บทที่ 2: คำบอกลาท่ามกลางสายฝน
สายฝนโปรยปรายลงมาในยามพลบค่ำ บรรยากาศริมแม่น้ำซูโจวเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บและเงียบเหงา แสงไฟจากเสาไฟถนนริมทางส่องกระทบผิวน้ำที่กระเพื่อมไหวเป็นระลอก ที่ใต้ต้นหลิวใหญ่ริมสะพานหิน หวังอี้เฉินในชุดเครื่องแบบทหารระดับล่างที่เก่าซอมซ่อกำลังยืนรอคอยหญิงอันเป็นที่รักด้วยหัวใจที่พองโต แม้สายฝนจะสาดกระเซ็นจนเสื้อผ้าชื้นแฉะ แต่ชายหนุ่มกลับไม่สนใจ มือหนาที่หยาบกร้านจากการฝึกอาวุธล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ สัมผัสกับ ‘ปิ่นไม้แกะสลักลายดอกแมกโนเลีย’ ที่เขาเพิ่งนำเงินเดือนทหารทั้งเดือนไปซื้อมา มันอาจจะไม่ใช่ปิ่นหยกหรือทองคำล้ำค่า แต่เขาตั้งใจสลักอักษรชื่อของเธอลงไป และตั้งใจจะใช้มันแทนของหมั้น เพื่อยืนยันคำสัญญาว่าเขาจะดูแลเธอไปตลอดชีวิต แสงไฟหน้ารถยนต์คันหรูสาดส่องเข้ามาจอดเทียบใกล้กับตีนสะพาน ทำให้หวังอี้เฉินชะงัก รถยนต์ยี่ห้อฟอร์ดสีดำขลับไม่ใช่พาหนะที่ไป๋อวี้หลานเคยใช้นั่งมาพบเขา ประตูรถถูกเปิดออกโดยคนขับรถในชุดสูท ก่อนที่ร่างอรชรของไป๋อวี้หลานจะก้าวลงมา หญิงสาวสวมกี่เพ้าผ้าไหมทอทองคำลายโบตั๋น สวมเสื้อโค้ทขนมิงค์ราคาแพงระยับ ท่วงท่าของเธอสง่างาม เย่อหยิ่ง และดูห่างเหินราวกับเป็นคนละคนกับหญิงสาวที่นอนอิงแอบในอ้อมกอดเขาเมื่อคืนนี้ “อวี้หลาน!” หวังอี้เฉินฉีกยิ้มกว้าง วิ่งฝ่าละอองฝนเข้าไปหาเธอ ทว่าเมื่อเขาเอื้อมมือจะไปคว้ามือเล็กๆ นั้น หญิงสาวกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรังเกียจ “อย่ามาแตะต้องตัวฉัน เสื้อผ้าของฉันจะเปื้อนโคลนจากมือของเธอ” น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเย็นชาและแข็งกระด้างจนหวังอี้เฉินชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายค่อยๆ จางหายไป เขามองใบหน้าหวานที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีต แต่กลับไร้ซึ่งแววตาแห่งความรักที่เขาคุ้นเคย “อวี้หลาน นี่มันเรื่องอะไรกัน รถคันนี้ของใคร แล้วทำไมเธอถึงแต่งตัวแบบนี้” เขาถามด้วยความสับสน พยายามมองเข้าไปในดวงตาของเธอเพื่อหาคำตอบ ไป๋อวี้หลานสูดลมหายใจเข้าลึก ซ่อนมือที่สั่นเทาไว้ใต้ผ้าคลุมขนมิงค์ เธอบังคับตัวเองให้เชิดหน้าขึ้น มองเขาด้วยหางตา “รถคันนี้เป็นของตระกูลลู่ ของคุณชายลู่เหวินปิน ว่าที่สามีของฉัน” เปรี้ยง! ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวใจของชายหนุ่ม หวังอี้เฉินเบิกตากว้าง ส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อหู “ลู่เหวินปิน ไอ้เศรษฐีหน้าเลือดที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่คนนั้นน่ะหรือ เธอพูดบ้าอะไรออกมาอวี้หลาน เมื่อคืนเราเพิ่งจะ...” “หยุดพูดถึงเรื่องน่าอับอายเมื่อคืนสักที” ไป๋อวี้หลานตวาดแทรก เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่เธอต้องพยายามคุมมันไว้ “สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบของความอยากรู้อยากลองตามประสาวัยรุ่นเท่านั้น หวังอี้เฉิน วันนี้ฉันมาเพื่อบอกลา และขอให้เธอเลิกยุ่งกับฉันเสียที” “ไม่จริง เธอถูกพ่อบังคับใช่ไหม” หวังอี้เฉินพุ่งตัวเข้าไปจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอ เขย่าร่างบางอย่างสติแตก “ท่านรู้เรื่องของเราใช่ไหม ท่านเลยบังคับให้เธอแต่งงานกับมัน! หนีไปกับฉันเถอะอวี้หลาน ฉันจะพาเธอหนีไปจากเซี่ยงไฮ้ เราไปสร้างครอบครัวด้วยกัน ฉันจะทำงานหนัก จะเลี้ยงดูเธอเอง!” “ด้วยเงินเดือนทหารกระจอกๆ ไม่กี่หยวนของเธอน่ะหรือ!” ไป๋อวี้หลานสะบัดตัวออกอย่างแรงจนสุดกำลัง เธอจ้องหน้าเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า แม้ในใจจะกำลังกรีดร้องและเลือดไหลซิบ “ตื่นจากฝันหวานได้แล้วหวังอี้เฉิน ฉันคือคุณหนูตระกูลไป๋ ฉันเกิดมาบนกองเงินกองทอง ฉันกินอาหารเหลา ใส่เสื้อผ้าแพรพรรณ แล้วเธอมีอะไร เธอมีปัญญาซื้อรถยนต์คันนี้ให้ฉันไหม มีปัญญาซื้อคฤหาสน์ให้ฉันอยู่ไหม” “ความรักของเรา มันไม่มีความหมายเลยหรือ” น้ำเสียงของชายหนุ่มแหบพร่า นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยเข้มแข็งบัดนี้แดงก่ำและเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปวดร้าว “ความรักมันกินไม่ได้หรอกนะ” เธอเหยียดยิ้มร้ายกาจ ฝืนใจพูดคำที่เชือดเฉือนที่สุดออกไป “ฉันรักความสบายมากกว่าความรักโง่ๆ ของเธอ คุณชายลู่สามารถมอบฐานะ มอบหน้าตาทางสังคม และมอบทุกอย่างที่ฉันต้องการได้ ส่วนเธอเป็นแค่ทางผ่านที่ทำให้ฉันสนุกแก้เบื่อเท่านั้นแหละ” “ไป๋อวี้หลาน!” หวังอี้เฉินคำรามลั่น เขาเจ็บปวดจนแทบขาดใจ มือหนากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความผิดหวัง ความโกรธแค้น และความรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนจมดิน ตีรวนขึ้นมาจุกที่ลำคอ ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบ ‘ปิ่นไม้แกะสลัก’ ที่เตรียมมาออกมา เขามองมันด้วยสายตาที่ร้าวราน ก่อนจะยื่นมันไปตรงหน้าเธอ “ฉันตั้งใจซื้อสิ่งนี้มาเพื่อขอเธอแต่งงาน แต่ดูเหมือนว่า เศษไม้โง่ๆ นี่คงไม่มีค่าพอสำหรับผู้หญิงที่เห็นแก่เงินอย่างเธอสินะ” ไป๋อวี้หลานมองปิ่นไม้ที่แกะสลักลายดอกแมกโนเลียซึ่งเป็นดอกไม้ที่เธอชอบ หัวใจของเธอปวดหนึบจนแทบจะหยุดเต้น เธออยากจะเอื้อมมือไปรับมันมากอดไว้ อยากจะร้องไห้และบอกความจริงกับเขาสุดหัวใจ แต่ภาพใบหน้าของนักเลงชิงปังและคำขู่ของบิดากลับลอยเข้ามาตอกย้ำ ‘ถ้าแกรั้งมันไว้ มันตายแน่...’ เพียะ! มือเล็กตวัดปัดปิ่นไม้ในมือของหวังอี้เฉินร่วงหล่นลงไปบนพื้นโคลนแฉะๆ อย่างไร้เยื่อใย! “เอาเศษขยะของเธอคืนไปซะ แล้วอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ถ้าคุณชายลู่รู้ว่าทหารยามอย่างเธอมาก่อกวนฉัน เขาจะสั่งยิงเธอทิ้งซะ!” พูดจบ ไป๋อวี้หลานก็หันหลังกลับ ก้าวเดินตรงไปยังรถยนต์หรูอย่างรวดเร็วโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ทันทีที่ประตูรถปิดลงและรถยนต์เคลื่อนตัวออกไป หญิงสาวก็ยกมือขึ้นปิดปาก ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น น้ำตาที่พยายามสะกดไว้ไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก ร่างกายของเธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว เธอเอนตัวพิงเบาะหลัง สองมือกุมหน้าท้องที่แบนราบของตนเองไว้แน่น ‘อี้เฉิน ฉันขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ ขอให้เธอโกรธเกลียดฉัน ขอให้เธอมีชีวิตที่ดี และก้าวไปให้สูงที่สุด ลาก่อน หัวใจของฉัน’ ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง หวังอี้เฉินยืนนิ่งงันราวกับหินสลักอยู่ริมแม่น้ำซูโจว สายตาของเขาทอดมองตามไฟท้ายรถที่ค่อยๆ กลืนหายไปในความมืด ความเจ็บปวดที่ถูกทรยศและหักหลังแปรเปลี่ยนเป็นไฟแค้นที่ลุกโชนแผดเผาอยู่ในอก ชายหนุ่มค่อยๆ ทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นโคลน มือหนาที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบปิ่นไม้แกะสลักที่เปรอะเปื้อนคราบโคลนขึ้นมา กำมันไว้แน่นจนเศษไม้บาดฝ่ามือ เลือดสีสดไหลหยดผสมกับน้ำฝน น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินผสมกับสายฝน แต่เพียงไม่นาน แววตาที่เคยอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรัก ก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบ โหดเหี้ยม และมืดมิดประดุจก้นบึ้งของนรก “ไป๋อวี้หลาน ในเมื่อเธอเลือกเงินและเหยียบย่ำความรักของฉัน” หวังอี้เฉินกัดฟันกรอด เสียงคำรามของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่สลักลึกถึงกระดูก “ฉันขอสาบาน สักวันหนึ่ง ฉันจะตะเกียกตะกายขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเซี่ยงไฮ้ ฉันจะเหยียบพวกมันทุกคนที่ดูถูกฉัน และเมื่อวันนั้นมาถึง ฉันจะกลับมาทวงหนี้แค้น จะลากเธอลงมาจากกองเงินกองทอง แล้วทำให้เธอต้องชดใช้ด้วยน้ำตาและชีวิต” สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาเบื้องหลังร่างของทหารหนุ่ม ราวกับสวรรค์กำลังรับรู้ถึงคำสาบานสีเลือด ค่ำคืนนี้ หวังอี้เฉินคนเดิมที่แสนดีและอ่อนโยนได้ตายจากไปแล้ว เหลือเพียงแต่ มัจจุราชผู้รอคอยวันที่จะกลับมาพิพากษาหญิงเพศยาที่ทำลายหัวใจของเขา
