CHAPTER 3
“มีเรื่องอะไรกันงั้นหรือไอ้ขาม?”
“พี่สิงห์ ไอ้ผู้นี้มันไม่ยอมไปต่อแถวจ่ายส่วย ฉันเดินเข้ามาถามดี ๆ แต่มันก็ตอบคำฉันด้วยถ้อยคำกวนตีนไม่น้อยเลยพี่”
ชายร่างหนาเดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มคนที่เดินตามหลังหลายคน หน้าตาที่โหดเหี้ยมแบบนี้ อินธาราเดาไม่ออกเลยว่าตนกำลังจะมีเรื่องกับใครเข้า แต่คนที่มันเรียกว่าพี่ดูจะแต่งตัวดีกว่าผู้อื่นแต่ก็คงเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นหัวหน้าคนพวกนี้
นัยน์ตาคมมองยังร่างเล็กของคนตรงหน้าที่ปิดหน้าพรางตาเหมือนเดิม ท่าทีของมันมีพิรุธอยู่มากนัก แต่ก็หาทำให้สิงห์คำต้องหวาดกลัวต่อคนแปลกท่าทางคนนี้
“เหตุใดถึงไม่ไปเข้าแถวจ่ายส่วย?”
“เหตุใดฉันต้องจ่ายส่วยพวกคุณด้วย พวกคุณเป็นตำรวจหรือ?”
สิ้นคำตอบกลับ เสียงหัวเราะลั่นก็ดังขึ้นทั่วบริเวณตรงนั้นต่อประโยคน่าขันของอินธาราที่ไม่รู้ความเรื่องนี้เสียแล้ว เว้นเพียงแค่สิงห์คำเท่านั้นที่ไม่ได้หัวเราะออกมาร่วมกับลูกน้องอีกหลายคนของตน
หากพูดไปตามความจริง แม้แต่ตำรวจที่อินธาราพูดถึงก็คงไม่น่ากลัวเท่าแก๊งอันธพาลของเขาอยู่ดี การเก็บส่วยจากชาวบ้านไปทั่วแบบนี้ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพของแก๊งนี้ ที่ใช้คำว่าส่วยก็หวังทำให้มันดูดีขึ้นมาหน่อยเท่านั้นเอง เงินที่เก็บได้มาหาได้ส่งคืนให้ราชการอย่างที่เข้าใจ
“พวกมึงเงียบปากก่อน”
“...”
ชายผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่ในสายตาของอินธาราที่จับตามองเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ตลอด เพียงแค่เอ่ยปากบอกสิ่งที่ต้องการเสียงหัวเราะขำขันเมื่อครู่ก็หายไปดั่งไม่เคยเกิดขึ้น
สิงห์คำเดินตรงเข้าหาคนต่างถิ่นที่ช่างไม่รู้ชะตากรรมชีวิตของตนเสียเลย อินเริ่มเห็นท่าไม่สู้ดีก็พลอยให้เดินถอยหลังหนีชายน่ากลัวตรงหน้าไปด้วย แม้เขาจะหล่อแต่เขาน่ากลัว
แต่อินก็ใช่ว่าจะถอยเพียงตั้งหลักเท่านั้นเอง
“มาที่นี่ครั้งแรกหรือ?”
“อย่าเดินเข้ามาใกล้ จะหาว่าฉันไม่เตือน”
“หึ”
หัวใจดวงน้อยของอินธาราวูบไหวดั่งจะตกไปถึงตาตุ่มกับรอยยิ้มมุมปากที่แสนเย็นยะเยือกของชายผู้นี้ รู้อยู่แต่แรกว่าอินจะไม่สามารถสู้แรงชายผู้นี้ได้อย่างแน่นอน แต่หากไม่ทำอะไรเลย ตนก็อาจจะเป็นเป้านิ่งได้ง่าย ๆ
“พี่สิงห์ถาม มึงไม่ได้ยินหรือวะ!?”
“พูดดี ๆ ไม่ได้หรือ ทำไมต้องเข้ามาหาเรื่องฉันด้วย”
“...”
สิงห์คำเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นต่อบุคคลด้านหน้าที่กำลังต่อปากต่อคำกับลูกน้องคนสนิทของตน ที่น้อยนักกับคนที่กล้าพูดแบบนั้นกับขาม เพราะหน้าตาและขนาดตัวที่ใหญ่โตของมัน เพียงคนอื่นได้เห็นก็พร้อมวิ่งหนีมันแล้ว
“หยุดปากหยุดคำเสีย ก่อนที่จะต้องเอาตัวมาตายที่นี่”
“ฉันจะฆ่ามันเอง หากพี่เอ่ยปากบอกแบบนี้แล้ว”
“...”
อินธาราคุณหนูของตระกูลศิวกรจะต้องมาจบชีวิตอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ ใบหน้าสะสวยใต้ผ้าที่โพกปิดมันช่างซีดเซียวกับคำพูดของชายน่ากลัว อินเพียงจะหนีออกจากบ้านเท่านั้น ไม่ได้หมายใจว่าต้องพาตนมาถูกฆ่าที่นี่เสียหน่อย
“หากฉันจ่ายส่วยให้พวกคุณตามที่บอก พวกคุณจะปล่อยฉันไปใช่หรือไม่?”
“...”
นอกจากทุกคู่สายตาที่มองมาเหมือนจะฆ่าแกงแล้ว อาวุธครบมือของกลุ่มอันธพาลยังถูกควักออกมาถือกันครบทุกมือเสียอีก พวกนั้นบ้าไปแล้วหรือ คนตัวเล็กอย่างอินธาราใช้เพียงมือเปล่าก็ตายได้ง่าย ๆ แล้ว ทั้งมีด ทั้งท่อนเหล็ก และอื่น ๆ ไม่อยากจะนึกถึงสภาพศพเลย
“หากทำอะไรฉัน ตำรวจคงจับพวกคุณเข้าซังเต”
สิงห์คำเห็นร่างเล็กนั้นชัดเจนว่ากำลังสั่นกลัวอยู่แต่ปากกลับยังสู้จนใจขาด แม้ก่อนหน้าจะบอกไปแล้ว ว่าแม้แต่ตำรวจก็ไม่กล้ากับพวกเขาเสียน้อย มือหนายื่นออกข้างไปชิงสปาตาจากลูกน้องคนสนิทมาถือ ทำเอาอินธาราที่เห็นสั่นระริกหนักมากกว่าเดิม
ฉันจะต้องตายอยู่ที่นี่จริง ๆ หรือ?
“เปิดผ้าปิดหน้าออกเสีย”
“...”
“พูดด้วยก็เห็นว่าจะเสียเวลาเปล่า เผลอๆ เป็นคนหูหนวกนะจ๊ะพี่สิงห์”
ชายหนุ่มร่างบางเดินแหวกผู้คนเข้ามากอดแขนแกร่งของสิงห์คำ ในความคิดของอินธาราท่าทางนี้ก็คงไม่พ้นคนรักหรือเมียแน่นอน แม้ความจริงแล้วจะเป็นเพียงเด็กไร้บ้านที่แก๊งรับไว้เลี้ยงดูและให้อยู่ร่วมแก๊งนี้ด้วยเพราะเข้าใจหัวอกเดียวกัน
แต่นับวันก็ยิ่งไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง มีอยู่หลายครั้งที่คิดให้ท่าต่อสิงห์คำ แม้ครั้งแรกตอนนั้นเทียนยังอายุไม่ถึงสิบแปดปีเลยด้วยซ้ำ แต่สิงห์ก็หาได้ถูกใจหรือคิดจะเอาใครก็ได้มาเป็นคู่นอนชั่วค่ำชั่วคืนของตนเสียเมื่อใด
“เอ็งเข้ามาทำไม เก็บส่วยเสร็จแล้วหรือ?”
“เปล่าจ้ะ แต่เทียนเห็นพวกพี่ไม่ยอมเดินกลับไปเสียที แถมยังควักมีดควักไม้ออกมาเต็มไปหมด คิดว่ามีเรื่อง เลยจะเข้ามาดูเท่านั้น”
แขนของสิงห์คำที่ถูกกอดแนบเมื่อครู่ถูกสะบัดออกให้เป็นอิสระ ทุกอย่างที่เห็นอินธารายังจับตาดูเก็บรายละเอียด
“เปิดผ้าให้พี่สิงห์ดูสิวะ มึงไม่ได้ยินหรือ!?”
“...”
คนที่ถูกหักหน้าตะโกนบอกเพื่อปกปิดความเสียหน้าของตัวเอง อินธาราที่แค่เห็นก็รู้สึกไม่ถูกชะตาเอาเฉย ๆ คิดว่าคนอื่นมองกันไม่ออกหรืออย่างไรกันกับท่าทีแบบนี้
“พวกมึงกลับไปทางโน้นก่อน เดี๋ยวตรงนี้กูจะจัดการเอง”
“แต่พี่สิงห์จ๊ะ”
“เอ็งด้วยเทียน”
หลังจากที่ได้รับคำสั่งแล้ว ทุกคนก็ต้องเดินกลับไปที่เดิมอย่างจำยอม ไม่กล้ามีใครขัดคำของสิงห์คำได้อยู่แล้ว หากรู้ว่าชีวิตที่อยู่มาได้ทุกวันนี้เป็นเพราะเขา เขาก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากพ่อคนหนึ่งของคนไร้บ้านที่มารวมตัวกัน
“ใบหน้ามันเป็นอย่างไรหรือถึงเปิดให้ดูไม่ได้?”
“คือฉัน...”
แต่จะเปิดก็คงไม่เป็นกระไรเพราะที่นี่ก็หาใช่ที่บ้านเมืองพระนครที่อินธาราจากมา ผ้าคลุมที่โพกเริ่มถูกเปิดออกด้วยเจ้าของ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรหลังจากนี้แต่อย่างไรที่นี่ก็คงไม่มีใครรู้จัก
“...”
“ฉันจะจ่ายส่วยให้ตามที่เรียก แต่พวกคุณอย่ายุ่งกับฉันอีก หากคุณตกลง ฉันก็จะเอาเงินให้คุณเลย เราจะได้แยกย้ายกันแค่ตรงนี้”
แม้ใบหน้าของอินธาราจะสวยจนสะกดให้สิงห์คำพูดอะไรต่อไม่ออกในตอนนี้ นัยน์ตาคมยังจับจ้องมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็คงจะเป็นผู้ดีจากตระกูลไหนสักตระกูล
“เป็นชายท้องได้หรือ?”
“...ใช่ คุณรู้ได้อย่างไร” อินธาราพูดถามอย่างตกใจไม่น้อย แต่พอได้ก้มมองร่างกายของตัวเองแล้วก็คงจะเดาไม่ยาก เพราะใช่ว่าใครก็ได้ที่จะมีรูปร่างและลักษณะแบบนี้ในบุรุษ “เพราะแบบนี้เองหรือ?”
อินธาราถามเองตอบเองทั้งหมด อีกอย่างเขาก็มีเมียเป็นชายตัวเล็กเหมือนอิน ก็คงรู้และเดาได้ไม่ยากอยู่แล้ว สิงห์คำมองกายเล็กของเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้
“เธอคงเป็นผู้ดีจากตระกูลใดสักแห่ง แล้วคนรับใช้ไปไหน?”
“ฉันไม่มีหรอกคนรับใช้ที่คุณว่า จะเอาเงินเท่าใด ฉันรีบ”
“มีสักพันหรือไม่?”
เป็นเพียงคำพูดลองใจของสิงห์คำที่เอ่ยบอก แต่อินธาราที่ไม่ค่อยสนใจในคุณค่าของเงินก็รีบล้วงหาเงินให้อีกฝ่ายตามที่ขอ แม้ค่าเงินพันสมัยนี้จะซื้อควายได้หลายตัวเลยก็ตาม
“นี่เงิน บอกลูกน้องของคุณด้วยว่าหากเจอฉันที่ไหนอีกก็อย่ามาหาเรื่องกันแบบนี้”
“...”
อินธารายื่นเงินในมือส่งให้ชายหน้าตาดีตรงหน้าแต่เขาก็ไม่ได้รับไปในทันที ปล่อยให้เงินแบงก์ร้อยสิบใบถือลอยกลางอากาศอยู่แบบนั้น ทำเอาอินเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาเฉย ๆ ว่าเขาจะเล่นแง่อะไรกับตนอีกหรือเปล่า
“จะเอาหรือไม่ หรือจะเอาเพิ่มเท่าใด?”
“ขโมยเงินครอบครัวมาหรือเธอ?”
อินธาราดึงเงินที่ถืออยู่กลับไปในทันที สีหน้าของอินไม่ได้ดูชอบใจมากนักที่มีคนมาว่าตนเองเป็นหัวขโมยเยื่องนี้ แม้เงินที่หอบพกมาด้วยจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดของตัวเองก็ตาม แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะหัวเสียอยู่ดี
“โกรธอะไรฉัน?”
