บท
ตั้งค่า

CHAPTER 6

“เอ็งเข้ามาห้องข้ามีอะไรงั้นหรือเทียน?”

“ฉันแค่อยากจะเข้ามานวดให้พี่สิงห์น่ะจ้ะ”

เด็กหนุ่มวัยยี่สิบกว่าเดินเข้ามาใกล้และเอ่ยบอกเหมือนนั่นคือหน้าที่ของตนอยู่แล้วแม้ความจริงมันจะไม่ใช่ สิงห์คำไม่ใช่คนโง่เขลาที่จะเดาใครไม่ออก เขารู้และเดาออกมาแต่แรก

แต่ไม่ว่าเทียนจะมายั่วยวนตนมากเพียงใดก็ไม่ทำให้สิงห์คำสามารถมีอารมณ์ร่วมด้วยอยู่ดีและใช่ว่าพี่สิงห์จะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ แต่เขาไม่สามารถมีความรู้สึกแบบนั้นกับคนที่ตนปักใจจำว่าอีกคนเป็นพี่น้องของตนไปแล้ว

“พี่สิงห์ปวดเมื่อยตรงไหนเป็นพิเศษหรือไม่จ๊ะ ฉันจะนวดให้เป็นอย่างดี หากพี่สิงห์อยากได้อย่างอื่นก็บอกได้จ้ะ ฉันจะดูแลพี่สิงห์เอง”

“...”

กายเล็กของคนที่เดินเข้ามาประชิดแผ่นหลังกว้างเอ่ยบอกเสียงแผ่ว มือเล็กเรียวของเทียนเริ่มก้าวก่ายลูบไล้ไปตามแผ่นหลังจนถึงไหล่หนาของชายหนุ่มที่ยืนนิ่งไม่ได้พูดอะไรเพียงหันหน้ามองเทียนเสี้ยวเดียวเห็นจะได้

สิงห์คำไม่ได้ชอบใจมากนักกับสิ่งที่อีกคนทำ แต่เขาก็แอบนึกสงสัยว่าเหตุใดถึงคิดแบบนั้นกับเทียนไม่ได้ เพราะอีกคนก็ดูแลและเอาใจใส่เขามาโดยตลอด

“คนผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง เอ็งประคบร้อนให้เขาแล้วหรือ?”

“ทำไมพี่สิงห์จะต้องถามถึงมันผู้นั้นด้วยเล่า”

เพราะรู้จุดอ่อนว่าหากพูดเรื่องนี้ขึ้น เทียนจะต้องรู้สึกหงุดหงิดและไม่ชอบใจที่สิงห์คำเอ่ยถึงผู้อื่นทั้ง ๆ ที่ภายในห้องนี้ก็มีเพียงพวกเขาแค่สองคนและทุกอย่างก็ช่างเป็นใจเสียมากเพียงนี้

“ข้าถาม เอ็งก็แค่ตอบ”

“...”

พอสิงห์คำทำน้ำเสียงจริงจังขึ้นพร้อมกับจับเอามือเล็กของเทียนออกจากไหล่หนาของเขาแล้ว เทียนที่รู้จักพี่สิงห์ของตนมาหลายปีก็รู้ว่าเขากำลังเข้าโหมดจริงจังแล้วจริง ๆ

“ฉันก็ทำตามที่พี่สิงห์สั่งนั่นแหละ”

“เอ็งออกไปเฝ้าเขาก่อนเถอะ ข้าจะรีบตามออกไป”

“...จ้ะ!”

น้ำเสียงกระแทกกระทั้นบ่งบอกถึงความไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เทียนยอมเดินออกจากห้องของชายที่หมายมั่นว่าต้องมีสักวันที่ตนจะต้องเป็นเมียสิงห์คำให้ได้ ท่าทางฟัดเหวี่ยงที่เห็นทำเอาเข้มและขามที่นั่งเฝ้าคนหน้างามอยู่แต่แรกอดทักขึ้นไม่ได้

“โดนพี่สิงห์ไล่ออกมาหรือเอ็ง?”

