บทที่ 6: ข้อเสนอสีเทาในรังมัจจุราช
มหานครเซี่ยงไฮ้ในยามค่ำคืนยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย แสงไฟสลัวจากป้ายนีออนริมถนนสะท้อนลงบนแอ่งน้ำขัง เกิดเป็นภาพบิดเบี้ยวที่ชวนให้รู้สึกอ้างว้าง รถยนต์รับจ้างคันเก่าแล่นฝ่าสายฝนมาจอดเทียบหน้าโรงแรมแกรนด์คาเธ่ย์ สถานที่พำนักอันหรูหราที่สุดในเขตเช่าฝรั่งเศส ซึ่งบัดนี้ถูกเหมาตึกทั้งชั้นบนสุดเพื่อเป็นที่พักส่วนตัวของท่านผู้บัญชาการทหารคนใหม่
ไป๋อวี้หลานก้าวลงจากรถ ร่างบอบบางในชุดกี่เพ้าสีเลือดนกที่ลู่เหวินปินบังคับให้สวมใส่เปียกชื้นเล็กน้อยตรงชายกระโปรง เนื้อผ้าไหมรัดรึงเน้นสัดส่วนโค้งเว้าจนน่าอึดอัด รอยผ่าข้างที่สูงเกินงามทำให้เธอต้องคอยดึงชายผ้าลงมาปิดบังเรียวขาด้วยความประหม่า แต่สิ่งที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าเสื้อผ้า คือก้อนความสั่นกลัวที่จุกอยู่ที่ลำคอ
ภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาของหยางหยางเมื่อตอนเย็นยังคงฉายชัดในความทรงจำ 'แม่จ๋า รีบกลับมานะ หยางหยางจะรอ'
ประโยคนั้นคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้สองขาของเธอยังคงก้าวเดินต่อไปได้ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ซ่อนความร้าวรานและแววตาที่แตกสลายไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความด้านชา เธอเดินผ่านล็อบบี้อันโอ่อ่า ตรงไปยังลิฟต์โดยสารที่มีทหารยามยืนรักษาการณ์อยู่
เมื่อแจ้งชื่อและจุดประสงค์ ทหารยามก็หลีกทางให้เธอขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนสุดอย่างง่ายดาย ราวกับรับรู้ล่วงหน้าแล้วว่าคืนนี้จะมี ‘ผู้หญิงของท่านนายพล’ มาส่งถึงที่
ตัวเลขชั้นบนหน้าปัดลิฟต์ค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปทีละชั้น หัวใจของไป๋อวี้หลานเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เสียงฟันกระทบกันดังกึกๆ จนเธอต้องขบกรามแน่น เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงทางเดินที่ปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่มสีแดงเข้ม ทหารคนสนิทหน้าตายผู้หนึ่งก็เดินนำเธอไปหยุดอยู่หน้าประตูบานพับไม้สักทองบานใหญ่สุดทางเดิน
“ท่านนายพลรออยู่ด้านในครับ” จางเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้เธอยืนเผชิญหน้ากับประตูนรกเพียงลำพัง
มือเรียวที่เย็นเฉียบยกขึ้นเคาะประตูสามครั้ง แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง บานประตูหนักอึ้งก็ถูกแง้มออกราวกับไม่ได้ล็อค ไป๋อวี้หลานผลักประตูเข้าไปด้านในอย่างเชื่องช้า
ภายในห้องสวีทกว้างขวางถูกตกแต่งด้วยศิลปะตะวันตกผสมผสานกับจีนอย่างลงตัว แสงไฟจากโคมระย้าถูกหรี่ลงจนสลัว กลิ่นซิการ์ชั้นดีลอยปะปนกับกลิ่นวิสกี้คละคลุ้งไปทั่วห้อง บนโซฟาหนังบุนวมตัวใหญ่กลางห้อง ร่างสูงของหวังอี้เฉินนั่งเอนกายพาดแขนไปตามพนักพิง เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่ปลดกระดุมคอออกสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เนคไทถูกคลายออกอย่างหลวมๆ ดูดิบเถื่อนและอันตรายยิ่งกว่าตอนที่อยู่ในเครื่องแบบเต็มยศหลายเท่านัก
