บทที่ 5: การพานพบและดอกฟ้าเคียงมัจจุราช
คฤหาสน์ตระกูลลู่ที่เคยเงียบเหงาและถูกความตกต่ำกัดกินมานานนับปี คืนนี้กลับมาสว่างไสวราวกับวิมานบนดินอีกครั้ง โคมระย้าคริสตัลส่องประกายวูบวาบ แผ่นเสียงแจ๊ส จากเครื่องเล่นแกรมโมโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดดังเคล้าคลอไปกับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของบรรดาแขกเหรื่อชนชั้นสูง กลิ่นน้ำหอมฝรั่งเศสและควันซิการ์ชั้นดีลอยอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่
บนชั้นสองของคฤหาสน์ ไป๋อวี้หลานนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งราวกับตุ๊กตาไร้วิญญาณ สาวใช้กำลังเร่งมือทาแป้งฝุ่นหนาเตอะลงบนซีกหน้าด้านซ้ายของเธอเพื่อปกปิดรอยเขียวช้ำที่เกิดจากฝีมือของสามี ริมฝีปากที่แห้งผากถูกแต้มด้วยชาดสีแดงสดจนดูเย้ายวนเกินพอดี
คืนนี้ลู่เหวินปินบังคับให้เธอสวมชุดกี่เพ้าสีดำขลับที่ผ่าข้างสูงเกือบถึงต้นขา เนื้อผ้าไหมแนบเนื้อเน้นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างชัดเจน มันไม่ใช่ชุดสำหรับภรรยาที่ออกงานสังคมเพื่อเชิดหน้าชูตาสามี แต่มันคือชุดของเธอนกต่อที่ถูกเตรียมไว้เพื่อปรนเปรอแขกวีไอพี
“แกฟังฉันให้ดีนะ นังตัวดี” เสียงกระซิบเหี้ยมเกรียมของลู่เหวินปินดังขึ้นที่ข้างหู เขาบีบหัวไหล่บอบบางของเธอผ่านเนื้อผ้าไหมจนเธอเผลอนิ่วหน้า “คืนนี้แกต้องทำตัวให้ว่าง่ายที่สุด รินเหล้า เอาอกเอาใจท่านนายพลหวังให้ดี อย่าทำหน้าเหมือนคนใกล้ตายแบบนี้ ยิ้มเข้าไว้ ถ้าท่านนายพลไม่ยอมเซ็นสัญญาสัมปทานท่าเรือให้ฉัน แกก็เตรียมตัวไปเก็บศพไอ้เด็กเหลือขอที่เรือนหลังคาดาดฟ้าได้เลย”
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด ไป๋อวี้หลานสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับมุมปากให้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ฝืนธรรมชาติที่สุด ดวงตาที่เคยหม่นหมองพยายามปั้นแต่งความสดใสจอมปลอมขึ้นมา เธอรู้ดีว่าคืนนี้ศักดิ์ศรีของเธอจะต้องถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี แต่เพื่อหยางหยาง ต่อให้ต้องคลานเข่าไปเลียรองเท้าของนายพลผู้ทรงอิทธิพลคนนั้น เธอก็ต้องทำ
เสียงเอะอะโวยวายจากด้านล่างดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าแขกคนสำคัญที่สุดของค่ำคืนนี้ได้เดินทางมาถึงแล้ว
ลู่เหวินปินรีบคว้าข้อมือของเธอแล้วกึ่งลากกึ่งจูงลงบันไดเวียนไปที่ห้องโถง ไป๋อวี้หลานก้มหน้ามองขั้นบันได พยายามควบคุมสติและจังหวะการเต้นของหัวใจ แต่ทันทีที่ก้าวลงมาถึงพื้นหินอ่อนชั้นล่าง เสียงของพิธีกรในงานก็ประกาศก้อง
“ขอต้อนรับ ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งเขตเช่าเซี่ยงไฮ้ ท่านนายพลหวังอี้เฉิน และคุณหนูเสิ่นซินโหรว”
ชื่อนั้นเปรียบเสมือนอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงกลางกระหม่อมของไป๋อวี้หลาน ร่างบอบบางชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ลมหายใจสะดุดกึกราวกับถูกใครบีบคอ หวังอี้เฉินอย่างนั้นหรือ เป็นไปได้อย่างไร ผู้ชายที่เธอเพิ่งสั่งให้คนโยนออกไปคลุกฝุ่นโคลนหน้าร้านอาหารเมื่อเจ็ดปีก่อน ทหารยศต่ำต้อยที่เธอจงใจพูดจาดูถูกเหยียดหยามเพื่อไล่ให้เขาไปมีชีวิตที่ดีกว่า จะกลายมาเป็นมัจจุราชผู้กุมชะตาชีวิตของคนทั้งเซี่ยงไฮ้ในวันนี้
เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังประตูทางเข้าอย่างเชื่องช้า แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้หัวใจที่แหลกสลายอยู่แล้วของเธอถูกบดขยี้จนกลายเป็นผุยผง
ร่างสูงใหญ่คุ้นตาก้าวเข้ามาในงานด้วยท่วงท่าสง่างามและทรงอำนาจ เครื่องแบบทหารสีเข้มตัดเย็บอย่างประณีตประดับด้วยเหรียญตราเกียรติยศเต็มหน้าอก ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น บัดนี้คมคายและเยือกเย็นราวกับสลักจากน้ำแข็ง นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นกวาดมองผู้คนในงานด้วยความหยิ่งผยอง ราวกับทุกคนเป็นเพียงมดปลวกใต้ฝ่าเท้า
แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋อวี้หลานรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดหัวใจ ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ของเขา แต่เป็นหญิงสาวที่คล้องแขนเขาอยู่อย่างแนบชิดต่างหาก
คุณหนูเสิ่นซินโหรว บุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านทูตเสิ่นผู้ทรงอิทธิพล เธอปรากฏตัวในชุดราตรีสไตล์ยุโรปสีงาช้างที่ฟูฟ่องและหรูหรา เส้นผมดัดลอนตามสมัยนิยมประดับด้วยเทียร่าเพชรเม็ดงาม ผิวพรรณของเธอขาวผ่องผุดผ่องราวกับไข่มุก รอยยิ้มที่แต้มบนริมฝีปากนั้นงดงาม บริสุทธิ์ และเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของผู้หญิงที่ไม่เคยรู้จักความลำบาก
เมื่อเทียบกันแล้ว ไป๋อวี้หลานในชุดกี่เพ้าสีดำที่จงใจผ่าข้างลึกเพื่อยั่วยวนบุรุษ กลับดูราคาถูกและน่าสมเพชไม่ต่างจากผู้หญิงหากินในตรอกสลัม ความงามที่เคยเป็นเอกของตระกูลไป๋ บัดนี้ถูกความตรากตรำกัดกินจนหมองคล้ำ รอยช้ำใต้แป้งฝุ่นยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงชีวิตที่ตกต่ำถึงขีดสุด
เธอเป็นเพียงนกปีกหักที่เปื้อนโคลน ส่วนผู้หญิงคนนั้นคือนกยูงรำแพนหางที่คู่ควรกับพญาอินทรีอย่างเขา
“มัวยืนบื้ออยู่ทำไม เข้าไปเสิร์ฟแชมเปญให้ท่านนายพลสิ” ลู่เหวินปินกระซิบสั่งเสียงลอดไรฟัน พลางหยิกเข้าที่เอวคอดของเธออย่างแรงเพื่อเรียกสติ
ไป๋อวี้หลานสะดุ้งสุดตัว เธอรับถาดเงินที่บรรจุแก้วแชมเปญทรงสูงสองใบมาจากคนรับใช้ มือเรียวสั่นสะท้านจนแก้วคริสตัลกระทบกันส่งเสียงดังกริ่งเบาๆ เธอสูดลมหายใจ กัดริมฝีปากจนห้อเลือดเพื่อข่มความสั่นกลัว ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปหาบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยสัญญาว่าจะพาเกี้ยวแปดคนหามมารับเธอไปเป็นเจ้าสาว
ยิ่งเดินเข้าใกล้ กลิ่นโคโลญจน์ผสมควันซิการ์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาก็ยิ่งชัดเจน มันไม่ใช่กลิ่นเหงื่อไคลของชายชาติทหารที่เธอเคยคุ้นเคยอีกต่อไป แต่มันคือกลิ่นของอำนาจและเงินตรา
“ท่านนายพลหวัง เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านยอมสละเวลามาร่วมงานเลี้ยงเล็กๆ ของกระผม” ลู่เหวินปินรีบก้าวออกไปยืนขวางหน้า โค้งคำนับจนแทบจะติดพื้น รอยยิ้มประจบสอพลอปรากฏชัดบนใบหน้า “นี่คือไป๋อวี้หลาน ภรรยาของกระผมเองครับ ภรรยา... รินเหล้าให้ท่านนายพลกับคุณหนูเสิ่นสิ”
หวังอี้เฉินหลุบตาลงมองหญิงสาวที่ยืนก้มหน้าถือถาดแชมเปญอยู่ตรงหน้า นัยน์ตาที่เคยเยือกเย็นพลันปรากฏแวววูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นสภาพของเธอ ชุดกี่เพ้าที่รัดรึงจนเห็นทรวดทรงและเผยเรียวขาขาวเนียน ร่างกายที่ซูบผอมลงจนผิดหูผิดตา และกลิ่นอายความหวาดกลัวที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ มันช่างแตกต่างจากคุณหนูไป๋ผู้เย่อหยิ่งและรักสบายในวันนั้นเหลือเกิน
เขาลอบกำหมัดที่ไพล่อยู่ด้านหลังแน่น ความโกรธแค้นที่ถูกสุมไว้เจ็ดปีปะทุขึ้นในอก แต่ใบหน้ากลับแสยะยิ้มหยัน
“ภรรยาอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาดังก้องกังวาน เรียกร้องความสนใจจากแขกเหรื่อรอบข้างให้หันมามอง “ประธานลู่ช่างมีรสนิยมแปลกประหลาด มองปราดแรก ฉันนึกว่าคุณเรียกสตรีจากไนต์คลับพาราเมาท์มาคอยบริการแขกเสียอีก การแต่งกายเช่นนี้... ช่างเหมาะกับคนรวยที่ใกล้จะล้มละลายจริงๆ”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและเหยียดหยามอย่างรุนแรงทำให้บรรยากาศในงานเลี้ยงเย็นยะเยือก แขกหลายคนลอบหัวเราะคิกคัก ลู่เหวินปินหน้าเจื่อนลงทันที เขาโกรธจนหน้าดำหน้าแดงแต่ก็ไม่กล้าปริปากเถียงผู้มีอำนาจล้นฟ้าตรงหน้า ได้แต่เค่นหัวเราะแห้งๆ รับคำวิจารณ์นั้น
ไป๋อวี้หลานรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางฝูงชน เธออยากจะแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด แต่สองเท้ากลับถูกตรึงไว้ด้วยหน้าที่ของคนเป็นแม่ เธอค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมองเขา หวังจะใช้แววตาอ้อนวอนเพื่อขอความเห็นใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสายตาที่คมกริบดุจใบมีดและว่างเปล่าจนน่าใจหาย
เขาไม่เหลือเยื่อใยใดๆ ให้เธออีกแล้วจริงๆ
“อี้เฉินคะ อย่าพูดจารุนแรงกับภรรยาของประธานลู่สิคะ ดูสิคะ หน้าเธอซีดหมดแล้ว” เสิ่นซินโหรวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานใส เธอเอื้อมมือที่สวมถุงมือลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ไปแตะแขนเสื้อของชายหนุ่มเบาๆ การกระทำที่เป็นธรรมชาติและสนิทสนมนั้นแทงทะลุตาของไป๋อวี้หลานอย่างจัง
หวังอี้เฉินหันไปมองหญิงสาวข้างกายด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เขายกมือขึ้นตบหลังมือของเสิ่นซินโหรวเบาๆ
“คุณก็จิตใจดีเกินไปซินโหรว บนโลกนี้มีผู้หญิงบางประเภทที่ยอมทำทุกอย่าง ยอมขายแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของตัวเองเพียงเพื่อแลกกับเงินทองและความสุขสบาย ผู้หญิงประเภทนี้ต่อให้หน้าซีดหรือร้องไห้เป็นสายเลือด ก็ไม่ควรค่าแก่การสงสารหรอก”
ประโยคนั้นเขาจงใจพูดกับเสิ่นซินโหรว แต่สายตาคมกริบกลับตวัดมาจับจ้องที่ดวงตาของไป๋อวี้หลาน ทุกถ้อยคำคือการตอกย้ำถึงเหตุการณ์ในคืนแต่งงานเมื่อเจ็ดปีก่อน เขาต้องการให้เธอรู้ว่าเขายังจำความเจ็บปวดนั้นได้ดี และวันนี้เขามาเพื่อมอบมันคืนให้เธอเป็นร้อยเท่าพันทวี
ไป๋อวี้หลานกัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก เธอยอมรับความอัปยศนี้ไว้แต่โดยดี สองมือที่สั่นเทาประคองแก้มแชมเปญยื่นส่งให้ชายหนุ่ม แต่ด้วยความตื่นตระหนกและเรี่ยวแรงที่ถดถอย ทำให้แก้วใบหนึ่งเอียงจนน้ำสีอำพันหกกระฉอกลงบนแขนเสื้อเครื่องแบบของเขา
“ว้าย!” เสิ่นซินโหรวอุทานเบาๆ
“นังโง่เอ๊ย แกทำบ้าอะไรลงไป” ลู่เหวินปินตวาดลั่น เขาปรี่เข้ามาผลักร่างของไป๋อวี้หลานจนเธอล้มกลิ้งลงไปกับพื้น ถาดเงินและแก้วแชมเปญตกแตกกระจายเสียงดังสนั่น เศษแก้วชิ้นหนึ่งบาดเข้าที่ฝ่ามือของเธอจนเลือดสีสดไหลซึมออกมา
“ขอประทานอภัยครับท่านนายพล นังนี่มันไม่ได้เรื่อง กระผมจะสั่งสอนมันเดี๋ยวนี้” ลู่เหวินปินลนลานหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนเองออกมาตั้งใจจะเช็ดรอยเปื้อนให้ชายหนุ่ม พร้อมกับเงื้อเท้าเตรียมจะเตะภรรยาของตนเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
“หยุด” หวังอี้เฉินตวาดเสียงกร้าว น้ำเสียงทรงอำนาจนั้นหยุดการกระทำของลู่เหวินปินไว้ได้ชะงัด
ชายหนุ่มปัดมือของประธานลู่ออกอย่างรังเกียจ เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าร่างบอบบางที่นั่งกองอยู่บนพื้นเศษแก้ว นัยน์ตาสีรัตติกาลจดจ้องมองเลือดที่ไหลรินจากฝ่ามือขาวซีดของเธอ ลึกๆ ในใจเขาปวดหนึบเมื่อเห็นบาดแผลนั้น แต่ทิฐิและความแค้นที่เกาะกินหัวใจทำให้เขาเลือกที่จะเหยียบย่ำเธอให้จมดินยิ่งกว่าเดิม
“เสื้อตัวนี้เป็นผ้าขนแกะทอมือจากอังกฤษ รอยเปื้อนแค่นี้ผ้าเช็ดหน้าสกปรกๆ ของคุณคงลบไม่ออกหรอก ประธานลู่” หวังอี้เฉินเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ในเมื่อภรรยาของคุณเป็นคนทำหก เธอก็ควรจะเป็นคนเช็ดมันให้สะอาด... ด้วยวิธีของเธอ”
ลู่เหวินปินเข้าใจความหมายนั้นทันที เขาหันไปจิกหัวไป๋อวี้หลานอย่างแรง บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้น
“ได้ยินที่ท่านนายพลพูดไหม นังไร้ประโยชน์ เช็ดเสื้อให้ท่านเดี๋ยวนี้ ใช้ปากหรือลิ้นของแกเช็ดจนกว่ามันจะสะอาด ไม่อย่างนั้นคืนนี้แกเตรียมตัวไปนอนในห้องใต้ดินพร้อมกับไอ้เด็กนั่นได้เลย”
คำขู่เรื่องหยางหยางทำลายกำแพงศักดิ์ศรีด่านสุดท้ายของไป๋อวี้หลานจนพังทลาย หญิงสาวหลับตาลงปล่อยให้น้ำตาแห่งความอัปยศหยดไหลรินลงมาอาบแก้ม เธอค่อยๆ คลานเข่าเข้าไปหาบุรุษที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ก้มศีรษะลงต่ำจนหน้าผากแทบจะจรดกับรองเท้าหนังขัดมันของเขา
เธอเอื้อมมือที่สั่นเทาและโชกไปด้วยเลือดไปจับชายเสื้อเครื่องแบบที่เปื้อนคราบแชมเปญ ค่อยๆ ยกมันขึ้นจรดริมฝีปากที่สั่นระริก หมายจะทำตามคำสั่งอันน่าอดสูนั้น
แต่ก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะได้สัมผัสกับเนื้อผ้า มือหนาและแข็งแกร่งของหวังอี้เฉินก็กระชากข้อมือของเธอขึ้นมาอย่างแรงจนร่างของเธอถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของเขา
ไป๋อวี้หลานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา เธอเห็นพายุแห่งความโกรธเกรี้ยวที่หมุนวนอยู่ในดวงตาคู่นั้น มันไม่ใช่ความโกรธที่เสื้อเปื้อน แต่เป็นความโกรธที่เธอยอมลดตัวทำเรื่องไร้ศักดิ์ศรีเช่นนี้ได้อย่างง่ายดาย ผู้หญิงที่เคยกางปีกปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองอย่างเย่อหยิ่งในวันนั้น หายไปไหนเสียแล้ว
“อย่ามาทำตัวน่าสมเพชให้ฉันเห็น ไป๋อวี้หลาน” เขากระซิบเสียงลอดไรฟันให้ได้ยินกันเพียงสองคน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่สลักลึก “ฉันไม่ต้องการให้ปากสกปรกๆ ของเธอมาแตะต้องเสื้อของฉัน มันทำให้ฉันขยะแขยง”
เขาผลักร่างของเธอออกอย่างแรงจนเธอล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง ก่อนจะหันไปดึงแขนเสิ่นซินโหรวให้ขยับออกห่าง ราวกับกลัวว่าเชื้อโรคแห่งความพ่ายแพ้ของเธอจะลุกลามไปติดดาราสาวผู้สูงศักดิ์
“หมดอารมณ์สังสรรค์แล้ว ประธานลู่” หวังอี้เฉินหันไปเอ่ยกับลู่เหวินปินด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “เรื่องสัญญาสัมปทานท่าเรือ พรุ่งนี้เวลาสองทุ่มตรง ส่งภรรยาของคุณไปพบฉันที่ห้องสวีทชั้นบนสุดของโรงแรมแกรนด์คาเธ่ย์ ให้เธอไปทำหน้าที่ชดใช้ค่าเสื้อของฉันให้คุ้มค่าเสียก่อน แล้วฉันจะพิจารณาเรื่องลายเซ็นในสัญญาให้คุณอีกที”
พูดจบเขาก็ไม่รอฟังคำตอบ หันหลังเดินตระหง่านออกจากห้องโถงไปพร้อมกับเสิ่นซินโหรว ทิ้งความเงียบงันและความอับอายไว้เบื้องหลัง
ลู่เหวินปินยืนตัวสั่นด้วยความโกรธแค้นและโล่งใจในเวลาเดียวกัน แม้จะเสียหน้า แต่โอกาสที่จะได้สัมปทานกลับมารออยู่ตรงหน้า เขาหันมามองภรรยาของตนเองด้วยสายตาประเมินค่า
“แกได้ยินแล้วใช่ไหม พรุ่งนี้แต่งตัวให้มันรัดกุมและยั่วยวนกว่านี้หน่อย ไปปรนเปรอท่านนายพลให้ถึงใจ ถ้าฉันไม่ได้สัญญากลับมา แกกับลูกได้เห็นดีกันแน่”
ไป๋อวี้หลานนั่งนิ่งอยู่บนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ เลือดจากฝ่ามือยังคงหยดลงกระทบพื้นเป็นจังหวะ เธอไม่ได้สนใจความเจ็บปวดทางกายเลยแม้แต่น้อย เพราะความเจ็บปวดในใจมันมากมายมหาศาลกว่าหลายเท่านัก
เธอเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า เกมการแก้แค้นของมัจจุราชแห่งเซี่ยงไฮ้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ เขาจงใจพาผู้หญิงที่เพียบพร้อมมาเยาะเย้ยเธอ จงใจเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอต่อหน้าผู้คน และจงใจบีบบังคับให้เธอต้องเดินเข้าสู่ห้องเชือดของเขาในคืนพรุ่งนี้
เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง เพราะในเกมนี้ เธอเป็นเพียง “ของเล่นขัดดอก” ที่มีหน้าที่รองรับอารมณ์แค้นของเขา แลกกับลมหายใจของลูกชายเพียงคนเดียวเท่านั้น
'อี้เฉิน... ถ้าการทำลายฉันมันทำให้เธอมีความสุข ฉันก็พร้อมจะแหลกสลายด้วยมือของเธอ' เธอกระซิบกับตัวเองในใจ ปล่อยให้น้ำตาแห่งความจำยอมร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบงัน ท่ามกลางเสียงดนตรีแจ๊สที่กลับมาบรรเลงอีกครั้งราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นในโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้
