ประจบสอพลอนางเกินไปรึไม่
ตำหนักฉางชุน
“ถวายพระพร ฮองเฮา” เสียงบรรดาสนมในวังหลังเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง พร้อมทำความเคารพอย่างนอบน้อมตามธรรมเนียมวังหลัง
“ตามสบายเถิด” สิ้นคำ พวกนางก็โน้มตัวนั่งลงบนเก้าอี้ของตน
“น้องสาวทั้งแปดคนที่เพิ่งเข้าวังมาใบหน้าของแต่ละคนช่างงดงาม ข้าเห็นแล้วมีชีวิตชีวายิ่งนัก” หรงเฟยพูดขึ้นทลายความเงียบ
“ถึงแม้พวกนางจะดูสง่างามเพียงใดก็สู้พระสนมหรงเฟยไม่ได้หรอกเพคะ” เว่ยผินเอาใจ
“เว่ยผิน เจ้าประจบสอพลอนางเกินไปรึไม่ ข้าว่าในที่นี้ไม่มีใครสง่างดงามเท่าฮองเฮา กับว่านกุ้ยเฟยอีกแล้ว” ชิ่งเฟยเอ่ยแทรก
“เอาล่ะ พวกเจ้าเงียบปากกันได้แล้ว” ฮองเฮาเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอพระทัยที่เห็นสนมทั้งสองเอาแต่พูดจาเสียดสีกันไปมา
“วังหลังของเรามีสนมเพิ่มขึ้นมาถึงแปดคน ว่านกุ้ยเฟย เจ้าช่วยสอนกฎระเบียบในวังหลังให้พวกนางแทนข้าด้วยแล้วกัน”
“เพคะ หม่อมฉันจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวัง”
“หากพวกเจ้าไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ก็กลับตำหนักไปเถิด ข้าจะพักผ่อน” ฮองเฮาไล่กลายๆ
“หม่อมฉันทูลลา”
หลังกลับมาจากถวายพระพรฮองเฮาในตอนเช้า สาวใช้ข้างกายทั้งสองคนอย่างอี้เซียวกับอวี้หลางต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ฮองเฮาจัดให้นางอยู่ที่ตำหนักเสียนฝู โดยมีนายหญิงของตำหนักอย่างชิ่งเฟย นางโชคดียิ่งนักที่ได้อยู่ตำหนักนี้ พระนางอุปนิสัยอ่อนโยน ไม่อารมณ์ร้ายหรือชอบประจบสอพลอเหมือนสนมคนอื่น
“นายหญิง พระสนมหรงเฟยมาเพคะ” เสียงของอี้เซียวดังขึ้นที่หน้าตำหนักที่นางประทับอยู่
“เชิญพระนางเข้ามาเร็วเข้า”
“เพคะ พระสนมหรงเฟยเชิญทางนี้เพคะ” สิ้นคำเชิญของอี้เซียว พระนางก็เดินเข้ามาด้านใน
“หม่อมฉันถวายพระพร พระสนม” เยว่ซินเอ่ยอย่างนอบน้อม
“ไม่ต้องมากพิธี น้องเยว่ซินลุกขึ้นเถิด” หรงเฟยบอกนาง พร้อมกับยื่นมือมาให้นางจับ
“ขอบพระทัยพระสนม” เอ่ยขอบคุณ ก่อนจะยื่นมือไปจับมือของหรงเฟย
“เป็นอย่างไรบ้างเมื่อคืนนอนหลับดีหรือไม่”
“เพคะ ว่าแต่พระองค์มีเรื่องอันใดรึไม่เพคะ ถึงได้เสด็จมาหาหม่อมฉันถึงที่นี่”
“ข้าเพียงแวะมาทักทายเจ้าก็เท่านั้น อยู่ที่นี่ขอเพียงอย่าสร้างความวุ่นวายเป็นพอ อย่างอื่นข้าล้วนไม่ถือสา ได้แต่หวังว่าเจ้าจะคุ้นเคยกับตำหนักนี้โดยเร็ว จะได้ปรนนิบัติฝ่าบาทได้ในเร็ววัน”
“พระสนมไม่ต้องเป็นห่วง หม่อมฉันเริ่มคุ้นเคยกับที่นี่แล้วเพคะ”
“ดีแล้วล่ะ หากที่นี่มีอะไรขาดเหลือก็ไปหาข้าที่ตำหนักได้ไม่ต้องเกรงใจ ระหว่างข้ากับเจ้านับตั้งแต่นี้ไปดูแลกันฉันท์พี่น้อง ลืมตำแหน่งในวังหลังไปเสีย”
“ขอบพระทัย พระสนมที่เอ็นดูหม่อมฉันเหมือนน้องสาว”
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นน้องสาวของหลี่ซีอิน เรื่องนี้จริงรึไม่”
“จริงเพคะ พระสนมรู้จักพี่สาวของหม่อมฉันด้วยหรือเพคะ”
“รู้จักสิ ข้ากับนางพูดคุยกันถูกคอ เราทั้งคู่จึงสนิทสนมกัน แต่ใครจะคิดเล่าว่านางจะจากไปเร็วเช่นนี้” หรงเฟยพูดเสียงเศร้า แววตาสั่นระริก
“มิน่าล่ะ พระองค์ถึงได้เมตตาหม่อมฉันนัก พี่สาวของหม่อมฉันจากไปโดยที่ไม่ได้ร่ำลาคนในครอบครัวสักนิด หากปีนั้นพี่ซีอินไม่เข้าร่วมคัดเลือกฮองเฮา ตอนนี้นางคงยังมีชีวิตอยู่” เอ่ยอย่างเจ็บปวด
“อุบัติเหตุครานั้นพรากชีวิตนางไป แต่หลี่กุ้ยเหรินเจ้าก็อย่ามัวแต่จมปรักอยู่กับเรื่องนี้จนลืมหาความสุขให้ตัวเอง ข้าเชื่อว่าพี่สาวของเจ้าจะต้องไม่อยากเห็นเจ้ามีแต่ความทุกข์เช่นนี้”
“หม่อมฉันจะพยายามเพคะ เพียงแต่ตั้งแต่ย่างกรายเข้ามาในวังหลัง หม่อมฉันก็อดคิดถึงนางไม่ได้”
“เจ้าสองคนดูแลนายหญิงของพวกเจ้าให้ดี หากมีเรื่องอันใดก็ไปพบข้าที่ตำหนักได้ทุกเมื่อ หลี่กุ้ยเหรินเจ้าพักผ่อนเถิด ข้าไม่กวนเจ้าแล้ว”
ณ ตำหนักเฉียนชิง ที่ประทับขององค์ฮ่องเต้
“ฝ่าบาท พระองค์ไม่ได้เสด็จวังหลังนานแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” จินกงกงเอ่ยขึ้น ฮ่องเต้ที่ได้ยิน จึงเงยหน้าจากกองกีฎา
