บทที่ 1 เสี่ยวเป่าของแม่ - 1
แสงของเช้าวันใหม่สาดส่องลงมาทาบทับหลังคามุงจาก ท้องฟ้าในฤดูหนาวเดือนสิบสองยังคงเป็นสีเทาหม่น ทว่าอากาศที่หนาวเหน็บจนเสียดกระดูกกลับไม่อาจดับไฟแห่งความหวังที่เพิ่งจุดติดขึ้นในใจของลู่จิ้งเฟยได้
ลานบ้านตระกูลเฉิงกว้างขวางแต่เต็มไปด้วยความระเกะระกะ กองฟืนไม้สนวางสุมกันอยู่ที่มุมหนึ่ง ใกล้กันนั้นคือเล้าไก่ที่ส่งเสียงขันเจื้อยแจ้วปลุกผู้คนให้ตื่นจากนิทรา บรรยากาศยามเช้าของชนบทในยุค 80 อบอวลไปด้วยกลิ่นควันไฟจากเตาดินและกลิ่นไอของน้ำค้างแข็ง มันคือกลิ่นอายของชีวิตที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความแร้นแค้น
ลู่จิ้งเฟยผลักประตูห้องเดินออกมา ทันทีที่สายลมเย็นเฉียบปะทะใบหน้า เธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความสดชื่น วันนี้คือวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธออย่างแท้จริง ทว่าเพียงก้าวพ้นธรณีประตู สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กจ้อยที่ยืนหลบมุมอยู่ข้างโอ่งน้ำดินเผา
เด็กน้อยวัยสี่ขวบเศษ รูปร่างผอมกะหร่องจนแทบจะปลิวไปตามลม สวมเสื้อแจ็คเก็ตบุนวมตัวโคร่งที่เก่าจนสีซีดและเต็มไปด้วยรอยปะชุน ชายแขนเสื้อที่ยาวเกินไปถูกพับลวกๆ เผยให้เห็นข้อมือเล็กเท่ากิ่งไม้แห้ง ใบหน้าของเด็กน้อยมอมแมมไปด้วยคราบเขม่าควันและฝุ่นดิน มีเพียงดวงตากลมโตสีนิลเท่านั้นที่สุกใส แต่ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและระแวดระวัง ราวกับลูกนกที่พลัดหลงจากรัง
"สะ... เสี่ยวเป่า"
เสียงของลู่จิ้งเฟยสั่นพร่า หัวใจของเธอราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเค้นอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ
ในชาติก่อน เพราะความเกลียดชังที่มีต่อเฉิงเจี้ยนกั๋ว เธอจึงพาลเกลียดเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาไปด้วย เธอรำคาญเสียงร้องไห้ของลูก ผลักไสเขาไปให้แม่สามีเลี้ยงดูอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่เคยสวมกอด ไม่เคยหอมแก้ม ไม่เคยแม้แต่จะป้อนข้าวป้อนน้ำด้วยซ้ำ ภาพจำสุดท้ายของลูกชายในชาติก่อนคือเด็กน้อยที่วิ่งตามเกวียนวัว ร้องไห้สะอึกสะอื้นเรียกหาแม่จนสะดุดล้มคลุกฝุ่น ในขณะที่เธอกลับนั่งเชิดหน้าอยู่บนเกวียนโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง
กว่าเธอจะรู้ตัวว่าลูกชายคนนี้มีค่าแค่ไหน ก็เป็นตอนที่เธอถูกชายชู้ทิ้งขว้างและนอนรอความตายอยู่ในตรอกแคบๆ ตอนนั้นเธอปรารถนาเพียงแค่ได้กอดเขาอีกสักครั้ง แต่สวรรค์ก็ไม่ปรานีจนกระทั่งวันนี้
"แม่... แม่จ๋า" เสียงเล็กๆ นั้นแหบพร่าและสั่นเทา เสี่ยวเป่าถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความเคยชิน เพราะทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้แม่ มักจะถูกดุด่าหรือผลักไสเสมอ
ลู่จิ้งเฟยไม่รอช้า เธอพุ่งตัวเข้าไปรวบร่างเล็กที่สั่นเทานั้นเข้ามากอดแนบอกอย่างแนบแน่น กอดแน่นเสียจนเด็กน้อยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง กลิ่นสาบโคลนและกลิ่นควันไฟบนตัวลูกไม่ได้ทำให้เธอรังเกียจแม้แต่น้อย กลับกันมันคือกลิ่นของแก้วตาดวงใจที่เธอโหยหามาตลอดทั้งชีวิต
"เสี่ยวเป่าลูกแม่... แม่ขอโทษ... แม่ขอโทษจริงๆ" น้ำตาของลู่จิ้งเฟยไหลรินอาบสองแก้ม ร่วงหล่นลงบนไหล่เล็กๆ ของลูกชาย เธอจูบกระหม่อมที่ยุ่งเหยิงของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ไม่ต้องกลัวแล้วนะลูก ชาตินี้... ไม่สิ ต่อจากนี้ไป แม่จะไม่มีวันทิ้งลูกไปไหนอีก แม่จะอยู่กับลูก จะปกป้องลูกเอง"
เด็กน้อยที่ถูกกอดอย่างไม่ทันตั้งตัวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของผู้เป็นแม่จะทำลายกำแพงความกลัวในใจลง เสี่ยวเป่าซุกหน้าลงกับไหล่ของลู่จิ้งเฟย สองแขนเล็กๆ ค่อยๆ ยกขึ้นมากอดตอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินเปียกชื้นเสื้อของมารดา
ลู่จิ้งเฟยลูบแผ่นหลังที่ผอมจนสัมผัสได้ถึงกระดูกสันหลังของลูกชาย สวรรค์! เด็กสี่ขวบที่ควรจะอยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอน ทำไมถึงได้ผอมโซราวกับเด็กขาดสารอาหารเช่นนี้ เธอขบกรามแน่น สัญญาในใจอย่างหนักแน่นว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ลู่จิ้งเฟยจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูลูกชายคนนี้ จะขุนเสี่ยวเป่าให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ ขาวอวบดั่งหัวไชเท้าในฤดูหนาวให้จงได้ ใครกล้ามารังแกเขา มันผู้นั้นต้องข้ามศพเธอไปก่อน!
เสียงเคาะระฆังเหล็กหน้าลานหมู่บ้านดังแว่วมา เป็นสัญญาณบอกเวลาอาหารเช้าก่อนที่ผู้คนจะแยกย้ายกันไปลงแปลงนาของคอมมูน
