บท
ตั้งค่า

บทที่ 1: วิมานทลาย

แสงอรุณรุ่งของวันใหม่สาดส่องกระทบยอดโดมตึกสไตล์ยุโรปในเขตเช่าฝรั่งเศส รถลากคันหนึ่งวิ่งเหยาะย่างผ่านแนวต้นอู๋ถงที่ปลูกเรียงรายสองข้างทาง ลมหนาวพัดโชยมาปะทะใบหน้า แต่ไป๋อวี้หลานกลับไม่รู้สึกเหน็บหนาวแม้แต่น้อย สองมือของเธอยังคงกอดกระชับผ้าคลุมไหล่ขนจิ้งจอกผืนเดิม รอยยิ้มบางเบาแต้มอยู่บนริมฝีปากอิ่มที่บวมช้ำเล็กน้อยจากรอยจูบอันแสนเร่าร้อนเมื่อคืนนี้

กลิ่นอายความเป็นชายและไออุ่นจากอ้อมกอดของหวังอี้เฉินยังคงตราตรึงอยู่บนผิวเนื้อ คำสัญญาที่เขาบอกว่าจะนำเกี้ยวแปดคนหามมารับเธอไปเป็นเจ้าสาวยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจราวกับบทเพลงที่ไพเราะที่สุด หญิงสาวหลับตาลง ซึมซับความสุขที่เอ่อล้นอยู่เต็มอก โดยหารู้ไม่ว่าวิมานแห่งความฝันที่เธอเพิ่งวาดไว้ กำลังจะพังทลายลงในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

เมื่อรถลากจอดเทียบหน้าประตูเหล็กดัดบานใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลไป๋ คิ้วเรียวสวยของหญิงสาวก็ต้องขมวดเข้าหากัน ประตูรั้วที่ควรจะปิดสนิทในยามเช้าตรู่กลับเปิดอ้าซ่า รอยล้อรถยนต์หลายสายบดขยี้แปลงดอกกุหลาบที่บิดาของเธอหวงแหนจนเละเทะยับเยิน

ความรู้สึกสังหรณ์ใจอันเลวร้ายแล่นปราดเข้ามากระแทกอก ไป๋อวี้หลานรีบจ่ายเงินค่ารถแล้วถลกชายกระโปรงกี่เพ้าวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปด้านใน

ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือซากความพินาศที่ไม่อาจจินตนาการได้

แจกันลายครามราชวงศ์หมิงมูลค่ามหาศาลที่เคยตั้งตระหง่านอยู่กลางโถงบัดนี้แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โซฟาหนังบุหรูหราถูกของมีคมกรีดจนนุ่นทะลัก เฟอร์นิเจอร์ไม้สักล้มระเนระนาด ข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจายเกลื่อนพื้นราวกับเพิ่งผ่านสมรภูมิรบ คนรับใช้ในบ้านต่างพากันนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่ตามมุมห้อง บางคนมีรอยฟกช้ำและคราบเลือดเปรอะเปื้อนใบหน้า

ใจกลางความโกลาหลนั้น ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มสวมหมวกเฟโดร่าสี่ห้าคนกำลังยืนล้อมร่างของชายวัยกลางคนที่ทรุดกองอยู่กับพื้น กลิ่นควันซิการ์ฉุนกึกผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

ชายที่มีรอยแผลเป็นทางยาวบนใบหน้า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม ก้าวเข้าไปกระชากคอเสื้อของไป๋ซื่อจิน บิดาของเธอขึ้นมาเผชิญหน้า

“จำใส่กะโหลกของแกไว้ เถ้าแก่ไป๋” เสียงแหบพร่าของนักเลงแก๊งชิงปังตวาดกร้าว “นายท่านให้เวลาแกอีกแค่สามวัน ถ้าตั๋วแลกเงินสิบหมื่นหยวนยังไม่ไปวางอยู่บนโต๊ะ ลูกสาวคนสวยของแกต้องไปรับแขกขัดดอกที่หอซินเยว่ ส่วนตัวแก... เตรียมไปเป็นอาหารปลาที่ก้นแม่น้ำหวงผู่ได้เลย”

พูดจบมันก็ถ่มน้ำลายลงบนพื้นหินอ่อนอย่างหยาบคาย ก่อนจะผลักร่างของไป๋ซื่อจินล้มกลิ้งไปกับพื้น แล้วพยักหน้าส่งสัญญาณให้ลูกน้องเดินตามออกไป

กลุ่มนักเลงเดินสวนทางกับไป๋อวี้หลานที่ยืนนิ่งค้างอยู่ตรงหน้าประตู พวกมันปรายตามองเรือนร่างอรชรของเธอด้วยสายตาหยาบโลนตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาหื่นกระหายนั้นทำให้หญิงสาวขนลุกซู่ไปทั้งร่าง เธอต้องกลั้นหายใจและเบียดตัวชิดกำแพงจนกระทั่งพวกมันเดินพ้นประตูคฤหาสน์และขับรถจากไป

เมื่อได้สติ ไป๋อวี้หลานรีบถลันเข้าไปประคองร่างของบิดาที่นอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ใบหน้าของไป๋ซื่อจินที่เคยอวบอิ่มและดูภูมิฐานบัดนี้ซูบตอบและฟกช้ำไปครึ่งซีก มุมปากมีเลือดไหลซึม เสื้อกั๊กราคาแพงหลุดลุ่ยยับเยิน

“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมคนพวกนี้ถึงบุกเข้ามาพังบ้านเรา” เธอเอ่ยถามเสียงสั่นเครือ พยายามใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดที่มุมปากให้บิดา

ไป๋ซื่อจินปัดมือลูกสาวออกอย่างหงุดหงิด เขายันตัวลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้ที่ยังพอใช้งานได้ ยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความสิ้นหวัง

“พังหมดแล้ว... หมดสิ้นแล้วตระกูลไป๋” เขาพึมพำเสียงแหบแห้ง สายตาเลื่อนลอยมองดูความพินาศรอบตัว “หุ้นส่วนที่เซินเจิ้นเชิดเงินทุนทั้งหมดหนีไปแล้ว สินค้าล็อตใหญ่ที่กู้เงินพวกแก๊งชิงปังมาลงทุนก็ถูกศุลกากรยึดไปหมด ตอนนี้บ้านเราล้มละลาย ไม่มีเหลือแม้แต่แดงเดียว แถมยังติดหนี้พวกนักเลงหน้าเลือดนั่นอีกสิบหมื่นหยวน”

ตัวเลขสิบหมื่นหยวนทำให้ไป๋อวี้หลานรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ เงินจำนวนนั้นสามารถซื้อตึกทั้งแถบในเขตเช่าได้สบายๆ มันเป็นจำนวนเงินที่ต่อให้เธอทำงานงกๆ ไปทั้งชีวิตก็ไม่มีทางหามาใช้คืนได้

“แล้วเราจะทำยังไงดีคะท่านพ่อ เราแจ้งตำรวจไม่ได้หรือ” เธอเสนอทางออกอย่างคนไม่ประสีประสา

บิดาของเธอแค่นหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง “ตำรวจเซี่ยงไฮ้หรือ มันก็กินเงินส่วยของพวกแก๊งชิงปังทั้งนั้นแหละ แจ้งไปก็เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเองเร็วขึ้น”

ความเงียบอันน่าอึดอัดโรยตัวลงปกคลุมห้องโถงกว้าง ไป๋อวี้หลานมองดูบิดาที่ดูแก่ลงไปนับสิบปีในชั่วข้ามคืน ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจ แต่ก่อนที่เธอจะทันได้คิดหาทางออก ประโยคถัดมาของไป๋ซื่อจินก็เปรียบเสมือนมีดแหลมที่กรีดลงกลางใจของเธอ

“มีทางรอดแค่ทางเดียวเท่านั้น” ไป๋ซื่อจินเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แววตาของพ่อที่มองลูก แต่มันคือแววตาของพ่อค้าที่กำลังประเมินราคาสินค้าชิ้นสุดท้ายในมือ “คุณชายลู่ ลู่เหวินปิน... เขารู้เรื่องที่บ้านเราล้มละลายแล้ว และเขาเสนอตัวจะจัดการหนี้สินทั้งหมดกับพวกชิงปังให้ แลกกับการที่แกต้องจดทะเบียนสมรสและย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลลู่ภายในสามวันนี้”

“อะไรนะคะ” ไป๋อวี้หลานเบิกตากว้าง ถอยหลังกรูดราวกับถูกงูกัด “ลู่เหวินปิน ไม่ได้นะคะท่านพ่อ ท่านก็รู้กิตติศัพท์ของเขาดี เขาหน้าไหว้หลังหลอก เบื้องหลังชอบซ้อมผู้หญิง ภรรยาคนก่อนๆ ของเขาก็ตรอมใจตายไม่ก็เสียสติไปหมด แล้วท่านจะส่งลูกสาวแท้ๆ ไปลงนรกอย่างนั้นหรือคะ”

“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง” ไป๋ซื่อจินตวาดลั่น ลุกขึ้นยืนชี้หน้าลูกสาว “จะให้ฉันปล่อยให้พวกมันจับแกไปขายซ่อง แล้วเอาตัวฉันไปถ่วงน้ำอย่างนั้นหรือ ลู่เหวินปินอาจจะเลวระยำ แต่มันรวย มันมีอำนาจพอจะคุ้มครองหัวแกกับหัวฉันให้อยู่บนบ่าต่อไปได้ นี่เป็นหน้าที่ของแกในฐานะลูกสาวตระกูลไป๋ แกต้องตอบแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนที่ฉันเลี้ยงดูแกมา”

น้ำตาของความน้อยเนื้อต่ำใจร่วงหล่นลงมาอาบสองแก้ม ไป๋อวี้หลานส่ายหน้าทั้งน้ำตา ภาพใบหน้าอันอ่อนโยนและรอยจูบอันแสนหวานของหวังอี้เฉินเมื่อคืนนี้ผุดขึ้นมาในความทรงจำ เธอเพิ่งมอบความบริสุทธิ์และหัวใจทั้งดวงให้กับชายที่เธอรัก แล้ววันนี้บิดากลับบังคับให้เธอไปแต่งงานกับซาตานในคราบมนุษย์ เธอรับไม่ได้เด็ดขาด

“ลูกทำไม่ได้ค่ะท่านพ่อ ลูกแต่งงานกับเขาไม่ได้ ลูก... ลูกมีคนที่รักอยู่แล้ว และเราก็สัญญากันแล้วว่าจะแต่งงานกัน” เธอตัดสินใจโพล่งความลับที่เก็บงำไว้ออกมา หวังเพียงว่ามันจะทำให้บิดาเปลี่ยนใจ

“คนที่แกรัก” ไป๋ซื่อจินหรี่ตาลงมองลูกสาว ก่อนจะเหยียดยิ้มหยัน “อย่าบอกนะว่าแกหมายถึงไอ้ทหารยศกระจอกแซ่หวังนั่น ไอ้เด็กกำพร้าที่ไม่มีแม้แต่ปัญญาจะซื้อข้าวสารกรอกหม้อ แกคิดว่าฉันตาบอดหรือไงที่ไม่รู้ว่าแกแอบลักลอบคบหากับมัน”

“อี้เฉินเป็นคนดีค่ะ เขารักลูกและลูกก็รักเขา เขาบอกว่าเขาจะก้าวหน้า จะหาเงินมาสู่ขอลูกให้สมเกียรติ เราหนีไปด้วยกันเถอะนะคะท่านพ่อ หนีออกจากเซี่ยงไฮ้ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองอื่น อี้เฉินจะเป็นคนปกป้องเราเอง” หญิงสาวพยายามอ้อนวอนอย่างมีความหวัง ก้าวเข้าไปจับแขนเสื้อบิดาแน่น

เพียะ!

ฝ่ามือหนาของไป๋ซื่อจินตบฉาดเข้าที่ซีกหน้าซ้ายของลูกสาวอย่างแรงจนร่างบอบบางล้มล้มลงไปกองกับพื้นหินอ่อน ความแรงของฝ่ามือทำให้มุมปากของเธอแตก เลือดสีคล้ำซึมออกมาพร้อมกับอาการหูอื้อไปชั่วขณะ

ไป๋อวี้หลานยกมือขึ้นกุมแก้มที่ชาหนึบ ช้อนตามองบิดาผ่านม่านน้ำตาด้วยความตกตะลึง ตั้งแต่เล็กจนโต แม้บิดาจะเข้มงวดแต่ก็ไม่เคยลงไม้ลงมือกับเธอหนักขนาดนี้มาก่อน

“นังลูกโง่ นังลูกไม่รักดี” ไป๋ซื่อจินชี้หน้าด่ากราด เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบด้วยความโกรธจัด “ความรักมันกินอิ่มไหม มันใช้หนี้สิบหมื่นหยวนได้ไหม ไอ้ทหารกระจอกนั่นมีปัญญาอะไรมาปกป้องเรา แค่มันเดินพ้นค่ายทหาร พวกนักเลงชิงปังก็เป่าหัวมันกระจุยแล้ว”

บิดาย่อตัวลงมาบีบคางลูกสาวแน่น บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับความจริงอันโหดร้าย

“ฟังฉันให้ดีนะอวี้หลาน ถ้าแกปฏิเสธการแต่งงานกับลู่เหวินปิน คนที่จะตายไม่ใช่แค่ฉันกับแก แต่ฉันนี่แหละ... ฉันจะเป็นคนส่งที่อยู่และชี้เป้าให้พวกลูกน้องชิงปังไปตามฆ่าไอ้หวังอี้เฉินถึงที่ แกคิดว่าพวกมาเฟียมันจะปล่อยให้แกหนีไปเสวยสุขกับชู้รักอย่างนั้นหรือ มันจะสับพวกแกสองคนเป็นชิ้นๆ แล้วโยนให้หมากิน”

คำขู่นั้นเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบทำลายหัวใจของไป๋อวี้หลานจนแหลกละเอียด ความหวังทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา เธอไม่ได้กลัวความตายของตัวเอง แต่เธอทนไม่ได้หากหวังอี้เฉินต้องมาจบชีวิตลงเพราะความดื้อรั้นของเธอ เขาเป็นทหารที่มีอนาคตไกล เป็นผู้ชายแสนดีที่ควรมีชีวิตที่งดงาม ไม่ใช่มาตายอย่างอนาถในตรอกสกปรกเพราะหนี้สินที่เขาไม่ได้ก่อ

ลมหายใจของหญิงสาวสะดุด เธอรู้สึกปวดมวนที่ท้องน้อยขึ้นมาอย่างกะทันหัน สัญชาตญาณบางอย่างเตือนให้เธอยกมือขึ้นกุมหน้าท้องแบนราบของตนเองไว้แน่น เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาที่อาจจะกำลังก่อกำเนิดขึ้นจากการร่วมรักเมื่อคืนนี้ เธอจะยอมให้ชีวิตของสายเลือดนี้ต้องตกอยู่ในอันตรายได้อย่างไร

ทางเลือกของเธอถูกปิดตายลงอย่างสมบูรณ์

คฤหาสน์ที่เคยเป็นวิมานอันแสนสุข บัดนี้ได้แปรสภาพเป็นกรงที่เปื้อนเลือดที่บีบรัดตัวเธอจนแทบหายใจไม่ออก

“เข้าใจหรือยัง ว่าโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่มีพื้นที่ให้ความรักน้ำเน่าของแก” ไป๋ซื่อจินสะบัดมือออกจากคางลูกสาว ลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าของตนเองให้เข้าที่ “ไปแต่งตัวซะ พรุ่งนี้ฉันจะนัดคุณชายลู่มาคุยเรื่องงานแต่ง และแกต้องทำตัวเป็นเจ้าสาวที่น่ารัก อย่าให้เขารู้เด็ดขาดว่าแกเคยมีมลทินกับผู้ชายคนอื่น ไม่อย่างนั้นแกเตรียมนับศพไอ้ทหารนั่นได้เลย”

ร่างสูงของบิดาเดินจากไปทิ้งให้หญิงสาวนั่งจมกองน้ำตาอยู่ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของบ้าน

ไป๋อวี้หลานค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหินนับพันชั่ง เธอเดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ที่แตกร้าวไปครึ่งบาน ภาพสะท้อนในกระจกคือหญิงสาวที่มีดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากแตกยับ และมีรอยนิ้วมือประทับอยู่บนแก้ม

เธอเอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเลือดที่มุมปากอย่างเลื่อนลอย นัยน์ตาที่เคยสุกสกาวและเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง บัดนี้ค่อยๆ ด้านชาและว่างเปล่าลงทีละน้อย

ในเมื่อชะตากรรมบีบบังคับให้เธอต้องเดินเข้าสู่ขุมนรก เธอเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะรับความเจ็บปวดนี้ หวังอี้เฉินไม่สมควรต้องมารับเคราะห์กรรมไปกับเธอ เขาควรจะโกรธแค้นเธอ เกลียดชังเธอ และใช้ความเกลียดนั้นเป็นแรงผลักดันให้เขาก้าวไปสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่

'อี้เฉิน... ฉันขอโทษ ฉันต้องปกป้องเธอ ต่อให้เธอจะเกลียดฉันไปจนวันตาย ฉันก็ต้องทำ'

หยาดน้ำตาหยดสุดท้ายร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินอ่อน ไป๋อวี้หลานเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ปรับสีหน้าให้เย็นชาและแข็งกระด้าง เธอต้องซ้อมสวมบทบาทของคุณหนูผู้เห็นแก่เงินและร้ายกาจให้สมจริงที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฉากแตกหักที่จะเกิดขึ้นในคืนพรุ่งนี้ คืนที่เธอจะต้องลงมือกรีดหัวใจของผู้ชายที่เธอรักที่สุดด้วยมือของเธอเอง

การตัดสินใจในห้องโถงที่ย่อยยับแห่งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมความรักและความแค้น ที่จะเผาผลาญชีวิตของคนทั้งสองไปอีกยาวนานนับเจ็ดปีเต็ม

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel