ตอนที่ 4. ฝูงหมาป่าตาขาว
“แยกบ้านนี้น้องสะใภ้รองอย่าทำลงไปเพราะความโมโห ไม่อย่างนั้นคนที่จะเดือดร้อนคือน้องรอง”
หยวนซิ่วหว่านเอ่ยขึ้นก่อน ทำเอาซูหมิ่นกับหวังลู่อันหันขวับมามองด้วยความฉงนใจ สะใภ้ใหญ่หัวไปกระแทกขอบโต๊ะมาหรือไร ไม่ได้ยินหรือว่าสี่คนพ่อแม่ลูกพวกมันเป็นบ่อหายนะ เลี้ยงไว้ก็มีแต่จะเปลืองข้าวสาร แยกบ้านย่อมดีที่สุด
หยวนซิ่วหว่านกระซิบกระซาบแม่สามีเสียงเบา “แม่ เรื่องนี้พวกเราจัดการกันเองง่ายกว่า อย่าให้ผู้ใหญ่บ้านมายุ่ง ไว้ค่อยพูดทีหลังว่าเจ้ารองอยากแยกไปเอง พวกเราพยายามช่วยเหลือเขาแล้ว แต่เขาไม่ต้องการเป็นภาระให้เรา แบบนี้แม่ก็จะไม่โดนนินทาด้วย ต้าหูใกล้จะเรียนจบแล้ว อย่าให้คนปากมากสร้างข่าวลือไม่ดีกระทบชื่อเสียงของเขา”
แม่สามีสุขสบายคุมการใช้จ่ายของคนในบ้านหวังมาหลายปี เพียงชี้นิ้วสั่งลูกชายคนรองก็ไม่เคยต่อต้าน ขยันขันแข็งออกไปทำงานส่งเงินมาปรนเปรอให้กินอยู่ไม่ขาดตก ชาวบ้านทั้งหลายเห็นอยู่ตลอด ต่างล้วนแล้วแต่อิจฉาวาสนาของซูหมิ่นที่ลูกหลานกตัญญูเอาใจ ถึงเจ้าตัวจะนิสัยใจคอหยาบกระด้างปากร้าย แต่คนเขามีโชคให้เสพสม ไม่ว่าใครหน้าไหนตำหนิติฉิน ซูหมิ่นก็หาได้เหลียวมองแม้หางตา การประกาศแยกบ้านทอดทิ้งลูกชายคนรองต่อหน้าทุกคนซูหมิ่นย่อมไม่คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา แต่หยวนซิ่วหว่านคำนึงถึงตัวสามีเป็นหลัก
เธอจะไม่ยอมให้แม่สามีหลงระเริงในความสุขสบายจนทำลายอนาคตข้างหน้าของหวังต้าหูเด็ดขาด
ซูหมิ่นฟังความลูกสะใภ้ใหญ่ สีหน้าขึงขังค่อย ๆ อ่อนลง รู้สึกว่าคำพูดของหยวนซิ่วหว่านมีเหตุผล
“ก็แค่กินไข่ซื้อยาไม่ใช่หรือไง คนเป็นพ่อแม่ที่ไหนจะปล่อยให้ลูกอดตาย เฉียวเป่าหลินถ้าแกพูดว่าแยกบ้านอีกฉันจะฉีกปากแกทิ้ง ผู้ใหญ่บ้านพวกเราไม่แยกบ้านกับเจ้ารอง พวกเราจะคอยส่งข้าวส่งน้ำซื้อยาให้เจ้ารองเอง เพียงแต่ต้องย้ายไปอยู่ข้างลานตรงบ้านเก่าเพื่อป้องกันโรคติดต่อ เรื่องวันนี้ไม่รบกวนผู้ใหญ่บ้านแล้ว”
“แม่ รับคำปากเปล่าลูกสะใภ้รองไม่วางใจ กลัวแม่จะละเลยพี่เฮ่าอีก ลูกสะใภ้รองไม่แยกบ้านแล้วก็ได้ แต่ขอให้แม่เขียนหนังสือสัญญาให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นพยาน ต่อจากนี้แม่จะให้เงินค่ายาพี่เฮ่าเดือนละห้าสิบหยวน ให้เงินค่าอาหารเดือนละสิบหยวน ให้ทุกคนเป็นพยาน ไม่ใช่ลูกสะใภ้ไม่เชื่อใจแม่ แต่ลูกกลัวพี่เฮ่าจะตาย”
