6
เดินออกมาจนพ้นอาคารผู้โดยสารขาเข้าแล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าทางเข้าของตัวอาคารที่มีรถโดยสารสาธารณะจอดต่อแถวกันเป็นทอด ๆเพื่อรอรับผู้โดยสาร นัยน์ตาคู่หวานมองไปรอบ ๆก่อนจะสะดุดเข้ากับผู้ชายที่อยู่ใน ชุดฟาติส์สีเขียวพับแขนและสวมหมวกใบเล่สีดำ ข้างกายของชายผู้นั้นมีชายวัยกลางคนที่สวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา
พนาลีพินิจมองตั้งใจ สองมือจับที่สายกระเป๋าเป้ที่สะพายหลัง สาวเท้าอย่างคล่องแคล่วเดินเข้าไปหาคนทั้งสองอย่างไม่มีความลังเลใด ๆ
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณสองคน ใช่คนที่จะมารับฉันไปหมู่บ้านกลางดงไหมคะ”
“ใช่ครับ ผมดาบจรูญส่วนนี้นายมิ่งชาวบ้านจากหมู่บ้านกลางดงครับ”
พนาลีฉีกยิ้มอย่างดีใจ นับว่าเป็นครั้งแรกที่จะได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ทุรกันดาร ที่ไม่มีความสะดวกสบายใด ๆเธอใช้เวลาตัดสินใจแค่เพียงวันเดียวก็ส่งใบสมัครเข้าร่วมเป็นครูอาสาเพื่อสอนเด็กนักเรียนที่อยู่ตามพื้นที่ห่างไกลที่ความเจริญและระบบการเรียนการสอนยังเข้าไม่ถึงเหมือนเช่นพื้นที่อื่น ๆ
ทันทีที่ผ่านการคัดเลือก พนาลีมีเวลาเตรียมตัวอยู่สองวัน เธอจัดเตรียมแค่ของใช้จำเป็นเท่านั้น มีเสื้อผ้าแค่ไม่กี่ตัว เน้นเสื้อกันหนาวเป็นหลัก
พนาลีได้รับข้อมูลเบื้องต้นของหมู่บ้านกลางดงมาบ้าง รู้ว่าเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆที่อยู่ท่ามกลางป่าเข้าและอยู่ติดแนวชายแดน ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า ชาวบ้านที่นั่นดำรงชีพด้วยวัตถุทางธรรมชาติเท่านั้น
สามเดือนที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่มีสัญญาณมือถือหรือสัญญาณอินเทอร์เน็ต นับว่าเป็นช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับตัวเองโดยปราศจากโลก โซเชียล
“พนาลีหรือเรียกว่าต้นไม้ก็ได้ค่ะ”
“ต้นไม้?” ดาบจรูญค่อนข้างแปลกใจกับชื่อเล่นของหญิงสาวตรงหน้า “ถ้าให้ผมเดา คุณพ่อหรือคุณแม่ของคุณต้องชอบปลูกต้นไม้แน่ ๆเลยถึงได้ตั้งชื่อลูกสาวว่าต้นไม้ เพราะปกติผมจะเห็นแค่ผู้ชายที่ชื่อนี้”
พนาลียิ้มขำ เธอชินเสียแล้วกับการที่คนทักว่าชื่อของเธอไม่เหมาะที่จะเป็นชื่อของผู้หญิง แน่นอนว่าชื่อเล่นของเธอ พ่อเป็นคนตั้ง เพราะพ่อชอบเดินป่า ชอบไปตั้งแคมป์อยู่ในป่า พอมีลูกก็เลยตั้งชื่อว่า ‘ต้นไม้’ ครั้นจะตั้งว่า ‘ป่าไม้’ มันก็ดูไม่เหมาะเท่ากับคำว่า ‘ต้นไม้’
“พ่อของฉันชอบเดินป่า พอมีลูกก็เลยตั้งชื่อว่า ‘ต้นไม้’ น่ะค่ะ”
“อ่อ…” ดาบจรูญยิ้มขำ อยู่ ๆก็รู้สึกถูกชะตากับผู้หญิงคนนี้ ทั้งที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกแต่เขากลับสัมผัสได้ถึงความน่ารักความใส่ซื่อของเธอ “ครูต้นไม้มีกระเป๋าให้ผมช่วยยกไหมครับ”
