CHAPTER 4
สิงห์คำไม่ได้รับเงินค่าส่วยจากอินธาราตามที่เรียกไป เหตุนี้เลยนับว่าเป็นสิ่งที่คลางแคลงใจอินอย่างยิ่ง นอกจากคนผู้นั้นจะมาว่าตนเป็นโจรขโมยเงินแล้วยังมองด้วยสายตาที่อินธาราไม่สบอารมณ์เอามาก ๆ เสียอีก
อินธาราเดินเลาะไปตามถนนเล็กของตลาดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ขออย่างเดียวคืออย่าได้พบเจอคนผู้นั้นอีก ความหัวเสียที่มีบางทีก็ทำเอาอินลืมเป้าหมายแรกของตน รู้ตัวอีกทีก็เดินมาอย่างไร้จุดหมายไปเสียแล้ว
“ขอโทษจ้ะ ที่นี่คือจังหวัดใดหรือจ๊ะ?”
“ที่นี่คือพระนครพ่อหนุ่ม”
พอได้ยินแบบนั้นอินธาราก็ถึงกับหน้าเสียต่อสิ่งที่ตนได้ยิน อะไรกันนั่งเรือขึ้นเหนือมาก็ไกลแต่เหตุใดยังมาโผล่อยู่ที่พระนครเหมือนเดิม อินธารานิ่งไปจนชาวบ้านที่เอ่ยถามไปเมื่อครู่ต้องเข้ามาดูอาการ เพราะเหมือนว่าพ่อหนุ่มหน้าสวยผู้นี้จะดูตกใจดั่งช็อกไปก็คงไม่เกินจริง
“พ่อหนุ่ม เป็นอะไรงั้นหรือ?”
“ปะ...เปล่าจ้ะคุณยาย”
“ที่นี่คือหัวพระนครทางเหนือ พ่อหนุ่มคงไม่ได้มาจากบ้านนอกใช่หรือไม่ การแต่งตัวของพ่อ เหมือนผู้ดีมาจากในเมืองพระนครมากกว่า”
คุณยายสายตาเฉียบคมกว่าที่คิด เพียงมองการแต่งตัวแลผิวพรรณที่ดูดีเกินคนชนบทก็รู้ได้ทันทีว่าอินมาจากเมืองพระนคร อินธาราพยักหน้ารับคุณยายที่กำลังถือข้าวของพะรุงพะรัง อดไม่ได้ที่จะต้องเสนอตัวเข้าไปช่วย
“มีอะไรให้ฉันช่วยหรือไม่จ๊ะคุณยาย?”
“พ่อหนุ่มช่วยยายซื้อผักพวกนี้ได้หรือไม่ หน้าสงครามแบบนี้ การค้าการขายก็พลอยลำบากกันเสียหมด”
จริงอย่างว่า พอญี่ปุ่นเข้ามาทำสงครามที่ไทยชาวบ้านก็พากันนอนผวากันแทบทุกค่ำทุกคืนอยู่แล้ว ยิ่งพูดถึงเรื่องการค้าขายยิ่งอดไม่ได้ที่จะห่วงใยพ่อค้าแม่ขาย เพราะรู้ดีว่ามันค่อนข้างเป็นผลกระทบอย่างหนัก หากไม่ทำการค้าหรือทำมาหากินกันเลย คนฐานะปานกลางจนถึงล่างก็คงจะไม่มีอะไรกิน
หากเลี้ยงตนเพียงผู้เดียวคงไม่เป็นกังวลมากเท่า เพราะยังมีอีกหลายปากท้องที่รอท่าอยู่ที่บ้าน แต่คุณยายแก่ผู้นี้ไยไม่มีลูกหลานมาดูแลหรือทำงานแทน เหตุใดต้องมาถือมาหาบผักขายคนเดียวแบบนี้
“คุณยายอยู่บ้านกับใครหรือ?”