ในมือหนามีแก้วคริสตัลบรรจุน้ำสีอำพัน นัยน์ตาสีรัตติกาลที่แฝงไปด้วยความเมามายเล็กน้อยจดจ้องมาที่ร่างของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตานั้นคมกริบราวกับจะลอกคราบเสื้อผ้าของเธอออกทีละชิ้น
“มาตรงเวลาดีนี่... สมกับเป็นสุนัขรับใช้ที่เชื่องที่สุดของตระกูลลู่” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยทำลายความเงียบ มันแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยันเยาะ
ไป๋อวี้หลานกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ บังคับตัวเองให้ก้าวเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเตี้ยคั่นกลางระหว่างเธอและเขา
“สามีของฉัน... ลู่เหวินปิน ส่งฉันมาเพื่อเป็นตัวแทนขอโทษท่านนายพลเรื่องเสื้อเมื่อคืนนี้ค่ะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามไม่ให้มันสั่น “และเพื่อขอความกรุณาเรื่องสัญญาสัมปทานท่าเรือ”
“สามีของฉัน” หวังอี้เฉินทวนคำนั้นเสียงเยาะ เขาวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะเสียงดังตึงจนน้ำสีอำพันกระฉอกออกมา “เรียกได้เต็มปากเต็มคำดีนี่ ภูมิใจมากสินะที่ได้ใช้นามสกุลของเศรษฐีจอมปลอมที่ตอนนี้ใกล้จะล้มละลายจนต้องเอาเมียตัวเองมาเร่ขายขัดดอก!”
คำพูดที่แทงใจดำนั้นทำให้ไป๋อวี้หลานหน้าชา แต่เธอก็ยังคงยืนนิ่ง ไม่โต้ตอบ ไม่แก้ตัว
ความนิ่งเฉยของเธอเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟแห่งความโทสะ หวังอี้เฉินหยิบปึกธนบัตรความหนาเกือบสองนิ้วที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา แล้วโยนมันใส่หน้าเธออย่างแรง!
ปึกเงินกระแทกเข้าที่แก้มของหญิงสาวก่อนจะร่วงกระจายเกลื่อนพรมขนสัตว์
“เธอเคยทิ้งฉันไปเพราะไอ้เศษกระดาษพวกนี้ไม่ใช่หรือ ไป๋อวี้หลาน!” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวข้ามโต๊ะเตี้ยเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็ว “ไหนลองบอกฉันมาสิ ว่าคืนนี้ไอ้ลู่เหวินปินมันตั้งราคาค่าตัวเธอไว้เท่าไหร่ เงินก้อนนี้พอจะซื้อศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่น้อยนิดของเธอได้ไหม หรือว่าฉันต้องจ่ายเพิ่ม!”
หญิงสาวก้มมองธนบัตรที่เกลื่อนพื้น ขอบตาร้อนผ่าว แต่น้ำตาไม่อาจไหลออกมาได้ เธอช้อนสายตาขึ้นสบตากับดวงตาเกรี้ยวกราดของเขา
“หากท่านนายพลคิดว่าเงินก้อนนี้สามารถแลกกับลายเซ็นในสัญญาสัมปทานได้ มันก็มากพอแล้วค่ะ”
คำตอบที่ไร้ซึ่งความรู้สึกและดูหน้าเงินอย่างถึงที่สุด ทำให้เส้นเลือดที่ขมับของหวังอี้เฉินเต้นตุบ เขาโกรธ... โกรธที่เธอไม่แม้แต่จะปฏิเสธ โกรธที่เธอยอมรับสภาพการเป็นโสเภณีชั้นสูงได้อย่างหน้าตาเฉย โกรธที่ผู้หญิงที่เขาเคยทะนุถนอมราวกับดวงใจ กลายเป็นเพียงสินค้าที่มีไว้ซื้อขายแลกเปลี่ยน!
“ดี! ในเมื่อเธอเสนอตัวมาขาย ฉันก็จะซื้อ” เขากระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม ยกแขนขึ้นกอดอก “ถอดเสื้อผ้าออกสิ”
ไป๋อวี้หลานชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก
“รออะไรอยู่ หรือต้องให้ฉันเป็นคนลงมือถอดให้? สินค้าที่ถูกส่งมาปรนเปรอแขก เขาไม่ยืนแข็งทื่อเป็นท่อนไม้กันหรอกนะ ถอดมันออก... ทีละเม็ด ให้สมกับที่ฉันอุตส่าห์จ่ายเงินซื้อเวลาของเธอคืนนี้!”
หญิงสาวหลับตาลงเสี้ยววินาทีเพื่อรวบรวมความกล้า เธอรู้ว่าเขาตั้งใจจะย่ำยีศักดิ์ศรีของเธอให้จมดิน และเธอไม่มีทางเลือกอื่น มือเรียวที่สั่นเทายกขึ้นแตะที่กระดุมขอดเม็ดแรกบนคอเสื้อกี่เพ้า
'เพื่อหยางหยาง... ทนไว้ ไป๋อวี้หลาน แค่คืนเดียวเท่านั้น ทนให้ได้' เธอท่องประโยคนี้ซ้ำๆ ในใจ
นิ้วมือที่เย็นเฉียบและสั่นระริกค่อยๆ ปลดกระดุมผ้าไหมออกทีละเม็ดอย่างเชื่องช้า เม็ดที่หนึ่ง... เม็ดที่สอง... เผยให้เห็นช่วงลำคอระหงและไหปลาร้าที่ซูบผอมลงกว่าเมื่อก่อนมาก ผิวขาวซีดของเธอตัดกับสีแดงสดของชุดกี่เพ้าอย่างชัดเจน แต่มันกลับเต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงและรอยฟกช้ำสีจางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า
หวังอี้เฉินมองการกระทำนั้นด้วยลมหายใจที่เริ่มติดขัด ทีแรกเขาตั้งใจจะมองดูเธอด้วยความสมเพช ตั้งใจจะหัวเราะเยาะความหน้าไม่อายของเธอ แต่เมื่อเห็นมือที่สั่นจนแทบจะจับกระดุมไม่อยู่ และริมฝีปากที่ถูกกัดจนห้อเลือดเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น ไฟแค้นในอกกลับถูกตีรวนด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ถูกฝังกลบมานานถึงเจ็ดปี
เขาทนดูไม่ได้อีกต่อไป!
พรึ่บ!
มือหนายื่นออกไปคว้าข้อมือบางของเธออย่างแรง บีบมันแน่นจนเธอเผลอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด เขาออกแรงกระชากร่างบอบบางให้ปลิวเข้ามาปะทะแผงอกกว้าง กลิ่นหอมของดอกแมกโนเลียที่จางหายไปนานลอยเตะจมูก ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในตัวชายชาติทหารให้ตื่นขึ้น
“เธอทำบ้าอะไรของเธอ! หน้าที่ของเมียขัดดอกมันทำกันแบบนี้หรือไง ถอดเสื้อผ้าเหมือนคนกำลังจะตาย ทำหน้าเหมือนถูกบังคับให้กลืนยาพิษ!” เขาตวาดลั่นชิดใบหน้าเนียน ลมหายใจอุ่นร้อนที่มีกลิ่นแอลกอฮอล์เป่ารดพวงแก้มของเธอ
“ฉัน... ฉันกำลังทำตามที่ท่านสั่ง” เธอตอบตะกุกตะกัก พยายามเบี่ยงหน้าหนีสายตาที่ร้อนแรงราวกับไฟของเขา
“แต่ฉันไม่ได้อยากนอนกับท่อนไม้!”
สิ้นคำราม หวังอี้เฉินก็ก้มลงประกบริมฝีปากของเขาเข้ากับกลีบปากอิ่มที่แห้งผากของเธออย่างดุดันและป่าเถื่อน!
มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวานและทะนุถนอมเหมือนในคืนนั้นที่ตรอกสยาเป่ย แต่มันคือจูบแห่งการลงทัณฑ์ ฟันคมขบเม้มริมฝีปากล่างของเธออย่างแรงจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ เขาบดขยี้ เรียกร้อง และช่วงชิงลมหายใจของเธอไปอย่างตะกละตะกลาม ราวกับสัตว์ร้ายที่หิวโหยมานานนับปี
ไป๋อวี้หลานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สองมือยกขึ้นดันแผงอกแกร่งตามสัญชาตญาณ แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดของเธอหรือจะสู้แรงของนายพลผู้ฝึกฝนร่างกายมาอย่างหนักได้ เขาเพียงแค่รวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไพล่หลังไว้ด้วยมือเดียว ส่วนมืออีกข้างก็สอดเข้าไปในเรือนผมสีหมึก รั้งท้ายทอยของเธอให้แหงนหน้าขึ้นรับการรุกล้ำอย่างลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม
เรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากหวาน กวาดต้อนและพัวพันจนหญิงสาวไร้ทางหนี รสชาติของวิสกี้ที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้นของเขาทำให้เธอรู้สึกมึนเมา สัมผัสที่คุ้นเคยซึ่งเธอโหยหามาตลอดเจ็ดปี บัดนี้กำลังเผาไหม้สติสัมปชัญญะของเธอให้มอดไหม้ลงอย่างช้าๆ
“อื้อ...” เสียงครางประท้วงในลำคอของเธอดังขึ้นเมื่อขาดอากาศหายใจ
หวังอี้เฉินยอมผละริมฝีปากออกเพียงชั่วครู่ให้เธอได้สูดอากาศ ก่อนจะก้มลงซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องของเธออย่างเอาแต่ใจ จมูกโด่งสันสูดดมกลิ่นกายสาวที่เขาหลงใหล ริมฝีปากร้อนขบเม้มฝากรอยรักสีสีกุหลาบไว้บนผิวเนื้อเนียนอย่างจงใจประทับตราจอง เพื่อลบรอยมลทินจากผู้ชายคนอื่นที่เคยแตะต้องตัวเธอ
“บอกฉันสิอวี้หลาน เวลาที่ไอ้ลู่เหวินปินมันกอดเธอ เธอยืนแข็งทื่อแบบนี้หรือเปล่า” เขากระซิบถามเสียงพร่าที่ข้างหู น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหึงหวงที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจควบคุมได้
“อย่า... อี้เฉิน... ปล่อยฉัน...” เธอร้องขอเสียงสั่น น้ำตาที่กลั้นไว้ร่วงหล่นลงมาอาบแก้ม
การเรียกชื่อเล่นของเขาในอดีตทำให้สติที่เหลืออยู่น้อยนิดของหวังอี้เฉินขาดสะบั้น เขาไม่อยากได้ยินคำปฏิเสธ ไม่อยากรับรู้ความจริงใดๆ ทั้งสิ้นในคืนนี้ เขาต้องการเพียงแค่ร่างกายนี้ ร่างกายที่เคยเป็นของเขาเพียงผู้เดียว!
ชายหนุ่มตวัดวงแขนช้อนร่างบางขึ้นอุ้มอย่างง่ายดาย ไป๋อวี้หลานหวีดร้องเบาๆ เมื่อตัวลอยวืดขึ้นสู่อากาศ เธอจำต้องยกแขนขึ้นคล้องคอเขาไว้เพื่อกันตก หวังอี้เฉินสาวเท้าตรงไปยังเตียงนอนคิงไซส์ที่อยู่ลึกเข้าไปในห้อง ก่อนจะโยนร่างของเธอลงบนฟูกหนานุ่มอย่างไม่ปรานีนัก
ยังไม่ทันที่เธอจะพลิกตัวหนี ร่างกำยำก็โถมทับลงมาบดบังแสงไฟจนมิดชิด เขี้ยวเล็บของมัจจุราชกางออกอย่างสมบูรณ์แบบ มือหนากระชากคอเสื้อกี่เพ้าที่กระดุมหลุดลุ่ยอยู่แล้วออกอย่างแรงจนได้ยินเสียงผ้าไหมปริขาด!
แคว่ก!
สาบเสื้อแยกออกจากกัน เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ใต้บราเซียร์ลูกไม้สีดำ แต่สิ่งที่ทำให้การเคลื่อนไหวของหวังอี้เฉินต้องชะงักงัน ไม่ใช่ความเย้ายวนของเรือนร่างตรงหน้า แต่เป็นรอยแผลเป็นและรอยช้ำสีม่วงคล้ำที่ปรากฏอยู่ประปรายบนผิวขาวเนียนของเธอ
รอยแส้ที่ฟาดผ่านสีข้าง รอยบีบที่ต้นแขน
ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดกึก ความบ้าคลั่งเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงและสับสนอย่างรุนแรง
“นี่มัน... แผลพวกนี้มันอะไรกัน” เขาพึมพำเสียงแผ่ว นิ้วมือที่เคยหยาบกระด้างค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสรอยช้ำที่สีข้างของเธออย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเธอจะเจ็บ
ไป๋อวี้หลานรีบยกแขนขึ้นมาปิดบังร่างกายของตนเองด้วยความอับอาย เธอเบือนหน้าหนีไปอีกทาง น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย เธอไม่อยากให้เขาเห็นความน่าสมเพชนี้ ไม่อยากให้เขารู้ว่าชีวิตการแต่งงานของเธอเป็นดั่งขุมนรก
“มันเป็นเรื่องของฉัน ท่านอย่าสนใจเลยค่ะ ทำ... ทำในสิ่งที่ท่านต้องการเถอะ ทำให้มันจบๆ ไป” เธอสะอื้นตอบ น้ำเสียงแตกพร่าและสิ้นหวัง
ความเย็นชาที่เธอพยายามสร้างขึ้นพังทลายลงอย่างราบคาบ หวังอี้เฉินมองดูน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของเธอ มองดูร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล ความโกรธแค้นที่เคยมีต่อเธอกลับกลายเป็นความโกรธแค้นที่มีต่อผู้ชายที่ทำร้ายเธอ และที่สำคัญที่สุด... เขาโกรธตัวเองที่รู้สึกปวดร้าวเมื่อเห็นเธอบาดเจ็บ
เขาเกลียดเธอไม่ใช่หรือ? เขาต้องการมาเพื่อเหยียบย่ำเธอไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายมันถึงได้เจ็บเจียนตายแบบนี้!
“ไอ้ลู่เหวินปิน มันซ้อมเธออย่างนั้นหรือ” เขากดเสียงต่ำลอดไรฟัน บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงฉับพลัน
“ได้โปรด... อย่าถามอะไรอีกเลย” เธอส่ายหน้า ปิดเปลือกตาลงแน่น “ถ้าท่านรังเกียจรอยแผลพวกนี้ ก็แค่ดับไฟ... แล้วใช้ฉันเป็นเครื่องระบายความแค้นของท่านเถอะค่ะ”
คำพูดประโยคนั้นเปรียบเสมือนมีดที่กรีดลงบนความรู้สึกของคนฟัง หวังอี้เฉินจ้องมองใบหน้าที่เปรอะเปื้อนน้ำตาของเธอ ความปรารถนาที่เคยบ้าคลั่งเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนที่แฝงไปด้วยความรวดร้าวและโหยหา
เขาไม่ยอมดับไฟ เขาต้องการเห็นทุกรายละเอียดของเธอ ชายหนุ่มก้มลงจุมพิตซับน้ำตาที่หางตาของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นทำให้ไป๋อวี้หลานตัวสั่นสะท้าน มันอ่อนโยนและคุ้นเคยจนกำแพงในใจของเธอเริ่มสั่นคลอน
“ฉันไม่ได้รังเกียจ” เขากระซิบชิดริมฝีปากเธอ เสียงของเขาไม่ดุดันอีกต่อไป แต่กลับแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสับสน “ฉันเกลียดเธอ ไป๋อวี้หลาน เกลียดที่เธอทิ้งฉัน เกลียดที่เธอเห็นแก่เงิน... แต่ทำไม... ทำไมร่างกายของฉันมันถึงยังต้องการแค่เธอ”
สิ้นคำสารภาพอันเจ็บปวด เขาก็กดจูบลงบนริมฝีปากของเธออีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีความรุนแรงป่าเถื่อน มีเพียงความเรียกร้องและเว้าวอน มือหนาลูบไล้ไปตามเรือนร่างบอบบางอย่างทะนุถนอม หลีกเลี่ยงทุกรอยช้ำบนร่างกายเธออย่างระมัดระวังที่สุด
ไป๋อวี้หลานพยายามฝืนตัวเองไม่ให้ตอบสนอง แต่เมื่อสัมผัสอุ่นร้อนของเขาจุดประกายความทรงจำในอดีต ร่างกายของเธอก็ทรยศต่อสมอง สองแขนเรียวค่อยๆ ยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่ง นิ้วมือสอดสางเข้าไปในกลุ่มผมสีดำสนิทของเขา ปล่อยให้เสียงสะอื้นกลืนหายไปกับรสจูบที่แผดเผาทุกกฎเกณฑ์และศีลธรรม
ในค่ำคืนนี้ ท่ามกลางเสียงสายฝนที่เทกระหน่ำอยู่ภายนอกหน้าต่างบานใหญ่ มัจจุราชแห่งเซี่ยงไฮ้ได้กลืนกินหญิงสาวผู้เป็นภรรยาของศัตรู ความแค้นและความรักหลอมรวมกันจนแยกไม่ออก กลายเป็นเปลวเพลิงบาปที่เผาไหม้หัวใจสองดวงให้หลอมละลายเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง... โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่อาจรู้เลยว่า ความเจ็บปวดที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