“ฉันไม่ได้เป็นโจรขโมย”
“แต่เธอมีเงินเยอะกว่าคนวัยนี้จะมี”
เพราะเมื่อครู่ที่อินธาราเปิดกระเป๋าล้วงเงินออกมา สิงห์คำเห็นมันทั้งหมดกับเงินเต็มกระเป๋าใบนั้น หากไม่ขโมยมาก็คงขายของผิดกฎหมาย แต่ถ้าเป็นข้อหลัง สิงห์คงปล่อยไปไม่ได้ เพราะนี่มันก็ถิ่นการทำมาหากินของแก๊งตนเหมือนกัน
“นี่คือเงินเก็บของฉัน คุณมีปัญหาอะไรหรือ?”
“ที่แท้ก็เด็กผู้ดีมีปัญหาหนีออกจากบ้าน”
“คุณไม่มีสิทธิ์!!!”
เขาช่างเป็นคนหยาบคายที่สุดที่อินธาราเคยพบเจอ ภายนอกที่ไม่ได้พูดแม้แต่กูมึงออกมาคิดว่าจะเป็นคนดีเสียอีก แต่ที่ไหนแล้ว ปากร้ายยิ่งกว่าใคร แม้แต่ลูกน้องตัวโตเมื่อครู่ก็เทียบเขาไม่ติด
“ฉันใจดีกับเธอมากแล้วนะ เพราะเห็นว่าเธอเป็นชายท้องได้หรอก ไม่อย่างนั้น”
“ไม่อย่างนั้นอะไรหรือ?”
“ฉันคงไม่ปล่อยให้เด็กเมื่อวานซืนมายืนต่อปากต่อคำเหมือนที่เธอกำลังทำอยู่ในตอนนี้”
แน่นอนว่ามันไม่ใช่คำขู่จากสิงห์คำต่ออินธารา เขาทำจริงอยู่แล้วหากรู้ช้าว่าอินเป็นชายท้องได้ ที่เขาละเว้นชายท้องได้ไปก็เพราะเพศนี้ไม่ได้ต่างอะไรไปจากเพศแม่
สิงห์คำอันธพาลหัวเมืองทางเหนือ ไม่ทำร้ายผู้หญิงเป็นสัจจะ
“คิดว่าฉันกลัวอย่างนั้นหรือ?”
“เพราะฉันไม่ทำอย่างไรเล่า เธอเลยไม่กลัวฉัน”
“ฉันไม่ได้ขอ”
“แต่ฉันไม่ทำ”
ทั้งคู่ยังคงยืนเถียงกันเหมือนเดิมไม่ได้ขยับพื้นที่ไปไหน ท่ามกลางเทียนที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ แต่ระยะที่ไกลแบบนี้ มันไม่สามารถทำให้เทียนเห็นหน้าค่าตาของคนแปลกหน้าที่เปิดผ้าโพกนั้นออกได้เลย
“ทำไมพี่สิงห์จะต้องเดินไปใกล้มันขนาดนั้น”
เทียนพูดบอกกับความใกล้ของชายที่หมายปองกับใครก็ไม่รู้ แต่มันตัวเล็กนัก กลัวเพียงว่าจะเป็นสตรีหรือชายที่เป็นดั่งสตรี
“เอ็งจะสนใจอะไร ไม่ได้ยินที่พี่สิงห์สั่งหรือ?”
เทียนเป็นเหมือนน้องชายของสิงห์ ที่เขาเอ็นดูและเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่สิบกว่าขวบปี ไม่รู้ว่ามีอะไรมาทำให้เทียนรู้สึกแบบนั้นกับสิงห์คำได้ อาจจะเพราะว่าเทียนไม่เคยได้รับการดูแลจากใครที่ดีเท่าสิงห์คำ ทำให้เทียนรู้สึกดีด้วยจนไม่รู้ตัวเลยว่าคลั่งรักพี่สิงห์คำของตนไปมากเพียงใดแล้ว
“พี่ขามไปดูให้ฉันที ว่าไอ้อีผู้นั้นมันเป็นชายหรือหญิง”
“เอ็งจะไปเสือกเรื่องพี่สิงห์ทำไม เอ็งไม่ได้เป็นเมียเขาเสียหน่อย”
“หึ ต่อให้ไม่เป็นวันนี้ ก็เป็นวันหน้าอยู่ดี”
