตนกำลังทำผิดต่อสิ่งที่เคยถูกสั่งสอน
“ขอโทษกระไรหรือ?”
“อินพยักหน้าตอบคุณ อินไม่ได้...”
“พยักหน้าตอบแล้วมันเป็นอย่างไร?”
สำหรับสิงห์คำที่ไม่มีแม้แต่คำทัดทานจะแลเห็นว่าสิ่งที่อินธาราพูดมันมีอะไรผิด มันเป็นเรื่องที่อินไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจมากขนาดนั้น สรุปแล้วเด็กคนนี้มีอะไรอยู่ในใจอีกบ้าง ถึงต้องกดดันตนเองมากถึงเพียงนี้
“มันเป็นสิ่งที่ไม่ควร”
“ฉันไม่เห็นว่าจะมีอะไรไม่ควรอย่างที่เธอว่า อยู่ที่นี่เธอสามารถทำได้ทุกอย่างที่เธออยากจะทำ”
“...”
หลังจากนั้นสิงห์คำก็เริ่มแนะนำตัวเองบ้าง แม้จะเป็นการบอกเพียงชื่อให้อีกคนได้รับรู้ แต่เขาไม่เคยต้องทำแบบนี้กับคนผู้ใด นอกจากอินธาราผู้นี้ ที่กำลังเล่าเรื่องของตัวเองให้สิงห์คำได้รับรู้มากมาย
“ขอบคุณที่คุณช่วยอินเมื่อคืน”
“ฉันไม่ชอบไอ้พวกนั้นอยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอก”
“อย่างไรอินก็ต้องขอบคุณจ้ะ”
อินธาราพูดตอบ พอได้มองหน้ากันชัด ๆ แบบนี้ สิงห์คำก็ไม่ใช่คนที่ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรเลย หุ่นของเขาก็ดีเกินไปจนอินธารารู้สึกอิจฉาขึ้นเฉย ๆ นัยน์ตากลมแดงก่ำมองหน้าเขาเหมือนว่าต้องการจะพูดอะไรสักอย่าง
“มองหน้าฉันมีอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“คุณหน้าตาดี ไม่เหมือนอันธพาลในความคิดของอิน”
เมื่อก่อนอินธาราคิดว่าอันธพาลคงจะมีหน้าตาที่โหดเหี้ยมจนไม่น่ามองเท่าไร แต่กับสิงห์คำ คนที่อินกำลังจ้องมองหน้า เขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยสักนิด หากไม่เจอกันในสถานการณ์แบบนี้คงคิดไปแล้วว่าเขาเป็นคนของผู้ดีตระกูลใดสักที่
“งั้นหรือ สรุปแล้วเธอชื่ออิน?”
“อินเป็นเพียงชื่อเล่น อินธาราคือชื่อจริงจ้ะ”
พอได้ยินคนน้องพูดจ๊ะจ๋าแบบนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเคลิบเคลิ้มไปด้วยกับความอ่อนโยนตรงหน้า คนที่ดูกระโตกกระตากเกินที่จะเรียบร้อยพอได้เห็นก็อดไม่ได้ที่รู้สึกแปลกไปด้วย
“เป็นคนจากตระกูลใด?”
“ตระกูลศิวกรจ้ะ คุณรู้จักตระกูลของอินหรือไม่?”
“ตระกูลของเธอนับว่าลือชื่อนัก ไม่มีผู้ใดในพระนครไม่รู้จักหรอก”
“...”
สีหน้าของอินธาราหลังจากที่ฟังเขาพูดจบก็เปลี่ยนไปในทันที หวังเพียงว่าเขาคงจะไม่จับพาตัวอินกลับบ้านในที่สุดเพราะความลือชื่อที่ว่า เศรษฐีแห่งเมืองพระนครที่ได้ลูกชายที่หนีออกจากบ้านคืนคงจ่ายเงินหนักเอาการเห็นจะได้
สิงห์คำพูดตอบพร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของตนเพราะเหมือนกับว่าทั้งคู่ได้พูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็เพียงแค่ส่งอินธารากลับทางเดิมเท่านั้น
เขาไม่ได้หมายว่าจะให้อินมาอยู่ด้วยหรอกหรือ?
“กลับบ้านของเธอไปเสีย”
“อินไม่กลับ หากกลับไป...”
พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกรอบก็ทำเอาอินธาราจะร้องไห้ให้ได้ นัยน์ตากลมสั่นไหวมองคนที่ยืนหันหลังให้ตนในตอนนี้ หากอินธารากลับไปก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนที่ล้มเหลว นอกจากครอบครัวจะอับอายเพิ่ม อินก็คงจะต้องแต่งงานในที่สุด
“หากกลับไปแล้วจะทำไม?”
“เพราะคุณอยากได้เงินที่ช่วยอินใช่หรือไม่?”
“...?”
คนที่ถูกตั้งคำถามเมื่อครู่หันกลับมามองพร้อมกับใบหน้าตั้งคำถามไม่น้อย ไม่รู้ว่าคำพูดไหนของเขามันทำให้อินธารารู้สึกแบบนั้นจนต้องพูดออกมา แต่เขาไม่ได้คิดอย่างที่อีกคนกล่าวเสียหน่อย
“คุณอยากได้เงินเท่าใด อินจะหามาให้ แต่อินขอเวลา”
หลังจากที่อินหาที่อยู่ได้เป็นหลักเป็นแหล่ง เขาจะทำงานเพื่อหาเงินมาให้ตามที่สิงห์คำขอ รู้สึกแย่ไม่น้อยที่ทำตามสัญญาไม่ได้ว่าหากช่วยตนแล้วบิดาจะเมตตา แต่จะกลับไปขอเงินท่านอย่างนั้นหรือ
“ฉันไม่ได้ต้องการเงินจากเธอหรอกหนา”
“งั้นคุณต้องการอะไร?”
“ฉันจะต้องการอะไรได้เล่า ลูกคุณหนูมีปัญหาหนีออกจากบ้านอย่างเธอมีอะไรให้ต่อรองอย่างนั้นหรือ?”
แม้จะพูดดูถูกแบบนั้นออกไปที่ความจริงก็ไม่ได้คิดต้องการอะไรจากอินธาราเลยแม้แต่นิด แต่การที่อินออกมาอยู่แบบนี้ทั้งเงินที่เอามาด้วยก็ถูกขโมยไป แล้วอีกคนจะใช้ชีวิตอย่างไร ไหนจะช่วงสงครามแบบนี้อีก มันไม่ใช่เรื่องง่ายหากยังดื้อดึงไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งที่คิด
“ให้อินอยู่กับคุณที่นี่ได้หรือไม่ แม้อินจะต่อยตีกับผู้อื่นไม่เป็น แต่อินก็ได้รับวิชาแม่บ้านแม่เรือนจากคุณแม่มาอยู่มาก สามารถทำได้ทุกอย่างที่แม่บ้านทำ”
อินธาราพูดเสนอเพราะเขาไม่มีที่ไปแล้ว หากจะทำงานก็ต้องมีเงินหาเช่าห้องก่อน แต่ตนไม่มีเงินสักบาทแล้วจะเอาที่ใดมาเป็นทุน
“...”
“อินทำได้จริง ๆ นะจ๊ะ แม้จะมาจากตระกูลผู้ดีแต่ก็หาได้นิ่งนอนใจเรื่องงานบ้านงานเรือน หากที่นี่มีอิน อินจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้กินและจะดูแลความสะอาดแก่ห้องทุกห้องของที่นี่”
เด็กหนุ่มยังไม่เลิกพูดถึงคุณสมบัติที่ตนมี แต่ตอนนี้อินธาราอยากที่จะอยู่ที่นี่จริง ๆ แม้ว่าที่นี่จะมีความตื้นลึกหนาบางมากเท่าไรก็หาได้รู้ชัด ที่นี่มันไม่ใช่ที่ของอินธาราอย่างที่เข้าใจ แต่แล้วแบบนี้สิงห์คำจะต้องปฏิเสธเด็กหนุ่มไร้ที่ไปผู้นี้อย่างไรดี
‘ฉันมีธุระที่ต้องไปจัดการ คงกลับมาเย็นพร้อมลูกน้องคนอื่น ๆ’
‘ได้จ้ะ อินจะทำกับข้าวรอทุกคนนะจ๊ะ’
กับเวลาช่วงบ่ายที่เหลืออินธาราเริ่มทำงานตามที่ตนได้สัญญาไว้ สิ่งแรกที่ทำคงไม่พ้นจัดการทำความสะอาดห้องของตนเป็นอันดับแรกก่อน เพราะที่นี่คงจะเป็นห้องของอินไปอีกนาน
ที่นี่มีอยู่หลายห้องลักษณะเหมือนบ้านร้างขนาดใหญ่ ไม่เหมือนที่ที่คนจะอยู่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่อินธาราก็จะทนต่อสิ่งที่พาให้ตนต้องมาที่นี่ ทุกอย่างถูกจัดการอย่างรวดเร็วเพราะเวลาที่มีอย่างจำกัด เพราะอีกไม่นานก็ต้องไปเตรียมอาหารเย็นรอคนที่จะกลับเข้ามา
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับอินธาราอยู่เหมือนกัน ไม่คิดไม่ฝันว่าคนพวกนี้จะมีอาวุธต่อสู้มากเพียงนี้ ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าพวกเขาทั้งหมดทำงานอะไรกันแน่ ถ้าเป็นเพียงอันธพาลที่ต่อยตีกับผู้อื่นไปวัน ๆ ก็คงจะเอาอีกฝ่ายถึงตายกับอาวุธที่พวกเขามี
“พี่สิงห์เห็นหรือไม่ พวกมันคลานมากราบตีนพวกเราเหมือนหมา”
“ฉันล่ะสะใจนัก ตอนท้าทายพี่พวกมันปากดีเสียไม่มี”
“...”
เสียงด้านนอกแว่วมาให้ได้ยินถึงบุคคลหลายผู้ที่กำลังมาถึง ดวงใจน้อยของอินธาราวูบไหว ไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ ที่คุณสิงห์คำดูแลอยู่จะเป็นอย่างไรบ้าง ร่างเล็กเดินออกจากห้องครัวที่ตนเพิ่งเตรียมอาหารเสร็จ อินเสียเวลาไปมากกับการหาข้าวของทำกับข้าวเย็นให้พวกเขา แต่โชคดีที่ทุกอย่างทันเวลา
“กูเห็นแล้ว”
“พวกพี่ไปอาบน้ำกันก่อนเลยนะ เดี๋ยวเทียนทำอะไรให้กิน”
เทียนพูดขึ้นทำเอาสิงห์คำนึกคิดได้ทันทีว่าเขายังไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ลูกน้องได้รับรู้ถึงสิ่งที่เพิ่มเข้ามาของแก๊งเราตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
“ต่อไปนี้เอ็งไม่ต้องทำกับข้าวให้พวกข้ากินแล้วล่ะเทียน”
“...”
“...”
ขามและเข้มที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หรือแม้แต่ลูกน้องคนอื่น ๆ ก็ให้ความสนใจต่อคำพูดของสิงห์คำอยู่มากเหมือนกัน เหตุใดจึงให้เทียนหยุดทำกับข้าวให้พวกเขาหรือว่าหลังจากนี้พี่สิงห์จะให้ทุกคนหากินกันเอาเองอย่างนั้นหรือ
“ทำไมล่ะจ๊ะพี่สิงห์ แล้วพวกพี่จะกินอะไรกันหรือ?”
เทียนถามทั้งสีหน้าที่ยังไม่เข้าใจมากนัก ทุกอย่างเหมือนตกอยู่ในภวังค์ของคนที่กำลังรอคำตอบจากลูกพี่ของพวกเขาถึงเหตุผล แต่เหมือนกับว่าสิงห์คำจะยังไม่ทันได้พูดอะไร คนที่เป็นกุญแจของเรื่องนี้ก็เดินออกมาด้านนอกได้อย่างทันเวลาดั่งจับวาง
“อ้าว คนงามผู้นั้นยังไม่ไปไหนงั้นหรือ?”
