หากท่านต้องการหย่าข้าย่อมยินดี
“เจ้าหัวเราะอะไร มีอะไรน่าขำกัน” หยางเฟยฉีถามเสียงเข้ม
“หัวเราะพวกท่านน่ะสิ ท่านแม่ทัพเราแต่งงานกันมาตั้งสองปี เหตุใดท่านจึงไม่รู้เล่าว่าฮูหยินอย่างข้ายิงธนูเป็น”
“เห็นไหมเจ้าคะ ในที่สุดนางก็สารภาพออกมาแล้ว”
“ข้าไม่อยากพูดมากความ จะลงโทษข้าเช่นไรก็ว่ามา”
“ฮูหยิน เจ้าทำเช่นนั้นทำไมกัน”
“เรื่องนี้ให้อนุหลันเป็นคนพูดเองเถิด คนปากเน่าเช่นนางถูกข้ายิงธนูเฉียดแค่ปลายผมก็ถือว่าข้าใจดีมากแล้ว”
“หลันเหม่ย เจ้าไปพูดอันใดกับนาง นางถึงได้โมโหเจ้าเช่นนี้ จงตอบให้ดี”
“คะ...คือว่า”
“ตอบ!”
หลี่ฟางหรงเห็นท่าทีอึกอักไม่ยอมตอบคำถามสักที นางรู้สึกหงุดใจเป็นอย่างมาก เพราะมายืนรอหยางเฟยฉีเกือบสองชั่วยามกว่าเขาจะโผล่หน้ามา จึงเอ่ยตอบแทน
“นางโอ้อวดว่าท่านโปรดปรานนาง นางเลยเห็นข้าเป็นเพียงฮูหยินจอมปลอมที่มีดีแค่เป็นฮูหยินเอก ด้วยเหตุนี้ข้าจึงพาลไม่พอใจนาง”
“จริงรึ”
“เอาล่ะ ในเมื่อท่านได้คำตอบแล้ว ฮูหยินจอมปลอมอย่างข้าคงต้องขอตัวก่อน อ่อ อีกอย่างหากท่านแม่ทัพอยากหย่ากับข้ามากนัก เพียงแค่เขียนใบหย่ามาก็พอ ข้าจะยินยอมประทับลายนิ้วมือลงในนั้นด้วยความเต็มใจไม่มีอิดออดแน่นอน พูดตามตรงข้าไม่อยากขัดขวางทางรักของผู้ใด โดยเฉพาะท่านกับนาง”
หลังจากได้ยินสิ่งที่หลี่ฟางหรงร่ายยาวบอกตนเอง หยางเฟยฉีได้แต่นิ่งอึ้ง เขาไม่คิดว่านางจะกล้าเอ่ยปากขอหย่ากับเขาเช่นนี้ เพราะรู้ดีว่านางหลงรักเขา
“เจ้าขอหย่างั้นรึ”
“ข้าไม่ได้ขอหย่า ข้าเพียงบอกว่าหากท่านต้องการหย่าข้าย่อมยินดี ท่านแม่ทัพ คนอย่างข้าไม่น่าหลงรักท่านหัวปลักหัวปลำเช่นนั้นเลย ตลอดสองปีที่ผ่านมาข้ารักและเทิดทูนท่าน แม้ท่านจะรังเกียจเดียดฉันข้ามากเพียงใดข้าไม่สน หลังผ่านพ้นความตายมาข้าถึงคิดได้ว่าควรพอเสียที ในตอนนี้ข้าเลิกหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าท่านจะหันมารักข้า”
“ฮูหยิน”
“จะลงโทษข้าเช่นไร ก็ให้ลู่เสียนไปบอกข้าที่เรือนเถิด ข้าจะไปพักผ่อนแล้ว” เอ่ยตัดบทสนทนา
“หลี่ฟางหรง เจ้าเปลี่ยนไปจริง ๆ”
“มีคนเคยบอกข้าว่าสตรียามโตขึ้นจิตใจรวมทั้งนิสัยของนางย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่มีอันใดน่าแปลกใจสักนิด” นางเอ่ยทิ้งท้าย
คล้อยหลังหลี่ฟางหรง ตอนนี้เหลือเพียงเขา หลันเหม่ย และลู่เสียนที่ยังยืนนิ่งค้างอยู่ที่นี่
“ท่านแม่ทัพ จะลงโทษฮูหยินหรือไม่” ลู่เสียนถามขึ้น
“ลงโทษน่ะข้าลงโทษแน่ เพียงแต่ไม่ใช่ในตอนนี้ นางคงเหนื่อยล้าจากการจัดเตรียมข้าวของกลับเมืองกระมังถึงได้ทำเรื่องเช่นนี้ขึ้น”
“ท่านแม่ทัพ ท่านเข้าข้างฮูหยินหรือเจ้าคะ แล้วข้าเล่า” ว่าพลางเข้าไปกอดแขนเขาแน่น เรียกร้องความเห็นใจ
ตั้งแต่ไหนแต่ไรเขาล้วนตามใจนางทุกอย่าง ทว่าตั้งแต่หลี่ฟางหรงฟื้นขึ้นมากลับเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
“หลันเหม่ย เจ้าฟังไม่รู้ความรึ กลับเรือนเจ้าไปก่อนเถิด ข้าอยากอยู่คนเดียวเงียบ ๆ” สิ้นคำของเขา หลันเหม่ยก็กลับเรือนตามคำสั่ง นางรู้ดีว่าหากรั้นดันทุรังต่อไปเห็นทีคนที่ถูกทำโทษคงเป็นตนเอง
รุ่งขึ้นหยางเฟยฉีมายืนมองฮูหยินของตนจากทางด้านหลัง วันนี้นางสวมอาภรณ์สีชมพูดูรื่นเริง ท่าทางที่ยืนอยู่ไม่สุขของนางทำเขาสงสัย ว่านางกำลังยืนรอผู้ใดอยู่กันแน่ ไม่นานนักก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งลงจากรถม้ามา พร้อมกับท่าทีดีใจของหลี่ฟางหรงที่แทบจะเข้าไปกอดบุรุษผู้นั้น ภาพตรงหน้าทำให้เขาไม่พอใจที่จู่ ๆ ใครก็ไม่รู้มาตีสนิทกับฮูหยินของตน อยู่กับเขานางแสนเรียบร้อยจนน่าเบื่อ กระทั่งพูดออดอ้อนก็ไม่เคยทำ แต่นี่กลับทำกับบุรุษอื่นที่ไม่ใช่สามีของตนเองได้อย่างไร!
“พี่จางหมิ่น ข้ามายืนรอท่านเสียตั้งนาน สบายดีไหมเจ้าคะ”
“ข้าสบายดี แล้วเจ้าเล่าเป็นเช่นไรบ้างอยู่ชายแดนสองปีเต็มคงลำบากน่าดู”