ซูหมิ่นได้ยินถลึงตามองเฉียวเป่าหลินอย่างดุร้าย ตวาดใส่ด้วยความโมโห “แก! นังสารเลว แกพูดมากให้ฉันได้ยินอีก ดูสิว่าฉันจะตีแกไม่ตายคามือ ที่นี่บ้านหวังไม่ใช่บ้านเฉียว ขี้ขโมยอย่างแกมีสิทธิ์อะไรมาออกความเห็น”
“แม่ เป่าหลินพูดมีเหตุผล เพียงทำหนังสือสัญญาให้สบายใจกันทุกฝ่าย ถ้าแม่ดูแลลูกก็ไม่มีอะไรเสียหายแล้ว”
หวังเฮ่าไอโขลกยกแขนเสื้อปิดปาก สีหน้าซีดเซียวอย่างคนใกล้จะเป็นลม ซูหมิ่นเปลี่ยนไปถลึงตาใส่เขา ร้องด่าในใจว่าเจ้าคนไร้ประโยชน์ ทำงานไม่ได้แล้วจะให้บ้านหวังเลี้ยงอีก อาศัยอะไรให้พวกตนถูกรังเกียจเพราะมีคนป่วยวัณโรค
“ถูกต้องซูหมิ่น ลูกสาวฉันเขียนอ่านคล่อง ให้มาร่างสัญญาแล้วประทับลายนิ้วมือ แบบนี้จะได้สบายใจทั้งสองฝ่าย”
“ไม่ได้!” ซูหมิ่นรู้ตนว่าลนลานจึงรีบแก้ “หนังสือสัญญานี้ไม่จำเป็นกระมังผู้ใหญ่บ้าน นี่เป็นเรื่องในครอบครัว”
“แม่ แม่พูดไม่ถูกนะ ผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ถ้าเกิดเรื่องไม่ยุติธรรมขึ้นก็ต้องให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยตัดสิน ถ้าผู้ใหญ่บ้านเพิกเฉยความสงบของคนในหมู่บ้าน ทางการทราบเรื่องคนที่จะโดนลงโทษก็คือผู้ใหญ่บ้านนะ”
เฉียวเป่าหลินปาดน้ำตากล่าว ทำเอาซูหมิ่นโมโหลมตีรื้นขึ้นมาถึงช่องอก แต่เพราะลงมือทำร้ายคนต่อหน้าชาวบ้านไม่ได้จึงข่มกลั้นอย่างอดสูอัดอั้น ลอบสาบานว่าหากเรื่องจบจะต้องจับสะใภ้คนนี้ใส่ชะลอมหมูถ่วงน้ำให้สาสม
หยวนซิ่วหว่านที่เกือบจะสะสางความวุ่นวายได้แล้ว ดันมาถูกเฉียวเป่าหลินขัดขวางด้วยการทำสัญญา พลันร้อนรนกระวนกระวาย สัญญานี้หากทำสำเร็จเท่ากับว่าพวกเขาจะต้องเสียเงินเดือนละหกสิบหยวนเลี้ยงดูสุนัขไร้ประโยชน์ หกสิบหยวนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งเดือนของหวังต้าหูตอนไปอยู่ในเมือง ยกให้เจ้ารองแล้วสามีตนจะใช้อะไร
ไม่ได้ สัญญานี้ทำไม่ได้ แต่ก็ไม่อาจให้เรื่องราวบานปลายจบไม่ดีจนย้อนกลับมาทำลายชื่อเสียงหวังต้าหู
“อั้ยยะ! หกสิบหยวนต่อเดือน บ้านเรายังต้องกินต้องใช้ ถ้าให้น้องรองหมดพวกเราคงอดตายแน่ ๆ”
