บทที่ 4 ขุมทรัพย์ในเข่งผัก - 1
บรรยากาศของตลาดนัดประจำตำบลในยุค 80 ยามสายนั้นเต็มไปด้วยความโกลาหลและฝุ่นดินสีเหลืองที่ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงตะโกนโหวกเหวกด่าทอต่อรองราคาสินค้าดังเซ็งแซ่แข่งกับเสียงกระดิ่งรถจักรยานเฟยเกอที่แล่นผ่านไปมา กระสอบป่านบรรจุธัญพืชวางระเกะระกะอยู่ริมทางเดินที่เฉอะแฉะ ผู้คนในชุดเสื้อผ้าสีทึบทึมสีเทาและสีน้ำเงินกรมท่าต่างเบียดเสียดกันเพื่อจับจ่ายใช้สอยสิ่งของจำเป็น
ท่ามกลางฝูงชนที่เร่งรีบ ลู่จิ้งเฟยยืนกำถุงผ้าใบเล็กในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตบุนวมของตนเองไว้แน่น ภายในนั้นมีธนบัตรใบละหนึ่งหยวน สองหยวน และเศษเงินเหมาเงินเฟินที่ยับยู่ยี่รวมกันแล้วได้เพียงสิบกว่าหยวน นี่คือทุนรอนก้อนสุดท้ายในชีวิตที่เธอแอบเย็บซ่อนไว้ในตะเข็บหมอนใบเก่าอย่างยากลำบาก มันคือความหวังอันริบหรี่ที่จะช่วยพลิกชะตาชีวิตของครอบครัวตระกูลเฉิงให้หลุดพ้นจากความยากจนข้นแค้น
ลู่จิ้งเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววหยิ่งผยองบัดนี้มีเพียงความมุ่งมั่นและเฉียบขาด เธอก้าวเท้ายาวๆ ลัดเลาะผ่านแผงขายผักกาดขาวและหัวไชเท้า มุ่งหน้าตรงไปยังโซนขายของชำที่อยู่ท้ายตลาด
ในยุคที่การปฏิรูปเศรษฐกิจเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ตลาดเสรีเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น ผู้คนสามารถนำของมาขายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบคูปองของรัฐไปเสียทุกอย่าง ลู่จิ้งเฟยหยุดยืนอยู่หน้าแผงขายเครื่องเทศของชายชราคนหนึ่ง เธอใช้นิ้วเรียวเล็กไล่ดูวัตถุดิบอย่างผู้เชี่ยวชาญ
"เถ้าแก่ ขอโป๊ยกั๊ก อบเชย ใบกระวาน ชะเอมเทศ และพริกหอมฮวาเจียวอย่างละขีดค่ะ อ้อ แล้วก็ขอน้ำตาลกรวดก้อนนั้นด้วย"
ชายชราเจ้าของร้านเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ เครื่องเทศเหล่านี้ไม่ใช่ของที่ชาวบ้านทั่วไปจะซื้อหาไปทำกับข้าวทุกวัน มันมีราคาแพงและมักจะใช้เฉพาะในงานจัดเลี้ยงใหญ่โตเท่านั้น ยิ่งน้ำตาลกรวดด้วยแล้ว ยิ่งถือเป็นของฟุ่มเฟือยที่หลายครอบครัวไม่กล้าแม้แต่จะชายตามอง
"แม่หนู ซื้อของพวกนี้ไปทำอะไรตั้งมากมาย น้ำตาลกรวดนี่ราคาไม่ถูกนะ ชั่งละตั้งหลายเหมาเชียว" ชายชราเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
"ฉันจะเอาไปทำยาบำรุงให้สามีน่ะค่ะเถ้าแก่ เขางานหนัก ต้องบำรุงเสียหน่อย" ลู่จิ้งเฟยตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ พลางหยิบเงินออกจากถุงผ้าจ่ายไปอย่างไม่นึกเสียดาย แม้เงินในมือจะร่อยหรอลงไปกว่าครึ่ง แต่เธอรู้ดีว่าการลงทุนครั้งนี้จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน
เป้าหมายต่อไปของเธอคือแผงขายเนื้อหมู ทันทีที่เดินไปถึง เธอก็พบว่าเนื้อหมูสามชั้นที่ติดมันเยิ้มๆ ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดในยุคนั้นถูกขายไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว เหลือเพียงเศษเนื้อ กระดูกซี่โครงที่แทบไม่มีเนื้อติด และกองเครื่องในหมูที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งจนแมลงวันบินตอมหึ่ง
ในยุคที่ผู้คนขาดแคลนไขมัน เนื้อหมูสามชั้นคือของล้ำค่า ส่วนซี่โครงหมูนั้นถือเป็นของไร้ราคาเพราะมีแต่กระดูกกินไม่อิ่มท้อง ยิ่งเครื่องในหมูยิ่งแล้วใหญ่ ชาวบ้านส่วนใหญ่มองข้ามเพราะมันทั้งเหม็นคาว ล้างทำความสะอาดก็ยาก แถมยังเปลืองฟืนเปลืองเครื่องปรุงในการดับกลิ่น
แต่สำหรับลู่จิ้งเฟย ผู้ซึ่งในชาติก่อนเคยตกระกำลำบากจนต้องไปเป็นลูกมือล้างจานและช่วยงานในครัวของภัตตาคารใหญ่ในเมืองหลวง กองเศษซากเหล่านี้คือขุมทรัพย์ที่แท้จริง!
ชาติก่อนเธอเคยแอบจดจำและเรียนรู้สูตรเนื้อตุ๋นน้ำแดงตำรับลับมาจากยอดเชฟเฒ่าประจำภัตตาคาร เคล็ดลับของความอร่อยไม่ได้อยู่ที่เนื้อหมูชั้นดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การจัดการกับวัตถุดิบและการใช้ไฟที่แม่นยำต่างหาก!