“เมื่อก่อนลูกยายมันก็ช่วยทำมาหากิน แต่นับวันก็ติดเหล้าติดยา จนตอนนี้ไม่เป็นผู้เป็นคนแล้วล่ะพ่อหนุ่ม”
หลังจากที่อินธาราขอให้คุณยายนั่งลงก่อนสักครู่เพื่อพูดคุยและเอ่ยถาม เจ้าของคำตอบที่พูดออกมาเมื่อครู่กับน้ำเสียงไม่สู้ดีทำเอาอินไม่กล้าที่จะถามต่ออีก ชีวิตจริงคนเรามันมีอะไรอีกมากที่อินธาราบุตรหลานจากตระกูลผู้ดีคนนี้ต้องเรียนรู้
“คุณยายจ๊ะ หากฉันเก็บทั้งหมดนี่เพียงคนเดียวคงจะกินไม่หมดและปล่อยผักสวย ๆ แบบนี้คงจะเน่าไร้ประโยชน์ ฉันจะซื้อทั้งหมดให้คุณยายนะจ๊ะ แต่คุณยายช่วยเอาไปแจกต่อแก่ผู้คนที่เดือดร้อน ได้หรือไม่จ๊ะ?”
เงินที่พกมาแน่นอนว่ามันจะต้องมีวันหมด แต่พอได้เห็นแบบนี้แล้วอินธาราก็ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ตามนิสัยส่วนตัวเดิมของตนที่มักชอบช่วยเหลือผู้เดือดร้อน
“ยายขอบใจพ่อหนุ่มนะ ผักพวกนี้หลังจากที่พ่อหนุ่มเอาไปจนพอใจตนแล้ว ที่เหลือยายจะเอาไปแจกให้”
ค่าผักที่อินธาราจ่ายไปเพียงยี่สิบบาทแต่ผักที่ได้มากลับมีมากจนไม่คิดว่าทั้งหมดจะราคาเพียงเท่านี้ โชคดีที่ชาวบ้านแถวนั้นมีแลกแตกแบงก์ร้อย ไม่อย่างนั้น อินคงเห็นใจและหยิบยื่นแบงก์ร้อยไปให้แบบไม่ทอนเหมือนเดิม
“ฉันไม่เอาหรอกจ้ะยาย ยายแจกให้หมดเลยนะจ๊ะ”
“อ้าว ทำไมเล่าพ่อหนุ่ม?”
แม้แต่ที่พักในตอนนี้อินธารายังไม่มีให้ซุกหัวนอน ถึงเอาผักพวกนี้ไปก็ไร้ประโยชน์เหมือนเดิมเพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปทำกินที่ไหนหากยังไร้บ้าน แถมตอนนี้ก็เลยเที่ยงวันมามากแล้วข้าวสักเม็ดก็หาได้ตกถึงท้องของอินไม่ หลังจากหาข้าวกินเสร็จคงต้องรีบหาที่อยู่ให้เร็วก่อนจะมืดค่ำแล้วจะยากมากกว่าเดิม
“ที่นี่เป็นหัวเมืองพระนครเหนือก็จริง แต่ใช่ว่าความเจริญจะเทียบเท่าเมืองพระนคร หากพ่อหนุ่มจะหาที่พักมันไม่มีหรอกจ้ะ”
“...”
หลังจากที่เล่าเรื่องคร่าว ๆ ให้คุณยายฟังแต่ก็ไม่ได้เจาะจงว่าตนหนีออกจากบ้าน พอคุณยายพูดแบบนี้อินธาราก็รู้สึกหมดหนทางเอาเฉย ๆ หากไม่มีที่พักแล้วอินจะไปอยู่ที่ไหนเล่า
“พ่อหนุ่มอย่าเพิ่งถอดใจเลยหนา เอาแบบนี้นะ พ่อหนุ่มกินข้าวก่อนดีหรือไม่ เดี๋ยวยายจะช่วยถามพ่อค้าแม่ขายแถวนี้ให้ เผื่อเดินไกลออกทางโน้นจะมีห้องเช่าบ้าง ยายแก่มากแล้วเดินไปทางโน้นไม่ไหว อาจจะไม่รู้ทั้งหมด”
“ขอบคุณจ้ะคุณยาย”
สรุปแล้วข้าวมื้อแรกในวันนี้ของอินธาราก็ไม่ใช่ที่อื่นไกล กับข้าวเหนียวหมูของแม่ค้าแถวนั้นที่คุณยายช่วยเรียกมาขายให้พร้อมกับเอาผักที่อินซื้อแจกไปด้วย ทำให้มื้อนั้นของอินธาราเลยจ่ายมาในราคาเพียงครึ่งเดียวจากราคาเดิม
