บทที่ 4: นกปีกหักในกรงนรก
เจ็ดปีผ่านไป... มหานครเซี่ยงไฮ้ยังคงเป็นดินแดนแห่งแสงสีและควันปืนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง การผลัดเปลี่ยนอำนาจเกิดขึ้นแทบทุกฤดูกาล แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่ใต้พรมขนสัตว์ราคาแพงของพวกชนชั้นสูง
เรือนหลังเล็กซอมซ่อที่ตั้งอยู่ท้ายสุดของคฤหาสน์ตระกูลลู่ เคยเป็นที่เก็บฟืนและเครื่องมือทำสวน แต่บัดนี้มันกลายเป็นที่ซุกหัวนอนของอดีตคุณหนูผู้เคยสูงศักดิ์
หยาดฝนจากหลังคากระเบื้องที่แตกชำรุดหยดลงมากระทบกะละมังรองน้ำเสียงดังติ๋งๆ แข่งกับเสียงหอบไอของเด็กชายตัวน้อยที่นอนขดอยู่บนเตียงไม้แคบๆ ไป๋อวี้หลานในชุดเสื้อกางเกงผ้าฝ้ายสีซีดเซียวที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน รีบวางเข็มและด้ายในมือลงบนโต๊ะไม้ผุพัง เธอซับมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วปราดเข้าไปประคองร่างเล็กของลูกชายขึ้นมาแนบอก
“หยางหยาง คนเก่งของแม่ ดื่มน้ำอุ่นเสียหน่อยนะลูก” เสียงหวานที่เคยสดใสบัดนี้แหบพร่าและเต็มไปด้วยความอิดโรย เธอยกถ้วยกระเบื้องบิ่นๆ จรดริมฝีปากแห้งผากของเด็กชาย
หยางหยางในวัยหกขวบเป็นเด็กที่ฉลาดและรู้ความเกินวัย ดวงตากลมโตของเขามีเค้าโครงความดุดันและคมคายที่ถอดแบบมาจากใครบางคนอย่างชัดเจน แต่ร่างกายกลับซูบผอมเพราะขาดสารอาหาร เด็กน้อยฝืนกลืนน้ำอุ่นลงคอแล้วซบหน้าลงกับลาดไหล่ที่สั่นเทาของมารดา มือน้อยๆ ยกขึ้นลูบแก้มซ้ายของแม่ที่มีรอยเขียวช้ำขนาดใหญ่ปรากฏอยู่
“แม่เจ็บไหมครับ เมื่อคืนผู้ชายใจร้ายคนนั้นตีแม่อีกแล้ว หยางหยางเกลียดเขา หยางหยางอยากโตไวๆ จะได้ปกป้องแม่”
คำพูดไร้เดียงสาของลูกชายเปรียบเสมือนน้ำกรดที่ราดรดลงบนหัวใจของไป๋อวี้หลาน เธอฝืนยิ้ม กลั้นหยาดน้ำตาที่จะร่วงหล่นลงมา มือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากการซักผ้าและผ่าฟืนลูบเรือนผมของลูกชายอย่างอ่อนโยน
“แม่ไม่เจ็บเลยจ้ะ ขอแค่หยางหยางของแม่เป็นเด็กดีและแข็งแรง แม่ก็ทนได้ทุกอย่าง”
เจ็ดปีที่ผ่านมา ชีวิตของเธอไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็น ลู่เหวินปินไม่ได้ต้องการเธอมาเป็นภรรยาเชิดหน้าชูตา เขาเพียงแค่ต้องการระบายความใคร่และความซาดิสม์วิปริตของตนเอง เมื่อความเบื่อหน่ายมาเยือนและธุรกิจของตระกูลลู่เริ่มตกต่ำลงจากการบริหารที่ผิดพลาด เขาก็รับสตรีหาความสำราญเข้าบ้านมาเป็นภรรยาน้อยคนแล้วคนเล่า ส่วนเธอกับลูกถูกเฉดหัวมาอยู่ที่เรือนคนใช้ ต้องทำงานหนักแลกเศษอาหารประทังชีวิต
หยางหยางคือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นลมหายใจเดียวที่เธอเหลืออยู่ ลู่เหวินปินรู้ดีว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของตน เขาจึงใช้หยางหยางเป็นตัวประกัน ทุกครั้งที่ธุรกิจมีปัญหาหรืออารมณ์เสีย เขาจะมาลงไม้ลงมือกับเธอ หากเธอขัดขืนหรือส่งเสียงร้อง เขาจะจับหยางหยางไปขังในห้องมืดให้อดข้าวอดน้ำ ด้วยเหตุนี้ อดีตคุณหนูผู้เย่อหยิ่งจึงต้องยอมก้มหัว ยอมให้เขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพื่อรักษาชีวิตของสายเลือดชายที่เธอรักเอาไว้
ปัง!
บานประตูไม้ที่ผุกร่อนถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนบานพับแทบหลุด ร่างสูงของลู่เหวินปินในชุดสูทยับยู่ยี่เดินโซเซเข้ามา กลิ่นเหล้าราคาถูกผสมกับกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกจากซ่องเธอโลมลอยคละคลุ้งไปทั่วห้อง
ไป๋อวี้หลานรีบดันตัวหยางหยางไปซ่อนไว้ด้านหลัง นัยน์ตาฉายแววหวาดระแวงดั่งแม่นกที่กางปีกปกป้องลูก
“แหม... กอดกันกลมเชียวนะ นังตัวดี” ลู่เหวินปินแค่นหัวเราะ เดินตรงเข้ามาบีบคางของเธออย่างแรงจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ “กินข้าวแดงแกงร้อนบ้านฉันมาเจ็ดปี สภาพแกตอนนี้มันดูไม่ได้เลยว่ะ แต่ช่างเถอะ พรุ่งนี้แกต้องขัดสีฉวีวรรณให้ตัวเองดูเป็นผู้เป็นคนหน่อย เพราะแกต้องไปทำหน้าที่ภรรยาที่ดีของฉัน”
ไป๋อวี้หลานนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด พยายามเบี่ยงหน้าหลบ “ท่านหมายความว่ายังไง พรุ่งนี้มีอะไร”
“ธุรกิจของฉันกำลังจะล้มละลาย พวกธนาคารหน้าเลือดมันไม่ยอมปล่อยกู้แล้ว” เขาสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปาก “แต่สวรรค์ยังเข้าข้าง ตอนนี้มีผู้บัญชาการทหารคนใหม่เพิ่งย้ายมารับตำแหน่งที่เซี่ยงไฮ้ มีอำนาจเบ็ดเสร็จคุมทั้งเขตเช่าและเส้นทางขนส่งทั้งหมด พวกเศรษฐีหน้าโง่ทั้งหลายต่างพากันจัดงานเลี้ยงต้อนรับเพื่อประจบประแจงเขากันทั้งนั้น”
เขาปล่อยมือจากคางเธอ แล้วเปลี่ยนมากระชากกลุ่มผมสีดำขลับของเธอแทน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นสบตา
“พรุ่งนี้ฉันจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านนายพลที่คฤหาสน์ใหญ่ แกต้องแต่งตัวด้วยชุดกี่เพ้าที่สวยที่สุด ไปรินเหล้า ไปฉีกยิ้มประจบประแจงท่านนายพล ทำยังไงก็ได้ให้เขาพอใจและยอมเซ็นสัญญาสัมปทานท่าเรือให้ตระกูลลู่”
“ฉันทำไม่ได้!” เธอสวนกลับทันควัน “ท่านมีภรรยาน้อยตั้งหลายคน ทำไมไม่ให้พวกเธอไปทำหน้าที่นี้ ฉันไม่ได้ออกงานสังคมมาเจ็ดปีแล้ว สภาพฉันตอนนี้จะไปต้อนรับใครได้”
เพียะ!
ฝ่ามือหนาฟาดลงบนแก้มของเธออย่างจังจนร่างบอบบางล้มลงไปกองกับพื้น หยางหยางร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ เด็กน้อยโผเข้าไปทุบตีกำปั้นเล็กๆ ลงบนขาของลู่เหวินปิน
“อย่าตีแม่นะ! คนใจร้าย ออกไปจากบ้านเราเลยนะ!”
“ไอ้เด็กเหลือขอ กล้าแตะตัวฉันเรอะ!” ลู่เหวินปินตวาดลั่น ยกเท้าขึ้นเตรียมจะเตะเด็กชายที่ขวางหน้า
“อย่านะ!” ไป๋อวี้หลานผวาเข้ามากอดลูกชายไว้แน่น เอาแผ่นหลังของตนเองรับแรงเตะของชายใจโฉดจนจุกแอ้ก เธอกัดฟันข่มความเจ็บปวด เงยหน้ามองสามีในนามด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว “ฉันยอมแล้ว... พรุ่งนี้ฉันจะออกไปรับแขกให้ท่าน จะทำทุกอย่างที่ท่านสั่ง ขอแค่ท่านอย่าทำร้ายหยางหยาง”
ลู่เหวินปินพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างผู้ชนะ เขาจัดปกเสื้อให้เข้าที่แล้วชี้หน้าขู่สำทับ
“จำคำพูดของแกไว้ให้ดี ไป๋อวี้หลาน ถ้าพรุ่งนี้แกทำพัง หรือทำหน้าอมทุกข์จนท่านนายพลรำคาญใจ ฉันจะเอาไอ้เด็กชาตินรกนี่ไปขายให้เหมืองถ่านหินทางเหนือ แกจะไม่มีวันได้เห็นหน้ามันอีกตลอดชีวิต!”
ชายใจทรามเดินกระทืบเท้าจากไป ทิ้งให้สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ท่ามกลางความหนาวเหน็บ ไป๋อวี้หลานลูบแผ่นหลังลูกชายที่สั่นสะท้าน หัวใจของเธอแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอไม่รู้เลยว่าท่านนายพลคนใหม่ที่สามีพูดถึงคือใคร แต่ในยุคที่ทหารเป็นใหญ่ ผู้ชายเหล่านั้นล้วนอันตรายและเห็นผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องบรรณาการ เธอได้แต่สวดภาวนาต่อสวรรค์ ขอให้คืนพรุ่งนี้ผ่านพ้นไปโดยที่เธอไม่ต้องสูญเสียศักดิ์ศรีไปมากกว่านี้
ณ กองบัญชาการทหารสูงสุดประจำมหานครเซี่ยงไฮ้
อาคารสไตล์โคโลเนียลสีขาวตระหง่านตั้งอยู่ริมแม่น้ำหวงผู่ รายล้อมด้วยทหารยามติดอาวุธครบมือ รถยนต์หรูหราหลายสิบคันจากบรรดาพ่อค้าคหบดีและหัวหน้าแก๊งมาเฟียจอดเรียงรายอยู่ด้านนอก แต่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ก้าวล่วงเข้าไปด้านใน
ภายในห้องทำงานชั้นบนสุดที่ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยไม้สักทองและโซฟาหนังแท้ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนหันหลัง เอามือไพล่หลังทอดสายตามองดูแสงไฟของเมืองเซี่ยงไฮ้ผ่านกระจกบานกว้าง
เครื่องแบบทหารสีดำขลับประดับยศบนบ่าและเหรียญกล้าหาญที่หน้าอก บ่งบอกถึงอำนาจบารมีที่อยู่เหนือผู้คนนับล้าน เส้นผมสีดำสนิทถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ แผ่นหลังกว้างนั้นตั้งตรงดุจขุนเขา แต่กลับแผ่ซ่านไอสังหารและกลิ่นอายความกดดันจนทหารรับใช้ในห้องแทบไม่กล้าหายใจแรง
“รายงานครับ ท่านนายพลหวัง”
นายทหารคนสนิทก้าวเท้าเข้ามาทำวันทยหัตถ์อย่างแข็งขัน “ของขวัญกำนัลจากสมาคมการค้าและแก๊งชิงปังถูกส่งมาไว้ที่คลังแล้วครับ นอกจากนี้ยังมีเทียบเชิญงานเลี้ยงต้อนรับจากตระกูลต่างๆ ส่งมาไม่ขาดสาย โดยเฉพาะ... จากตระกูลลู่ครับ”
ชื่อนั้นทำให้ร่างสูงที่ยืนนิ่งสงบขยับตัวเล็กน้อย หวังอี้เฉินค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับลูกน้อง
เจ็ดปีแห่งสมรภูมิเลือด การรอดตายจากกระสุนปืนและคมดาบนับครั้งไม่ถ้วน ได้หล่อหลอมให้ทหารชั้นผู้น้อยผู้อ่อนโยน กลายเป็น ‘นายพลหวัง’ มัจจุราชไร้พ่ายที่ใครๆ ต่างหวาดกลัว ใบหน้าคมคายหล่อเหลานั้นเยือกเย็นราวกับรูปสลักน้ำแข็ง ดวงตาที่เคยซื่อตรงบัดนี้มืดมิด ลึกล้ำ และคาดเดาไม่ได้
เขาก้าวเดินช้าๆ ไปที่โต๊ะทำงาน หยิบซิการ์ขึ้นมาจุดสูบ พ่นควันสีเทาหม่นลอยอวลไปในอากาศ
“ตระกูลลู่... ลู่เหวินปินสินะ” เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบเอ่ยขึ้น รอยยิ้มหยันจุดขึ้นที่มุมปาก “สายข่าวของเรารายงานสถานการณ์ของมันว่าอย่างไรบ้าง”
“เรียนท่านนายพล ธุรกิจสิ่งทอและท่าเรือของตระกูลลู่กำลังขาดทุนอย่างหนักครับ ลู่เหวินปินติดการพนันและกู้หนี้ยืมสินไปทั่ว ตอนนี้มันเข้าตาจน หวังจะพึ่งบารมีของท่านนายพลเพื่อขอสัมปทานผูกขาดท่าเรือฝั่งตะวันออกให้ตระกูลมันรอดพ้นจากการล้มละลายครับ มันยอมทุ่มเงินก้อนสุดท้ายจัดงานเลี้ยงใหญ่โตที่คฤหาสน์ในคืนพรุ่งนี้ เพื่อเชิญท่านไปโดยเฉพาะ”
หวังอี้เฉินคีบซิการ์ออกจากริมฝีปาก นัยน์ตาสาดประกายดุดันวูบหนึ่งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในคืนแต่งงานเมื่อเจ็ดปีก่อน ภาพผู้หญิงที่สวมกี่เพ้าสีแดงสด ตบหน้าเขาและด่าทอเขาว่าขยะแขยง ยังคงสลักฝังลึกอยู่ในทุกอณูความทรงจำ
ผู้หญิงที่เขามอบหัวใจให้ แต่เธอกลับเหยียบย่ำมันเพื่อแลกกับเงินทองและชีวิตที่สุขสบายกับเศรษฐี
“ความสุขจอมปลอมที่พวกมันสร้างขึ้นมาบนความพินาศของคนอื่น ถึงเวลาที่ต้องคิดบัญชีเสียที” หวังอี้เฉินพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงอาฆาต เขาดับซิการ์ลงบนที่เขี่ยบุหรี่แก้วเจียระไนจนไฟมอดดับ ดุจเดียวกับความเมตตาที่ไม่มีหลงเหลืออยู่ในใจอีกต่อไป
“จางเหว่ย” เขาเรียกชื่อทหารคนสนิท “แจ้งตอบรับเทียบเชิญของตระกูลลู่ไป พรุ่งนี้ฉันจะไปร่วมงานเลี้ยงของมัน”
“ครับท่าน!” จางเหว่ยรับคำสั่ง แต่อดสงสัยไม่ได้ “แต่ท่านครับ ปกติท่านไม่ชอบงานเลี้ยงสังสรรค์ไร้สาระของพวกเศรษฐีหน้าโง่พวกนี้ ทำไมถึงยอมให้เกียรติไปงานของบ้านลู่ล่ะครับ หรือว่าท่านสนใจจะให้สัมปทานกับมัน”
“ให้สัมปทานหรือ?” หวังอี้เฉินหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้คนฟังขนลุกซู่ “ฉันไม่ได้ไปเพื่อต่อลมหายใจให้มัน แต่ฉันไป... เพื่อดูว่าคนที่เคยยืนอยู่บนหอคอยงาช้าง เวลาที่พวกมันต้องตกลงมาคลุกฝุ่นอยู่แทบเท้าฉัน สภาพมันจะน่าสมเพชแค่ไหน”
ชายหนุ่มเดินไปที่หน้าต่างอีกครั้ง ทอดมองไปยังทิศทางที่ตั้งของเขตเช่าฝรั่งเศส อันเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ตระกูลลู่
กงล้อแห่งโชคชะตาได้หมุนกลับมาบรรจบกันแล้ว เวลาแห่งการรอคอยสิ้นสุดลง เขากลับมาในฐานะผู้กุมชะตาชีวิตของคนทั้งเซี่ยงไฮ้ และเขาจะใช้มือคู่นี้กระชากลากถูผู้หญิงหน้าเงินคนนั้นลงมาจากวิมาน จะฉีกทึ้งความหยิ่งยโสของเธอให้แหลกสลาย และทำให้เธอได้รู้ซึ้งว่า การทอดทิ้งเขาในวันนั้น คือความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ
“เตรียมตัวให้พร้อม ไป๋อวี้หลาน” เขากระซิบกับสายลมยามค่ำคืน “นรกที่แท้จริง... มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น”