“ไม่มีค่ะ ฉันเอาแค่เป้มาใบเดียว” โครงศีรษะไปด้านหลังนิดแล้วยิ้มบางอยู่บนใบหน้า เพราะรู้ว่าที่ที่จะไปเดินทางลำบาก พนาลีเลยเลือกที่จะเอาแต่ของที่ทำให้ตัวเองเดินทางสบายที่สุดติดตัวเท่านั้น นอกจากนั้นก็ยังไม่ทำให้คนอื่นลำบากที่จะต้องมาช่วยแบกหามอีกด้วย
“ถ้างั้นเราไปกันเลยนะครับ นี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว กว่าจะไปถึงหมู่บ้านก็น่าจะเกือบเย็น” ใช้เวลาเดินเท้าเปล่าออกมาจากหมู่บ้านก็เกือบสามชั่วโมง ต่อรถมาที่สนามบินอีกหนึ่งชั่วโมง รวมแล้วก็ใช้เวลาเดินทางขามาก็สี่ชั่วโมงและแน่นอนว่าขากลับไปที่หมู่บ้านก็ต้องใช้เวลาไม่ต่างกัน เผลอ ๆอาจจะใช้มากกว่าขามาอีกหลายชั่วโมงเพราะรอบนี้มีผู้หญิงกลับไปด้วย คงไม่มีแรงเดินได้เหมือนผู้ชายแน่
“ค่ะ”
ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง รถกระบะที่นั่งมาก็ขับมาถึงที่หน้าทางเข้าของถนนเส้นเล็กที่รถพาหนะไม่สามารถสัญจรผ่านเข้าออกได้ แม้แต่รถมอเตอร์ไซค์ก็ยังขี่ลำบากเพราะถนนข้างหน้าเป็นเส้นทางลัดเลาะไปตามป่าทึบ ผ่านลำธารและเดินลัดไปตามสันเขา
“เหนื่อยหน่อยนะครับ จากนี้ไปจนถึงหมู่บ้าน เราต้องเดินเท้าเท่านั้น ให้ผมสะพายเป้ให้ไหมครับ ครูต้นไม้จะได้เดินสบาย” ดาบจรูญอาสา พนาลีเป็นผู้หญิงตัวเล็กผอมบาง ความสูงไม่น่าเกินหนึ่งร้อยหกสิบเซ็น ฯ จัดว่าเป็นผู้หญิงหน้าตาดี ผิวขาวสะอาดสะอ้านตามแบบฉบับลูกคนมีฐานะ แต่ดูโดยรวมก็เหมือนจะคล่องตัว ไม่ได้ดูอ่อนแอตามรูปลักษณ์ภายนอก
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันสะพายเองดีกว่า ขอบคุณดาบจรูญมากเลยค่ะ” ส่ายหน้าปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม พนาลีตั้งใจไว้ว่าการมาเป็นครูอาสาในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ เธอจะไม่ทำตัวเป็นภาระใครทั้งนั้น
“โอเคครับ ถ้าเหนื่อยก็บอกผมนะครับ”
ดาบจรูญเป็นฝ่ายเดินนำ มีพนาลีเดินอยู่ตรงกลางโดยที่มิ่งเดินตามหลังอีกที เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่พนาลีได้มีโอกาสมาเดินกลางป่าทึบอีกครั้ง จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่มาเดินป่ากับพ่อ ตอนนั้นเธอยังมีอายุแค่เพียงสิบแปดปี ผ่านมาเกือบสิบปีแล้วสินะ ที่พ่อกลายไปเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์
คนรอบข้างต่างก็คิดว่าพนาลีเป็นคุณหนูเจ้าสำอาง ชอบแต่งตัวแต่งหน้าสวย ๆแต่น้อยคนนักจะรู้ว่าที่จริงแล้ว เธอชอบทำกิจกรรมโลดโผน ชอบเดินป่า โดยเฉพาะการไปตั้งแคมป์อยู่ในป่ากับพ่อ
พ่อรักการใช้ชีวิตในป่ามาก ตั้งแต่เป็นหนุ่มพ่อก็ใช้เวลาส่วนตัวไปกับการท่องป่า สำรวจต้นไม้พืชพรรณต่าง ๆที่หาดูยากรวมไปถึงสัตว์ป่านานาชนิด แต่พอแต่งงานและมีพนาลี พ่อก็พยายามอยู่กับลูกกับเมียมากขึ้น แต่ก็ยังปลีกตัวไปทำในสิ่งที่รักเวลาที่มีเวลาว่างทุกครั้ง
จนวันที่พ่อตรวจพบว่าเป็นโรคร้าย สุขภาพของพ่อก็แย่ลงตามลำดับจนทำให้ไม่ได้กลับไปเดินป่า ไม่ได้กลับไปทำในสิ่งที่ตัวเองรักอีกเลยจนตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