‘ห้องเช่าน่ะหรือ พ่อหนุ่มลองเดินไปทางเหนืออีกหน่อยนะ ทางโน้นนับว่าเป็นแหล่งการค้าที่ใหญ่กว่าตรงนี้ คนที่ลงมาท่าน้ำก็หาบของไปทางโน้นทั้งนั้นแหละ’
‘ขอบคุณมากนะจ๊ะป้า’
‘เดินทางดี ๆ นะพ่อหนุ่ม ช่วงนี้มันหน้าสงคราม เดินไปไหนมาไหนก็ต้องระวังลูกระเบิด’
อินธารากินข้าวมื้อแรกของตนจนอิ่มท้องก่อนขอตัวออกจากตรงนั้นเพื่อเดินตามหาห้องเช่าที่ว่าก่อนที่คืนนี้จะไม่มีที่พักให้ซุกหัวนอน สองเท้าเล็กก้าวเดินไปอย่างไม่คิดเปลี่ยนใจ ไม่ว่าอย่างไรอินก็จะไม่คิดหวนคืนกลับไปบ้านหลังนั้นอีกแน่นอนหากคุณพ่อและคุณแม่ยังบังคับตนให้ต้องแต่งงาน
แต่เดินทางเท้ามาตลอดหลายชั่วโมงแล้ว ทำไมยังไม่ถึงตลาดใหญ่อย่างที่คุณป้าขายข้าวผู้นั้นเอ่ยบอก ตอนนี้ดูจากทิศทางพระอาทิตย์ที่ใกล้ตกดินก็ทำเอาร่างเล็กเหนื่อยล้าจากการเดินไปด้วย
หรือว่าอินธาราจะมาผิดทางอย่างนั้นหรือ นัยน์ตากลมลอบมองสองข้างทางที่เต็มไปด้วยป่าไร้วี่แววบ้านคน นี่ตนเดินเหม่อลอยมากเกินไปงั้นหรือ
“นั่นทหารญี่ปุ่นนี่”
“...”
อินธาราพูดขึ้นเสียงเบาเมื่อคนที่กำลังเดินสวนทางมาด้านหน้าเป็นทหารของญี่ปุ่นที่เข้ามาทำสงคราม หากจะเดินหนีไปตอนนี้ก็คงไม่ทันเสียแล้ว เพราะทหารสองนายตรงนั้นกำลังเดินปรี่เข้ามาทางอินที่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“จะไปที่ไหน ให้พวกพี่ไปส่งไหม?”
“มาคนเดียวแบบนี้มันอันตรายรู้ไหมคนสวย”
“...”
จะรู้ตัวหรือไม่ว่าสิ่งที่อินธาราหวาดกลัวที่สุดในตอนนี้คือพวกเขานั่นแหละ เดินเข้ามาทักทายทั้งอาวุธครบมือแบบนี้ ทหารพวกนี้เข้ามาก็หลายปีแล้วแต่อินที่ไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนก็ใช่ว่าจะปะทะหน้ากันเป็น ๆ อย่างนี้
“ให้พี่ไปส่งดีกว่า คนสวยจะไปที่ไหนครับ”
ชายร่างสูงพูดภาษาไทยไม่ชัดตามประสาเริ่มเดินเข้ามาก้าวก่ายในพื้นที่ของอินธาราจนต้องถอยออก ทหารพวกนี้ไม่ได้เข้ามาหาตนในแง่ดีอย่างแน่นอน พวกดีก็ใช่จะไม่มี แต่พวกที่อินเจอตอนนี้คงไม่ดีเท่าไร
“อย่าเข้ามานะ ไม่อย่างนั้นฉันจะตะโกนให้ทุกคนได้ยิน”
“ให้ทุกคนได้ยิน ฮ่าาา”
จะเป็นอย่างที่อินธาราพูดได้อย่างไร เพราะที่นี่เห็นทีจะมีเพียงแค่พวกคนที่อยู่ตรงนี้เท่านั้น สุดท้ายแล้วร่างเล็กก็ถูกจับกุมอย่างรวดเร็ว อินเริ่มทำตัวไม่ถูก สิ่งเดียวที่นึกออกก็มีเพียงสู้สุดกำลัง แต่ขนาดตัวก็เป็นอุปสรรคไม่น้อย หลังจากตะโกนได้ไม่นานก็ถูกปิดปากไปในที่สุดอยู่ดี
พวกทหารที่หวังจะมีอะไรกับชายหน้างามเพราะคิดแต่แรกว่าคนผู้นี้คือสตรี แต่พอมองดูดี ๆ แล้วกลับไม่ใช่อย่างที่ตนคิด
“เอาอย่างไรดี คนนี้ไม่ใช่ผู้หญิงแต่หน้าตาสวยไม่ต่างไปเลย”
“ไม่เป็นไรหรอก แค่สวยก็พอแล้ว”
“ปล่อยฉัน!!!”
ทางฝั่งทหารญี่ปุ่นที่สนทนากันเป็นภาษาของตนทำเอาอินธาราไม่เข้าใจด้วย หลังจากที่ถูกอุ้มพาตัวมาถึงที่ลับตาคนมากกว่าเดิมร่างเล็กก็ดิ้นพล่านให้ตนหลุดจากพันธนาการของคนพวกนี้
การต่อสู้ขัดขืนเริ่มขึ้นอีกครั้ง อินธารายังคงสู้ขาดใจ แต่ชายร่างเล็กอย่างอินจะสู้แรงชายแท้ที่เป็นถึงทหารสองคนได้อย่างไร ทั้งสินทรัพย์ก็ยังถูกค้นไปทั้งหมด นอกจากจะได้ร่วมสวาทกับชายหน้างามผู้นี้แล้ว ทหารพวกนี้ก็หวังจะขโมยเงินเกือบแสนบาทของอินธาราไปด้วยเหมือนกัน
“อย่าให้พวกฉันต้องลงแรงไปมากกว่านี้ เป็นเมียของฉันเสีย”
“ฉันไม่เป็นเมียใครทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกทหารป่าเถื่อนอย่างพวกแก!! อ๊ะ...”
เพราะการเจรจาที่ไม่ลงตัวทำให้อินธาราต้องถูกตัดกำลังไปด้วยการต่อยเข้าที่ท้องอย่างแรงทำเอาจุกจนพูดไม่ออก ร่างเล็กแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น แต่ก็ถูกชายร่างโตรั้งจับยึดไว้กับกำแพงเสียก่อน
ดวงตากลมปรือลงอย่างอดไม่ได้กับน้ำใสที่คลอเต็มสองหน่วยพร้อมไหลรินกับความเจ็บและจุกที่ตัวเองได้รับจากแรงต่อยอย่างหนักของชายร่างโตหนึ่งในสองคนตรงหน้า
“เป็นเมียฉัน ฉันจะใจดีเหลือเงินไว้ให้บ้างแล้วกัน”
“มะ...ไม่มีทาง”
แม้ร่างกายจะไม่เหลือแรงในการต่อสู้หรือขัดขืนแล้วแต่ใจของอินก็ยังไม่ยอมแพ้ อินธารารู้สึกเสียใจที่ตนหนีออกจากบ้านมาแล้วต้องเจออะไรแบบนี้ อินรู้สึกได้แล้วว่าการมีครอบครัวอยู่ใกล้ ๆ มันเป็นอย่างไร ตอนนี้เขาขอแค่ใครสักคนที่เข้ามาช่วยเหลือ
ขอแค่คนคนเดียวจริง ๆ สำหรับอินธารา
เสื้อผ้าเริ่มถูกปลดเปลื้องออกแต่ก็ไม่ได้ง่ายมากเท่าที่คิดเพราะอินยังขัดขืนในส่วนที่แรงยังพอเหลือ นับว่าเป็นคนตัวเล็กที่อึดเอาเรื่อง หากเป็นหญิงแท้หรือคนลักษณะเดียวกันโดน ตอนนี้คงมีสลบไปบ้าง
“นี่คุณหนูผู้นั้น ฉันเปลี่ยนใจแล้วนะ ฉันรับส่วยของเธอดีกว่า”
“...”
“มึงเป็นใครกัน!”
อินธาราปรือตามองทั้งสองหน่วยตาเต็มไปด้วยน้ำตาคลออย่างอดไม่ได้กับโชคชะตาที่ตนได้เจอเพียงวันแรกเท่านั้นที่หนีออกจากบ้าน ร่างหนาของคนที่ตนเจอเมื่อหลายชั่วโมงก่อนที่กำลังกอดอกพิงเสาปูนมองมาทางกลุ่มคนที่กำลังมะรุมมะตุ้มกันอยู่ตรงนี้
พวกทหารที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเพราะกระดุมสองสามเม็ดแรกถูกปลดออกได้สำเร็จก็ถึงกับโมโหและแสดงสีหน้าออกมาอย่างชัดเจนถึงความไม่พอใจที่คนผู้นี้เข้ามาขวางความตั้งใจของตน
“ชะ...ช่วยฉันด้วย”
“หากฉันช่วย...ฉันจะได้อะไร?”
