ไฟรักนายพลเซี่ยงไฮ้

133.0K · จบแล้ว
อิ๋นเยว่
45
บท
1.0K
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

“เจ็ดปีก่อน เธอทิ้งฉันไปเสวยสุขและเหยียบย่ำความรักของฉัน... มาวันนี้ ฉันจะทำให้เธอรู้ว่านรกบนดินมันเป็นยังไง ไป๋อวี้หลาน!” เจ็ดปีก่อน ‘ไป๋อวี้หลาน’ อดีตคุณหนูอันดับหนึ่งแห่งเซี่ยงไฮ้ จำต้องสวมหน้ากากผู้หญิงหน้าเงิน หักหลัง ‘หวังอี้เฉิน’ นายทหารยศผู้น้อยที่เธอรักสุดหัวใจ แล้วหันไปแต่งงานกับเศรษฐีจอมซาดิสต์อย่างลู่เหวินปิน... ทั้งหมดก็เพื่อปกป้องลมหายใจของเขาให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมาเฟีย เจ็ดปีต่อมา โชคชะตาพลิกผัน ตระกูลลู่ล่มสลายสิ้นเนื้อประดาตัว หวังอี้เฉินหวนคืนสู่เซี่ยงไฮ้อีกครั้งในฐานะ ‘ผู้บัญชาการทหารสูงสุด’ ผู้ทรงอำนาจและโหดเหี้ยมจนได้รับฉายาว่ามัจจุราช เขาใช้สัญญาหนี้ห้าแสนหยวน ซื้อตัวอดีตหญิงคนรักที่ตกต่ำถึงขีดสุดมาเป็น ‘นางบำเรอขัดดอก’ กักขังเธอไว้ในเรือนไม้ซอมซ่อ เพื่อลงทัณฑ์และย่ำยีศักดิ์ศรีให้สาสมกับความแค้นที่ฝังลึก ทว่า... ท่ามกลางไฟแค้นที่แผดเผาและแรงปรารถนาที่ซ่อนเร้น มัจจุราชหนุ่มกลับหูหนวกตาบอด เขาเอาแต่ทำร้ายจิตใจเธอและตราหน้าเด็กชายวัยเจ็ดขวบว่าเป็น ‘ลูกชู้’ ของศัตรู... โดยหารู้ไม่ว่า เด็กคนนั้นคือ ‘สายเลือด’ แท้ๆ เพียงคนเดียวของเขาเอง! เมื่อความแค้นบังตาจนเผลอกรีดหัวใจคนที่รักที่สุด... เกมลงทัณฑ์นี้จะจบลงอย่างไร เมื่อความลับที่ถูกซ่อนไว้ในเงามืดกำลังจะถูกเปิดเผย?

ดราม่านิยายรักโรแมนติกนิยายรักโรแมนติกพาลูกกหนีทหารแก้แค้นพระเอกเก่ง

บทนำ

รอยจูบใต้เงาจันทร์และคำสัญญาแห่งหวงผู่

กลิ่นอายความชื้นของแม่น้ำหวงผู่ลอยปะปนมากับสายลมในยามค่ำคืน มหานครเซี่ยงไฮ้ในยุคนี้ไม่เคยหลับใหล แสงไฟนีออนจากไนต์คลับและโรงมหรสพในเขตเช่าฝรั่งเศสสว่างไสวราวกับกลางวัน แต่ในตรอกเล็กๆ ย่านสยาเป่ยซึ่งเป็นที่พักของชนชั้นแรงงานและทหารชั้นผู้น้อย บรรยากาศกลับเงียบสงบและมืดสลัว มีเพียงแสงไฟกะพริบวิบวับจากตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ลอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดออกมา

ไป๋อวี้หลานกระชับผ้าคลุมไหล่ขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์เข้าหากันเพื่อคลายความหนาว หญิงสาวก้าวลงจากรถลากด้วยความระมัดระวัง จ่ายเงินค่าโดยสารแล้วรีบสาวเท้าเดินเข้าไปในตรอกแคบด้วยความคุ้นเคย แม้เส้นทางนี้จะขรุขระและเต็มไปด้วยฝุ่นโคลน ช่างแตกต่างจากพื้นหินอ่อนในคฤหาสน์ตระกูลไป๋ที่เธอจากมา แต่หัวใจของเธอกลับพองโตทุกครั้งที่ได้เหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แห่งนี้

จุดหมายของเธอคือห้องพักเล็กๆ บนชั้นสองของตึกอิฐสีหม่น

ทันทีที่เสียงเคาะประตูเป็นจังหวะเฉพาะตัวดังขึ้น บานประตูไม้ก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วราวกับคนข้างในยืนรออยู่นานแล้ว ร่างสูงใหญ่ของหวังอี้เฉินปรากฏขึ้นในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและผิวสีทองแดงที่กรำแดดกรำฝนจากการฝึกทหาร

เมื่อดวงตาคมเข้มสบเข้ากับดวงตากลมโตของหญิงคนรัก ความแข็งกร้าวระแวดระวังแบบชายชาติทหารก็มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความอ่อนโยนที่หลอมละลายได้แม้กระทั่งน้ำแข็ง

“อวี้หลาน” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อเธอแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากเสียงดังไปคนตรงหน้าอาจสลายกลายเป็นเพียงภาพฝัน

ชายหนุ่มดึงแขนเรียวให้เข้ามาในห้องก่อนจะปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา เขารวบตัวเธอเข้ามากอดไว้เต็มรัก ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่บอบบาง สูดดมกลิ่นหอมของดอกแมกโนเลียที่คุ้นเคยจากเรือนผมสีหมึกของเธอ

“คุณแอบหนีออกมาอีกแล้ว ผมบอกแล้วใช่ไหมว่ามันอันตราย ค่ำมืดป่านนี้เซี่ยงไฮ้ไม่ใช่ที่ที่ผู้หญิงตัวคนเดียวจะออกมาเดินเพ่นพ่าน” แม้ปากจะดุ แต่ท่อนแขนแข็งแรงกลับตระกองกอดร่างนุ่มนิ่มไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

ไป๋อวี้หลานเงยหน้าขึ้นจากอกกว้าง ซบแก้มลงบนฝ่ามือหยาบกร้านของเขา ชายหนุ่มผู้นี้มือหยาบกระด้างเพราะจับปืนและดาบเพื่อชาติ แต่สัมผัสของเขากลับเป็นสิ่งที่เธอโหยหาและรู้สึกปลอดภัยที่สุดในชีวิต

“ฉันคิดถึงเธอนี่อี้เฉิน พรุ่งนี้ท่านพ่อจะจัดงานเลี้ยงที่บ้าน ฉันคงหาข้ออ้างออกมาหาเธอไม่ได้อีกหลายวัน ถ้าคืนนี้ไม่ได้เจอหน้า ฉันคงนอนไม่หลับ” เธอกระซิบตอบ น้ำเสียงหวานใสออดอ้อนอย่างเป็นธรรมชาติ

หวังอี้เฉินถอนหายใจยาว ความผิดชอบชั่วดีตีรวนในอก เขารู้ดีว่าความรักระหว่างคุณหนูตระกูลผู้ดีกับทหารชั้นผู้น้อยที่ไร้หัวนอนปลายเท้าเป็นเรื่องผิดผีผิดประเพณี หากเศรษฐีไป๋รู้เข้า เขาคงถูกยิงทิ้งและโยนลงแม่น้ำหวงผู่ไปแล้ว แต่เมื่อมองสบตาที่เต็มไปด้วยความรักและซื่อตรงของเธอ เขาก็ไม่อาจหักห้ามใจตัวเองได้เลยสักครั้ง

มือหนาเลื่อนไปปลดผ้าคลุมไหล่ราคาแพงออกจากร่างบาง นำไปพาดไว้บนพนักเก้าอี้ไม้เก่าๆ เผยให้เห็นชุดกี่เพ้าผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่ตัดเย็บอย่างประณีต ขับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของหญิงสาววัยแรกแย้มให้ดูงดงามราวกับเทพธิดาหลงยุค

“มือคุณเย็นไปหมดแล้ว” เขาบ่นพึมพำ ก่อนจะจูงมือเธอไปนั่งบนเตียงแคบๆ ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา ชายหนุ่มคุกเข่าลงตรงหน้า ถอดรองเท้าส้นสูงของเธอออกอย่างทะนุถนอม แล้วใช้สองมือประกบฝ่าเท้าเล็กๆ ของเธอเพื่อถ่ายทอดไออุ่นจากร่างกายเขาให้

การกระทำที่แสนจะธรรมดาแต่เต็มไปด้วยความเอาใจใส่ ทำให้ขอบตาของไป๋อวี้หลานร้อนผ่าว ผู้ชายคนนี้ไม่มีเงินทองกองโต ไม่มีเครื่องเพชรมาประดับกายเธอ แต่เขามีหัวใจทั้งดวงที่พร้อมจะวางไว้แทบเท้าเธอ

“อี้เฉิน ขึ้นมานั่งข้างบนสิ พื้นมันเย็นนะ” เธอรั้งแขนเขาให้ลุกขึ้น

หวังอี้เฉินยอมลุกขึ้นตามแรงดึง เขาขยับขึ้นไปนั่งเคียงข้างเธอ ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวคอดกิ่วให้ขยับเข้ามาแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ริมฝีปากหยักได้รูปประทับจูบลงบนหน้าผากมนอย่างแสนรัก ไล่เรื่อยลงมาที่ปลายจมูกรั้น และหยุดนิ่งอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ

“ผมรักคุณนะอวี้หลาน รักจนไม่รู้จะหาคำไหนมาอธิบาย” เขาพึมพำชิดริมฝีปากเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดใบหน้าเนียน

“ฉันก็รักเธอ”

สิ้นคำสารภาพนั้น หวังอี้เฉินก็ไม่อาจอดกลั้นความปรารถนาที่พวยพุ่งอยู่ในอกได้อีกต่อไป เขาก้มลงทาบทับริมฝีปากของตนลงบนกลีบปากนุ่มอย่างดูดดื่ม จูบของเขาในคราแรกเต็มไปด้วยความอ่อนหวาน ทะนุถนอมราวกับเธอเป็นเครื่องกระเบื้องเคลือบราคาแพงที่อาจแตกหักได้เพียงแค่สัมผัสแรงๆ

แต่เมื่อไป๋อวี้หลานเผยอปากรับ จูบตอบสนองด้วยความเดียงสาแต่แฝงไปด้วยความเว้าวอน เรียวลิ้นร้อนของชายหนุ่มก็รุกล้ำเข้าไปเก็บเกี่ยวความหอมหวานอย่างลึกซึ้งขึ้น รสชาติของชาชั้นดีที่เธอเพิ่งดื่มก่อนออกจากบ้านปะปนกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ของชายหนุ่ม สร้างความวาบหวามจนหญิงสาวต้องส่งเสียงครางอืออาในลำคอ

มือเรียวของเธอสอดเข้าไปในกลุ่มผมสีดำสนิทของเขา ขยุ้มเบาๆ เพื่อระบายความรัญจวน ขณะที่ฝ่ามือร้อนผ่าวของอี้เฉินเริ่มลูบไล้ไปตามแผ่นหลังบอบบาง ผ่านเนื้อผ้าไหมลื่นมือ ความร้อนจากฝ่ามือของเขาซึมซาบทะลุเนื้อผ้าเข้ามาจนผิวของเธอเห่อร้อนไปทั้งตัว

“อี้เฉิน...” เธอครางเรียกชื่อเขาเสียงพร่า เมื่อริมฝีปากร้อนผละจากการจูบ เลื่อนต่ำลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่อง เขาขบเม้มเบาๆ เพื่อฝากรอยรักสีจางไว้ใต้ปกคอเสื้อกี่เพ้าอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ประเจิดประเจ้อจนคนในบ้านของเธอจับสังเกตได้

ความรักของพวกเขาเป็นความลับที่หวานล้ำ ซ่อนเร้นอยู่ในมุมมืดของมหานครที่ศิวิไลซ์ แต่กลับสว่างไสวที่สุดในใจของคนทั้งสอง

นิ้วมือที่เต็มไปด้วยรอยด้านของทหารหนุ่ม ค่อยๆ ปลดกระดุมขอดที่คอเสื้อกี่เพ้าของเธอออกทีละเม็ดอย่างใจเย็น แม้จังหวะการเต้นของหัวใจจะรัวเร็วราวกับเสียงกลองรบ แต่เขากลับไม่เร่งร้อน เขาอยากซึมซับทุกรายละเอียดของเธอไว้ให้ลึกที่สุดในความทรงจำ

เมื่อกระดุมถูกปลดออกจนถึงหน้าอก สาบเสื้อที่แยกออกเผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียดและเนินอกอวบอิ่มที่สะท้อนแสงสลัวของตะเกียง หวังอี้เฉินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเขาที่มองเธอเต็มไปด้วยความหลงใหลและเทิดทูน

“คุณสวยเหลือเกิน สวยจนผมกลัว... กลัวว่าสักวันผมจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าคุณเป็นเพียงความฝัน” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

ไป๋อวี้หลานยกมือขึ้นประคองใบหน้าหล่อเหลา นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยไล้สันกรามแกร่งเบาๆ “ฉันอยู่นี่แล้วอี้เฉิน ฉันเป็นของเธอ เป็นความจริงของเธอเพียงคนเดียว”

คำยืนยันนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟแห่งความปรารถนา หวังอี้เฉินช้อนร่างบางขึ้นแนบอกแล้วเอนกายลงนอนราบบนเตียง โดยมีร่างของเขาทาบทับอยู่เบื้องบนอย่างไม่ให้เธอต้องอึดอัด แขนแข็งแรงสวมกอดร่างบางไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหลุดลอยไป

แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านสาดส่องลงบนร่างของคนทั้งสอง เผยให้เห็นเงาที่ทาบทับประสานกันเป็นหนึ่งเดียว หวังอี้เฉินปลดเปลื้องปราการชิ้นสุดท้ายของหญิงสาวออกด้วยความอ่อนโยน ผิวเนื้อที่เสียดสีกันสร้างกระแสไฟฟ้าแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย

ทุกการสัมผัส ทุกรอยจูบที่เขาฝากฝังลงบนร่างกายของเธอ เต็มไปด้วยความเคารพและทะนุถนอม เขาไม่เคยทำรุนแรง ไม่เคยบังคับฝืนใจ มีเพียงการชักนำที่แสนหวานและนุ่มนวล ราวกับกำลังปรนนิบัติองค์หญิงผู้สูงศักดิ์

เมื่อร่างกายหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เสียงหอบหายใจและเสียงกระซิบพร่ำบอกรักก็ดังก้องไปทั่วห้องแคบๆ ความเจ็บปวดในคราแรกถูกแทนที่ด้วยความสุขสมที่เอ่อล้น ไป๋อวี้หลานจิกเล็บลงบนลาดไหล่กว้างเพื่อระบายความเสียวซ่าน น้ำตาแห่งความปิติรินไหลออกจากหางตาเมื่อรับรู้ได้ถึงความรักที่เขาส่งผ่านเข้ามาในทุกจังหวะการเคลื่อนไหว

“อวี้หลาน... อวี้หลานของผม” เขาครางชื่อเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับจะสลักชื่อนี้ไว้ในจิตวิญญาณ

ค่ำคืนนั้นยาวนานและเร่าร้อน ไฟรักที่แผดเผาคนทั้งคู่ไม่ได้เกิดจากเพียงความใคร่ แต่เกิดจากความผูกพันลึกซึ้งที่หล่อหลอมหัวใจสองดวงเข้าด้วยกัน พวกเขาตักตวงความสุขจากกันและกันครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งพายุอารมณ์สงบลง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางความเงียบ

ร่างบอบบางที่เต็มไปด้วยรอยรักสีกุหลาบนอนซุกตัวอยู่ในอ้อมอกกว้าง ผ้าห่มผืนหนาถูกดึงขึ้นมาคลุมร่างของคนทั้งสองไว้ หวังอี้เฉินลูบไล้เรือนผมที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อของเธออย่างเบามือ ริมฝีปากยังคงประทับจูบที่ขมับเนียนเป็นระยะ

“เหนื่อยไหม” เขาถามเสียงนุ่ม

ไป๋อวี้หลานส่ายหน้าเบาๆ แขนเรียวยังคงกอดก่ายเอวสอบของเขาไว้แน่น “ไม่อยากให้ถึงพรุ่งนี้เลย ฉันอยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้ เวลามีแค่เราสองคน”

หวังอี้เฉินกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น นัยน์ตาคมทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูแสงไฟสลัวจากยอดตึกที่อยู่ไกลออกไป ความตั้งใจบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจอย่างหนักแน่น

“รอผมนะอวี้หลาน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น “ผมสัญญากับคุณ ผมจะตั้งใจฝึกทหาร จะอาสาออกรบสร้างความดีความชอบ ผมจะต้องได้เลื่อนยศเป็นนายพลให้ได้ และเมื่อถึงวันนั้น วันที่ผมมีเงิน มีอำนาจ มีหน้ามีตาในสังคม... ผมจะจัดขบวนเกี้ยวแปดคนหามไปรับคุณหน้าคฤหาสน์ตระกูลไป๋อย่างสมเกียรติ จะไม่ให้ใครหน้าไหนกล้าดูถูกคุณได้อีก”

คำสัญญานั้นหนักแน่นราวกับขุนเขา ไป๋อวี้หลานเงยหน้าขึ้นมองแววตาที่มุ่งมั่นของเขา หัวใจของเธออุ่นวาบ แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยขวากหนาม และบิดาของเธอคงไม่มีวันยอมรับทหารชั้นต่ำอย่างเขาได้ง่ายๆ แต่ในวินาทีนี้ เธอพร้อมจะเชื่อใจและฝากชีวิตทั้งชีวิตไว้ในมือของผู้ชายคนนี้

“ฉันจะรอ” เธอตอบรับด้วยรอยยิ้มที่งดงามที่สุด รอยยิ้มที่มอบให้เขาเพียงผู้เดียว “ต่อให้นานแค่ไหน ฉันก็จะรอเป็นเจ้าสาวของเธอคนเดียวนะ อี้เฉิน”

เขาจุมพิตลงบนริมฝีปากเธออีกครั้ง เป็นจูบเพื่อประทับคำสาบานระหว่างกัน

ในค่ำคืนที่แสนหวานและอบอุ่นนี้ ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า อนาคตที่พวกเขาวาดฝันไว้กำลังจะถูกพายุแห่งโชคชะตาพัดทำลายจนย่อยยับในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รอยยิ้มและคำสัญญาในห้องพักแคบๆ แห่งนี้ จะกลายเป็นเพียงอดีตที่กรีดลึกลงไปในหัวใจ และแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่แผดเผาทุกสิ่งในกาลต่อมา

แต่ในเวลานี้ ตอนนี้... มีเพียงชายหนุ่มและหญิงสาวที่กอดเกี่ยวกันไว้ใต้เงาจันทร์ ปล่อยให้ความรักนำทางหัวใจ ดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุขที่แสนสั้น ก่อนที่รุ่งอรุณแห่งความโหดร้ายจะมาเยือน