“มึงก็ไปถาม ท่าทางสีหน้าแบบนี้คงโดนไล่อีกตามเคย”

สองพี่น้องต่างเอ่ยแซวคนที่เดินมาตามประสาแต่คนโดนแซวรอบนี้กลับไม่พอใจเหมือนเฉกเช่นทุกครั้ง เห็นทีก็คงจะเป็นเพราะคนที่เข้ามาใหม่ที่นอนหลับไม่ได้สติตรงนี้ หากไม่มีมันผู้นี้ พี่สิงห์คำของตนก็คงไม่เอาเรื่องนี้ขึ้นมาอ้าง

“เอ็งก็หัดหักห้ามใจเสียบ้าง พี่สิงห์เขาเป็นดั่งพ่อเอ็งเลยหนา”

“ไม่ต้องมาสอนฉันหรอกพี่เข้ม”

คำว่าพ่อที่เข้มเอ่ยบอกไม่ได้หมายความว่าสิงห์คำของพวกเขาจะแก่ เพราะชายหนุ่มก็อายุเพียงสามสิบต้น ๆ เท่านั้น แต่ที่พูดคำว่าพ่อออกไปก็เพราะสิงห์คำเปรียบเสมือนผู้มีพระคุณของพวกเขามากกว่า

“อ้าวไอ้นี่! ร้องไห้เสียใจมาก็มีเพียงพวกกูปลอบไม่ใช่หรือ?”

“พวกพี่ทวงบุญคุณฉันหรือ? ฉันรู้ว่าพี่สิงห์เป็นคนที่มีพระคุณเหนือหัว แต่ฉันรักพี่สิงห์นี่จ๊ะ”

เทียนไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรอยู่แล้ว พวกเขาก็ยังเห็นอีกคนเป็นน้องอยู่เหมือนเดิม แต่บางทีมันก็ต้องตักเตือนกันบ้างเพราะคิดเกินเลยไปก็มีแต่จะเสียใจอยู่วันยังค่ำ

รู้ตัวอีกทีก็มีใจให้สิงห์คำไปแล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรหรอกว่าเหตุใดต้องรักเขาถึงเพียงนี้ด้วย หากวันหนึ่งที่พี่สิงห์มีใจให้ผู้อื่นไปจริง ๆ เทียนก็คงยากที่จะทำใจ

“พี่เข้มกับพี่ขามก็นั่งเฝ้าอยู่แท้ ๆ แต่ก็ยังให้ฉันออกมาเฝ้าด้วยอีกคน ฉันล่ะไม่ชอบคนผู้นี้เลย เมื่อไหร่จะฟื้นแล้วออกจากที่นี่ไปเสียที”

“คืนนี้คงไม่ฟื้นแล้ว หน้าท้องช้ำขนาดนั้น”

เป็นขามที่ออกความคิดเห็น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่สิงห์คำเดินออกจากห้องมาพร้อมกับกางเกงผ้าฝ้ายหูรูดเพียงตัวเดียว ร่างหนายืนมองร่างเล็กของคนที่นอนนิ่งหลับอยู่ท่าเดียวไม่ขยับเขยื้อนอย่างใช้ความคิด คงจะเป็นอย่างที่ขามว่า คืนนี้คงจะต้องหาที่หลับที่นอนให้เสียก่อนที่ยุงจะหามไปกิน

“เอาไปนอนในห้องมึงแล้วกันไอ้เข้ม”

“ได้จ้ะพี่ ฉันจะดูแลอย่างดีทั้งคืนเลย”

“กูบอกหรือว่ามึงจะต้องดูแลเขา?”

ไม่ทันที่สิ่งที่คิดจะไปถึงไหนก็โดนสกัดเสียก่อนโดยสิงห์คำเจ้าของคำพูดเมื่อครู่ ทั้งสามคนที่ยังอยู่ตรงนั้นต่างให้ความสนใจต่อลูกพี่ตนเป็นอย่างมาก นอกจากพี่สิงห์จะลงทุนแบกคนผู้นี้กลับมาถึงรังทั้ง ๆ ที่ตรงนี้ห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาโดยเด็ดขาดแล้ว ยังดูเป็นห่วงผู้อื่นอย่างออกหน้าออกตาเสียอีก

“มองกูแบบนั้น อยากจะถามอะไรหรือ?”

“แล้วคืนนี้ฉันจะนอนที่ไหนหรือจ๊ะพี่สิงห์?”

“ไปนอนห้องไอ้ขาม”

เป็นคำตัดสินของลูกพี่ใหญ่ เพราะห้องของเข้มน่าจะดูสะอาดและไม่มากไปด้วยอาวุธ น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้วที่จะให้คนผู้นี้ไปนอนที่ห้องนั้นก่อนจะได้สติตื่นขึ้นมา ขามและเข้มรับคำอย่างหนักแน่นเหมือนเดิมต่อคำสั่งนั้น คงจะมีเพียงเทียนผู้เดียวที่ไม่พอใจเอามาก ๆ เหมือนเดิม ที่ชายท้องได้ผู้นี้จะได้นอนพักที่นี่

“หากมันฟื้นแล้วจะไล่ออกจากที่นี่เลยหรือไม่” เทียนกล่าว

“ไม่รู้ รอให้ฟื้นก่อนค่อยคุยกัน”

หลังจากที่คุยทุกอย่างจบลงไปแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องพาอินธาราเข้าห้องนอนของเข้ม แต่ก็ไม่ได้มีใครสักคนที่ได้อุ้มร่างเล็กของคนที่หลับสนิทบนโซฟาโดยตรง แต่การย้ายตัวของอีกคนเข้าห้องก็ผ่านไปด้วยดีแม้จะแลกมากับความเหนื่อยและร้อนจนสิงห์คำต้องอาบน้ำใหม่เลยก็ตาม

‘ให้ฉันอุ้มไปนอนที่ห้องเลยไหมจ๊ะพี่สิงห์?’

‘อุ้มอะไรของมึงหรือไอ้เข้ม?’

‘ก็อุ้มคนหน้าสวยผู้นี้ไปนอนห้องฉันอย่างไร’

‘อุ้มไปก็ได้ตื่นกันพอดี ให้ได้พักผ่อนต่อไปเถอะ...มา พวกมึงมาช่วยกูยกโซฟาทั้งอันเข้าห้องของมึง ไอ้เข้มไอ้ขาม’

เปลือกตาสวยลืมขึ้นอย่างช้ากับแสงแดดที่เข้าแยงตาอยู่ตอนนี้ อินธาราตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการเจ็บท้องของตัวเองที่ได้รับจากแรงต่อยของทหารที่รุมทำร้าย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นกับสิงห์คำที่เข้ามาช่วยเหลือ หลังจากที่โลกมืดดับไปอินธาราก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย

“...”

ร่างเล็กพยายามพยุงตัวขึ้นจากที่ที่นอนอยู่ ตนปลอดภัยแล้วใช่หรือไม่ แล้วคนผู้นั้นหายไปไหน แล้วที่นี่คือที่ใด การตื่นมาที่เต็มไปด้วยคำถามที่เกิดขึ้นในหัว อินลอบมองข้างกายที่มีเพียงความว่างเปล่า

“ตื่นแล้วหรือ?”

“...”

เสียงทุ้มเอ่ยถาม เป็นเสียงของคนที่เข้ามาช่วยเหลือตนในตอนนั้นไม่ผิด สิงห์คำในชุดธรรมดาอยู่รังยืนกอดอกมองคนที่เพิ่งพยุงตัวลุกขึ้นนั่งเมื่อครู่ แม้ความเป็นจริง เขาจะเฝ้าและยืนมองอยู่ตลอดตั้งแต่เช้าหลังจากสั่งให้ลูกน้องทุกคนออกไปทำงานของตัวเองกันทั้งหมดแล้ว

“ขอบคุณที่คุณช่วยฉัน ฉันจะยกเงินที่มีให้คุณครึ่งหนึ่ง คุณพอใจหรือไม่?”

“เงินที่เธอว่ามันไม่มีแล้วล่ะ ทหารพวกนั้นขโมยไปแล้ว ฉันตามไปเอาคืนให้ไม่ทัน”

“...”

สีหน้าของอินธารานิ่งไปเหมือนตกใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น จนสิงห์คำที่ยืนอยู่ไม่ไกลจำต้องเข้ามาดูอาการว่าอีกคนกำลังช็อกไปแล้วหรือไม่ เนื้อตัวของอินสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้ว่าโชคชะตาอะไรของตนหรือว่าบรรพบุรุษจะลงโทษที่อินธาราหนีออกจากบ้านเพราะไม่ยอมแต่งงานตามธรรมเนียม

“จะร้องไห้ทำไมหรือ?”

“ฉันเสียใจ”

อินธาราพูดตอบไปตามความจริงที่รู้สึก การที่ร้องไห้ออกมาแบบนี้ก็เพราะว่าตนกำลังเสียใจอยู่ ข้อนี้สิงห์คำเองก็รู้ชัดอยู่แล้ว แต่คำถามของเขาคงไม่ได้ต้องการคำตอบอย่างนี้จากอินกระมัง

“เหตุใดจึงเสียใจ?”

“ฮือออ ฮึก”

“เดี๋ยวสิเธอ หยุดร้องไห้ประเดี๋ยวนี้”

“ฮือออออ”

เหมือนยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้อินธาราร้องไห้หนักมากกว่าเดิมเสียอีก อินเพียงรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้ของตนคงเป็นช่วงที่แย่ที่สุดแล้ว หลังจากที่ตนเองพยายามเดินออกจากบ้านมาอย่างไร้คุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วย สุดท้ายแล้วอินธาราก็คงเป็นเพียงลูกคุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็นอย่างที่ใครหลาย ๆ คนเคยบอก

“หยุดร้องเถอะนะ ฉันต้องทำอย่างไรเธอจึงจะหยุด”

“...ฮึก”

สิงห์คำเริ่มเสียงอ่อนลงพร้อมกับหย่อนกายลงนั่งข้างอินธาราที่ร่ำไห้ฟูมฟายอยู่ที่เดิม น้ำตาหยดใสไหลอาบหน้าเรียวสวยทั้งนัยน์ตาคู่นั้นสั่นระริกจนสิงห์คำที่โหดร้ายมาทั้งชีวิตก็แอบวูบไหวไม่ได้

“...!”

“ฉันคิดถึงคุณแม่ ฮืออ”

ร่างเล็กของอินธารากระโจนเข้ากอดร่างหนาของคนที่เพิ่งนั่งลงมาได้ไม่นานทำเอาเจ้าของร่างหนาอย่างสิงห์คำเบิกตากว้างกับความถึงเนื้อถึงตัวของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามหรือพูดอะไรออกมาให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี

อินยังคงเสียใจกับสิ่งที่ตนทำและตัดสินใจ การออกจากบ้านมาเพียงไม่กี่วันแบบนี้แล้วเจออะไรที่โหดร้ายเกินกว่าที่เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีอย่างเขาจะรับไหว ที่ผ่านมาตนเป็นบุตรที่ถูกเลี้ยงมาเป็นอย่างดี มีเพียงความสะดวกสบายกองอยู่ตรงหน้า พอได้มาเจออะไรที่เลวร้ายหน่อยก็รู้สึกรับไม่ไหวเสียแล้ว

“แล้วทำไมเธอไม่กลับไปหาแม่เล่า จะหนีออกมาทำไม?”

นั่นก็เป็นสิ่งที่สิงห์คำอยากจะรู้มากเหมือนกัน

“ฉันกลับไปตอนนี้ไม่ได้”

“เหตุใด?”

อินธารายังคงสะอื้นไห้ตอบเขา การที่ตนตัดสินใจหนีออกมานั้นคือการยอมรับว่าอย่างไรก็ต้องไม่พ้นตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านให้ทุกคนต้องประณามเล่น เพราะแบบนี้อินเลยไม่กล้ากลับไปเหยียบเมืองพระนครอีก หากรีบกลับไปก็ถูกเล่าขานไปสิบบ้านยี่สิบบ้านว่าลูกบ้านนี้ไปไหนไม่รอดพลอยจะทำให้ครอบครัวต้องอับอายเป็นรอบสอง

“ร้องไห้ให้พอใจ หลังจากนี้ฉันมีเรื่องจะถามเธออีกมาก”

“ฉันขอกอดคุณแบบนี้อีกหน่อยได้หรือไม่ ฮึกก”

ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มร้องไห้ ไม่คุณแม่ก็ป้าพรที่เข้าสวมกอดตนแบบนี้เสมอ แต่ตอนนี้อินธาราไม่เหลือใครรอบกายอีกแล้ว ทางเดียวที่จะเป็นที่พึ่งทางใจให้ตนได้ในตอนนี้ก็มีเพียงชายที่ชื่อสิงห์คำผู้เดียว

“กอดได้ จนกว่าเธอจะพอใจ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel