ถูกลงโทษ
“ที่นี่ช่างสงบนัก” เยว่ซินเอ่ยขึ้น ท่ามกลางมวลดอกไม้ และสระน้ำขนาดใหญ่โอบล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธ์
“อี้เซียว เจ้าไปเอาเบ็ดตกปลา กับเหยื่อมาที ตั้งแต่เข้าวังมาข้าก็อยู่แต่ในตำหนัก น่าเบื่อเหลือทน”
“พระสนม จะดีรึเพคะ ที่นี่คือวังหลังมิใช่ที่จวนตระกูลหลี่ หม่อมฉันเกรงว่า...” อี้เซียวขัดขึ้น
“ข้ารู้ว่าที่นี่คือวังหลัง แต่เจ้าดูสิ ที่นี่เงียบสงบอีกทั้งยังอยู่ห่างไกลจากหกตำหนักมากโข ไม่มีผู้ใดมาที่นี่หรอก”
“ก็ได้เจ้าค่ะ หม่อมฉันจะรีบไปเอามา”
“พระสนม งั้นหม่อมฉันขอไปเตรียมชามาให้พระองค์นะเพคะ” อวี้หลางเอ่ยขึ้นอีกคน ก่อนที่ทั้งสองจะเดินไปด้วยกัน ทิ้งให้เยว่ซินอยู่ตามลำพัง ไม่นานนักทั้งคู่ก็กลับมาพร้อมชากับเบ็ดตกปลา เมื่อได้ของตามที่ต้องการนางก็เริ่มเกี่ยวเหยื่อในคันเบ็ด ลงมือตกปลาทันที ด้วยความเบิกบานใจ ผ่านไปสักพักตรงที่เยว่ซินนั่งตกปลาอยู่แดดออกจ้า จนเหงื่อผุดเต็มใบหน้า
“อวี้หลาง ข้าร้อน เจ้ากลับไปเอาร่มที่ตำหนักมาเร็วเข้า”
“เพคะ”
“ส่วนเจ้า อี้เซียว ข้าอยากดื่มอะไรเย็น ๆ เสียหน่อย”
“พระสนมโปรดรอ หม่อมฉันจะรีบไปเอามาเดี๋ยวนี้เลยเพคะ” เมื่อได้ยินดังนั้น เยว่ซินจึงพยักหน้าเป็นการตอบตกลง ก่อนจะหันไปสนใจกับการตกปลาอีกครา ครานี้เบ็ดของนางกระตุกหลายที บ่งบอกว่าปลาติดเบ็ดแล้ว นางจึงดึงเบ็ดขึ้นมา แล้วออกแรงมากขึ้นกว่าเดิม ในที่สุดปลาตัวใหญ่ก็โผล่ขึ้นเหนือน้ำ แต่ทว่าปลาตัวนี้ช่างตัวใหญ่นัก เยว่ซินใช้แรงเฮือกสุดท้ายดึงคันเบ็ดขึ้นสูงสุดแรงเกิด จนทำให้ปลาตัวนั้นฟาดไปโดนใบหน้าของใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างหลังนาง
“โอ๊ย” เสียงโอดโอยดังขึ้นข้างหลัง เยว่ซินหันหลังกลับไปมองต้นเสียงด้วยความตกใจ มือเล็กปล่อยคันเบ็ดลงพื้นอย่างไม่รู้ตัว
“ฝะ...ฝ่าบาท!”
“เจ้าทำบ้าอะไรกัน” ถามเสียงกรุ่น ทั้ง ๆ ที่หน้าแดง เพราะถูกปลาฟาดหน้า
“หม่อมฉันขออภัย หม่อมฉันรู้สึกเบื่อจึงมานั่งตกปลาอยู่ที่นี่”
“ตกปลา เจ้าไม่รู้รึว่าในวังห้ามตกปลา ทุกปีเสด็จย่าของข้าจะมาปล่อยปลาที่นี่ เจ้าช่างเหิมเกริมนัก”
“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ ฝ่าบาทโปรดประทานอภัยให้หม่อมฉันสักครั้งเถิดเพคะ แล้วหม่อมฉันจะไม่ลืมบุญคุณของพระองค์ตราบชั่วชีวิต” เยว่ซินเอ่ยขอร้องหน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้ ฮ่องเต้หนุ่มเมื่อเห็นท่าทีน่าขันของนางได้แต่กลั้นขำในใจ เขาแค่ขู่นิดหน่อยถึงกลับจะร้องไห้เลยรึ สตรีผู้นี้ช่างหน้าสนใจนัก
“เจ้าต้องถูกลงโทษ จะได้หลาบจำ ไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีก”
“ฝ่าบาท พระองค์จะลงโทษหลี่กุ้ยเหรินอย่างไร” จินกงกงถามผู้เป็นนาย ใต้หล้านี้รู้ดีว่าฮ่องเต้องค์นี้ช่างเด็ดขาดยามตัดสินลงโทษผู้ใด
“ล่วงเกินไทฮวงไทเฮา เจ้าว่ามีโทษเช่นไร” ฮ่องเต้หนุ่มไม่ตอบ แต่ถามกลับแทน
“ประหารพ่ะย่ะค่ะ”
“ประ...ประหาร” เยว่ซินพูดเสียงสั่น
“ใช่ ประหาร”
“ฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินมาว่าพระองค์เป็นคนมีเมตตาประดุจพระพุทธเจ้า ได้โปรดละเว้นหม่อมสักครั้งเถิดเพคะ หม่อมฉันยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก ตอนนี้ยังตายไม่ได้”
“หึ ละเว้นงั้นรึ ก็ได้ข้าจะละเว้นโทษเจ้าสักครั้ง” ตอบนางเสียงเจ้าเล่ห์
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
“เจ้าอย่าเพิ่งดีใจไป แม้โทษตายข้าไม่เอาความ แต่โทษเป็นยังอยู่”
“ฝ่าบาท งั้นพระองค์ก็พูดมาเถิดเพคะ ว่าจะลงโทษหม่อมฉันเช่นไรอย่ามัวพูดอ้อมค้อมให้เสียเวลา หม่อมฉันมีเรื่องต้องทำอีกหลายอย่างไม่ว่างสนทนากับพระองค์นาน ๆ” เยว่ซินรีบบอกฮ่องเต้
“เจ้าช่างหยาบคายนัก ต่างจากที่เจอเจ้าครั้งแรก ไทหวงไทเฮาย้ำข้านักหนาว่าต้องเลือกเจ้าเป็นสนม เพราะเจ้าฉลาด เรียบร้อย เพียบพร้อมทุกด้าน แต่จากที่ข้าเห็นเจ้าในตอนนี้ช่างต่างจากคำพูดนั้นราวฟ้ากับเหว ที่แท้แม่นางจากตระกูลหลี่ก็เป็นเช่นนี้เอง” ตอบนางเสียงเย็น รู้สึกโมโหอยู่ในใจ เพราะตนไม่เคยเจอผู้ใดทำทีท่าไม่อยากสนทนาและอยู่ใกล้เขาเช่นนาง