หยวนซิ่วหว่านพูดพลางลอบสะกิดแขนซูหมิ่น “แม่เมตตาน้องรองแต่พวกเราคนเยอะกว่า ต้าหูเองก็ต้องใช้เงิน น้องสามยังต้องเรียนหนังสือ ต้าเป่าก็อยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอน ยังมีพ่อกับแม่อีก แม่จะให้พวกเราตายหรือ”
หากคนบ้านหวังยอมขูดเนื้อตนเองเพื่อลูกชายที่ป่วยรักษาไม่หาย คนอื่น ๆ ก็ต้องเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน หยวนซิ่วหว่านกำลังหาทางออกด้วยการใช้ความตายของคนที่ยังอยู่มาอ้างไม่ต้องทำสัญญา ขอให้ซูหมิ่นพิจารณาการตัดสินใจอีกครั้ง หนึ่งหลีกเลี่ยงข้อผูกมัดทางสัญญาได้ และสองลบคำครหาให้ครอบครัวหวังเรื่องทอดทิ้งหวังเฮ่า แม่สามีกลายเป็นผู้ใหญ่ที่คิดเผื่อลูกหลาน ส่วนหยวนซิ่วหว่านกลายเป็นสะใภ้ใหญ่ผู้เห็นแก่ครอบครัวคนที่เหลืออยู่
เล่นเป็นลูกรับลูกส่งกันอย่างไร้ที่ติ เฉียวเป่าหลินชมดูคนสองคนที่ลื่นยิ่งกว่าปลาไหล ลอบเยาะหยันในใจว่ากลอุบายพวกนี้ เธอที่เป็นถึงเถ้าแก่เนี้ยเจ้าของธุรกิจพันล้านรับมือไม่ได้ ก็คงเสียชื่อแล้ว
ขณะแม่สามีลูกสะใภ้ใหญ่เสแสร้งโต้เถียงกันให้คนเห็นใจ เฉียวเป่าหลินก็ออกแรงผลักเรือตามน้ำ
“แม่ พี่สะใภ้ใหญ่ ทั้งสองไม่ต้องคิดมากขนาดนั้น อย่างไรลูกก็รู้สึกว่าการแยกบ้านคือทางออกที่ดีที่สุด พวกเราไม่อยากเป็นภาระให้กับบ้านหวัง เลี้ยงพี่เฮ่าแล้ว พี่ใหญ่กับน้องสามและคนอื่นจะเดือดร้อน”
ซูหมิ่นหรี่ตารู้สึกว่าเฉียวเป่าหลินพูดจาเข้าหูสักที แต่ประโยคต่อมากลับทำให้อารมณ์ที่ผ่อนคลายลงปะทุแตกอีกรอบ
“แยกบ้านก็ต้องแบ่งทรัพย์สิน”
“แบ่งเงิน ฝันไปเถอะ แกมีสิทธิ์อะไรมาเอาเงินบ้านหวังเรา”
“แม่ เงินบ้านหวังคือเงินที่พี่เฮ่าหามา ทุกคนในบ้านไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย แม่คงไม่ได้จะให้พวกเราแยกบ้านออกไปแล้วไม่มีเงินติดตัวหรอกใช่ไหม ถ้าเป็นแบบนั้นพวกเราก็ต้องตายแน่” เฉียวเป่าหลินพูดเรื่องเงินได้คล่องปาก
ไม่มีความประหม่าอย่างเจ้าของร่างเดิม กลับซ่อนประกายในแววตาไว้สุดความสามารถ
“ได้ ฉันให้พวกแกหกสิบหยวน เช่าบ้านได้สามเดือน นอกนั้นแกต้องไปหาทำงานมาดูแลเจ้ารองเอง”
ฮึ! ยายแก่แม่มดเขี้ยวคม หกสิบหยวนหรือ ล้อเล่นอะไรกัน หากเป็นเฉียวเป่าหลินคนเดิมที่ตลอดชีวิตไม่เคยได้จับเงินมากกว่าสิบหยวนได้ยินข้อเสนอนี้ ต้องรีบตะครุบเอาอย่างไวแน่นอน หลังจากนั้นชีวิตจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ชะตากรรม แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ออกไปทั้งทีก็ต้องเอาคืนทบต้นทบดอก อย่าให้บ้านหวังสุขสบายในยามที่พวกเราลำบาก
“หกสิบหยวน! แม่จะเอาชีวิตลูกอีกแล้วหรือ พี่เฮ่าทำงานคนเดียว ต่อไปยังต้องรักษาโรคยื้อชีวิต แค่ค่ายาก็ไม่พอแล้ว แม่ดูลูกไร้การศึกษา ขายของป่าก็แทบจะไม่พอเลี้ยงเสี่ยวเป่ากับเสี่ยวจูด้วยซ้ำ
พี่เฮ่าให้บ้านทั้งหลังนี้กับตระกูลหวังแล้วตั้งแต่ทำงานตอนอายุสิบห้า เรื่องนั้นลูกไม่คิดเพราะอย่างไรบ้านก็สร้างเสร็จแยกเป็นเงินไม่ได้ แต่ว่าแม่ พี่เฮ่าทำงานในโรงงานสี่ปี เงินเดือนต่อเดือนเจ็ดสิบหยวน บ้านลูกไม่ได้ใช้สักหยวน สี่ปีที่ผ่านมากินเท่าที่มี ให้ลูกคิดหน่อย น่าจะเป็นเงินรวมกันทั้งสิ้น 3,360 หยวน แบ่งครึ่งไว้ตอบแทนพ่อแม่ อีกครึ่งแม่คืนให้ลูกไปใช้รักษาพี่เฮ่า 1,680 หยวน”
“เพ่ย! หนึ่งพันหกร้อยแปดสิบหยวนผายลม พวกเราจะไปเอาเงินพวกนั้นมาจากไหน”
“แม่จ๋า เดิมทีพวกเราก็ไม่ได้ใช้เงินของพี่เฮ่าเลย ครึ่งหนึ่งยังยกให้แม่กับบรรดาพี่ชายน้องชายได้ใช้ ถ้าแม่รู้สึกว่ามันเกินไป งั้นก็ทำสัญญารักษาพี่เฮ่า แต่โรคนี้ไม่รู้จะต้องรักษากี่เดือนกี่ปี ถ้าแข็งแรงหนุ่มแน่นอาจเลี้ยงโรคได้หลายสิบปี ฉันหาทางออกให้แม่กับพี่สะใภ้ เหลือทางรอดให้ทุกคน แม่ยังไม่เอาอีกหรือ”
“ซูหมิ่น เงินจำนวนนี้ให้พวกเขาไปเถอะ ไม่ก็มาทำสัญญา อีกไม่นานต้าหูก็จะเรียนจบทำงานได้แล้ว ต่อไปเขาก็จะกลายเป็นเสาหลักของบ้าน เงินทองไม่ตายก็หามาเพิ่มได้ แต่หวังเฮ่าไม่เหมือนกัน ก่อนหน้านั้นยังเมตตาอยู่ ตอนนี้ไฉนอิดออดนักเล่า” ผู้ใหญ่บ้านช่วยเร่งเร้า เขาเห็นแต่ละวันสะใภ้ใหญ่ซื้อเสื้อผ้าของใช้ไม่ขาด ซื้อทีก็ใช้จ่ายไปมือเติบ
ล้วนแล้วแต่เป็นเงินของหวังเฮ่าที่หามาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย ในฐานะผู้ใหญ่บ้านเขาต้องมอบความยุติธรรมให้
“พันหกร้อยแปดสิบหยวน บ้านเรามีไม่พอหรอก” หยวนซิ่วหว่านงึมงำ เธอพึ่งจะใช้เงินจองเสื้อผ้าชุดใหม่ไป
