ผ่านพ้น
“คุณหนู ท่านหาอะไรอยู่รึเจ้าคะ” เยว่ซินที่ยืนดูนายหญิงของตนนานแล้วทักขึ้น
“ข้าน่าจะเชื่อท่านแม่”
“คุณหนูท่านหาอาภรณ์สีอื่นอยู่ใช่หรือไม่ ฮูหยินคิดเอาไว้แล้วว่าสักวันท่านอาจอยากเปลี่ยนอาภรณ์สีแปลกตาจึงได้นำผ้าแพรหลากสีหลายลวดลายนำใส่หีบมาด้วย ดูนี่สิเจ้าคะ” ว่าพลางเดินไปเปิดหีบอีกสามใบที่มีของที่นางต้องการอยู่ในนั้น
“แปลกนัก เดิมทีข้าไม่แม้แต่จะเปลี่ยนอาภรณ์สีใหม่ นอกจากสีที่ข้าใส่เป็นประจำ แต่พอเห็นผ้าพวกนี้แล้ว ข้ากลับไม่อยากสวมอาภรณ์สีเดิมอีกแล้ว เจ้านำไปตัดเป็นชุดให้ข้าเสีย จำไว้ว่าชุดของข้าต้องสวยสง่ากว่าหลันเหม่ย”
“เจ้าค่ะ พอเห็นท่านลุกขึ้นมาเป็นคนใหม่เช่นนี้บ่าวก็วางใจ แต่ก่อนท่านยอมอนุผู้นั้นทุกอย่าง อ้างว่านางอาวุโสกว่าบ้างล่ะ ต้องใจกว้างให้สมกับเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพบ้างล่ะ นึกย้อนกลับไปเห็นท่าทีปีนเกลียวของนางทีไร บ่าวก็รู้สึกโมโหทุกที”
“ซิวเยว่ เจ้าวางใจเถิด นับแต่นี้ไปข้าไม่ใช่หลี่ฟางหรงคนเดิมอีกแล้ว ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกข้าอีก อำนาจที่ควรใช้ข้าจะใช้มันอย่างเต็มที่แน่นอน” นางบอกสาวใช้อย่างมาดมั่น
ร่างอรชรสวมอาภรณ์สีม่วงพราวระยับ ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอาง ริมฝีปากสีแดงจิ้มลิ้ม เดินสง่าเข้ามานั่งในเรือนใหญ่ร่วมนั่งจิบชากับสามีของตน
หยางเฟยฉีมองหน้าหลี่ฟางหรงอย่างตกตะลึงที่จู่ ๆ ฮูหยินของตนเปลี่ยนไปทั้งชุดที่นางสวม ไหนจะใบหน้างามดุจนางสวรรค์ที่เขาไม่เคยแม้แต่จะมองหน้านางตรง ๆ เสียด้วยซ้ำ บัดนี้กลับรู้สึกอยากมองทุกเวลาละสายตาไปที่ใดไม่ได้เลย
“อะ แฮ่ม!” ลู่เสียนกระแอมเล็กน้อย เขาจึงต้องเฉไฉปรายตามองไปทางอื่น
“อนุหลันมาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงสาวใช้หน้าเรือนดังขึ้น คำว่า ‘อนุ’ ช่างแสลงหูของหลันเหม่ยยิ่งนัก!
วันนี้หลันเหม่ยสวมชุดสีแดงดูสง่า ทั้งยังประโคมเครื่องประดับเต็มศีรษะประหนึ่งว่าตนเป็นนายหญิงของจวนแม่ทัพ ทั้งที่ความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
“ท่านแม่ทัพ ข้าได้ยินมาว่าฮ่องเต้ทรงให้ท่านกลับไปประจำการที่เมืองหลวงถาวร ช่างน่ายินดีนัก” หลันเหม่ยเอ่ยอย่างอวดรู้
“เจ้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน” เขาถามนาง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าตระกูลหลันคงส่งข่าวให้นาง
“บิดาของข้าให้คนส่งจดหมายมาบอกเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นรึ”
“ว่าแต่น้องฟางหรงเถิด เจ้าไม่รู้เรื่องอันใดเลยรึ” พูดกับ หยางเฟยฉีจบ ก็ไม่วายหันมาค่อนแคะนางอีกตามเคย
“หากข้าไม่ทราบข่าวข้าคงไม่สวมอาภรณ์ชุดนี้มาหรอก อีกอย่างท่านหยุดแทนตัวเองว่าเป็นพี่สาวของข้าได้แล้ว ข้ามีพี่สาวคนเดียวซึ่งนางอยู่ที่เมืองหลวง” หลี่ฟางหรงสวนกลับทันควัน ทำเอา หลันเหม่ยอ้าปากพะงาบกลางอากาศ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นนางจะตอบโต้อันใด แม้ว่าจะถูกตนพูดจาถากถางใส่มากมายนับไม่ถ้วน
หยางเฟยฉีแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นฮูหยินของตนต่อล้อต่อเถียงกับหลันเหม่ย ปกตินางเอาแต่ปิดปากเงียบ
“ท่านแม่ทัพ ท่านจะเดินทางกลับเมืองหลวงเมื่อใดหรือเจ้าคะ” นางหันไปถามสามี หลังจากตอบโต้กับอนุหลัน
“ต้นเดือนหน้า ข้าฝากเจ้าจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมด้วยนะ หลันเหม่ย” ต้นประโยคตอบคำถามนาง ท้ายประโยคหันไปบอกอนุที่โปรดปราน
ก่อนที่หลันเหม่ยจะได้รับคำ หลี่ฟางหรงชิงพูดแทรกขึ้นมาก่อนว่า
“เรื่องนี้ข้าจะเป็นคนจัดการเอง เดิมทีเรื่องในจวนล้วนเป็นหน้าที่ของฮูหยินอย่างข้า ไม่ใช่อนุเช่นนาง”
“นี่เจ้า!” หยางเฟยฉีขึ้นเสียงเล็กน้อย ที่เห็นนางไม่เชื่อฟังคำสั่งของตน
“ที่ผ่านมาข้ายอมให้นางมาแทนที่ตำแหน่งฮูหยินของข้ามานานพอแล้ว บัดนี้ให้เป็นหน้าที่ข้าเถิด” เอ่ยกับสามีอย่างไม่ยินยอม พร้อมกับใช้หางตามองไปยังชุดที่หลันเหม่ยสวมอยู่อย่างไม่พอใจสีแดงงั้นรึ!
“ฮูหยิน ท่านมองข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” หลันเหม่ยถามด้วยความใสซื่อ นางชอบที่สุดก็ตอนที่เห็นภรรยาเอกกลายเป็นนางร้ายต่อหน้าสามี นางจะได้สวมบทบาทเป็นนางเอกผู้น่าสงสารได้อย่างไรเล่า
