7
“พักสักหน่อยไหมครับ ครึ่งทางแล้ว”
“ก็ได้ค่ะ”
ดาบจรูญพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าใบหน้าของพนาลีมีเหงื่อผุดขึ้น เขาเป็นตำรวจ เคยชินกับการออกเดินลาดตระเวน การเดินขึ้นเดินลงเขาแบบนี้ถือได้ว่าคุ้นชินไปเสียแล้ว
“เหนื่อยไหมครับครูต้นไม้”
“นิดหน่อยค่ะ” ยิ้มอายแล้วยกมือเช็ดเหงื่อที่ไหลย้อยมาจากขมับ เดินมาเกือบสองชั่วโมงเต็มโดยไม่ได้หยุดพักก็สูบพลังไปได้เยอะอยู่เหมือนกัน โชคดีที่วันนี้เธอแต่งตัวทะมัดทะแมง สวมผ้าใบหุ้มส้น เวลาเดินขึ้นเนินลงเนินก็ยังไม่ลำบาก “ปกติชาวบ้านเข้าไปในเมืองก็ต้องใช้เวลาเดินทางไป-กลับเกือบทั้งวันเลยใช่ไหมคะ”
“ครับ แต่ส่วนมากก็ไม่มีใครเข้าเมืองถ้าไม่มีธุระที่จำเป็นจริง ๆ” ถึงหมู่บ้านกลางดงจะอยู่ไกลและเดินทางเข้า-ออกลำบาก แต่ชาวบ้านก็ไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่เพราะพวกเขาเลือกที่จะอยู่และใช้ชีวิตตามที่ธรรมชาติสร้างให้ กินและใช้ของตามที่หาได้ในป่าทั่วไป จะลงมาจากป่าเพื่อเข้าเมืองก็ตอนที่มีธุระสำคัญจริง ๆเท่านั้น
“ดาบจรูญเป็นครูสอนเด็ก ๆที่โรงเรียนใช่ไหมคะ”
พนาลีรู้ว่าที่โรงเรียนมีครูที่เป็นตำรวจตระเวนชายแดนทำหน้าที่สอนหนังสือให้กับเด็ก ๆส่วนเธอในฐานะ ครูอาสามีหน้าหลักในการสอนวิชาภาษาอังกฤษและสอนวิชาอื่นควบคู่ไปได้ตามที่เห็นสมควร
“มีผู้กองสัณฑ์อีกคนครับ ช่วยผลัดกันสอน เด็ก ๆน่ารักและนิสัยดีมากครับ ไม่ดื้อไม่ซน ยิ่งถ้ารู้ว่าจะมีครูผู้หญิงมาสอนเพิ่มอีกคน เด็ก ๆต้องดีใจมากแน่ ทุกทีเรียนแต่กับครูผู้ชาย” นายดาบวัยกลางคนหัวเราะอย่างชอบใจ เขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสมาสอนหนังสือเด็กในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ตอนที่ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่นี่ก็คิดแค่ว่ามาทำงานตามหน้าที่ของตน พอได้มีโอกาสได้สวมบทบาทการเป็นครูควบคู่ไปกับหน้าที่ของตำรวจ เขาถึงได้เข้าใจว่าการได้มอบความรู้ให้กับเด็กด้อยโอกาสมันเป็นการสร้างความสุขอีกอย่างหนึ่งให้กับเขา “หายเหนื่อยหรือยังครับ ถ้าหายเหนื่อยแล้วจะได้เดินทางต่อเลย ฤดูหนาวจะมืดเร็วกว่าปกติ ผมกลัวว่าถ้าพักนานเราจะไปถึงหมู่บ้านค่ำครับ”
“ไปกันต่อเลยค่ะ ฉันหายเหนื่อยแล้ว”
คนทั้งสามมุ่งหน้าออกเดินอีกครั้ง เหลืออีกครึ่งทางจะไปถึงหมู่บ้านกลางดง ได้ยินเสียงนกร้องดังขึ้นมาเป็นระยะพร้อมกับเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้ในฤดูหนาว แม้ว่าแสงแดดยามบ่ายจะสาดส่องแต่ก็ยังคงสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่พัดผ่านผิวกาย ยิ่งเดินเข้าไปในป่าลึก อุณหภูมิก็ดูเหมือนจะเย็นยะเยือกขึ้นมาทีละนิด ๆ
ใช้เวลาเดินเท้าทั้งหมดเกือบสี่ชั่วโมง พนาลีก็มาถึงหมู่บ้านกลางดง ครูอาสาคนใหม่ได้รับการต้อนรับขับสู้จากชาวบ้านเป็นอย่างดี ทันทีที่มาถึงก็ถูกเชื้อเชิญให้ร่วมรับประทานมื้อเย็นที่ชาวบ้านจัดเตรียมเอาไว้ให้
ลุงคำในฐานะตัวแทนของชาวบ้านเป็นฝ่ายทำหน้าที่เจ้าบ้านโดยใช้บ้านของตัวเองเป็นที่รับรองแขกเป็นการชั่วคราว ชาวบ้านต่างยิ้มแย้มและดูตื่นเต้นมากกับการมาเยือนของครูอาสาคนใหม่ เพราะหลายคนที่เคยมาทำหน้าที่ก็ล้วนแต่เป็นผู้ชาย นาน ๆทีถึงจะมีครูผู้หญิงโผล่มาสักคน และดูเหมือนว่าพนาลีจะเป็นครูอาสาที่เป็นจุดสนใจของชาวบ้านที่สุดด้วยหน้าตาสะสวยราวนางฟ้านางสวรรค์
เมื่อเสร็จสิ้นการเลี้ยงต้อนรับลุงดำ บัวและเด็กชายบุญก็พาพนาลีกลับไปที่กระท่อมที่สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่พักในระหว่างที่มาเป็นครูอาสาอยู่ที่หมู่บ้าน
“ครูจะอาบน้ำก่อนไหม เดี๋ยวฉันกับเจ้าบุญจะเดินไปส่งที่ลำธาร” บัวถามขึ้นเพราะคิดว่าบางทีพนาลีอาจจะอยากล้างเนื้อล้างตัวเพราะเดินทางเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
“อย่าเพิ่งอาบเลย รอให้ตะวันขึ้นค่อยอาบ คืนนี้ก็นอนไปอย่างนี้ก่อน” ลุงคำพูดแทรกขึ้นมาจนบัวต้องหันหน้ามามองพ่อด้วยความแปลกใจ ถ้าไม่ติดว่ามีครูยืนอยู่ตรงนี้ด้วย เธอคงได้พูดตำหนิพ่อไปแล้ว ก็เห็นอยู่ว่าครูเดินทางมาเหนื่อยทั้งวัน บางทีครูอาจจะอยากอาบน้ำให้สบายตัวก่อนก็ได้ “หนาวแบบนี้ เอ็งจะให้ครูหนาวตายหรืออีบัว ขืนไปอาบน้ำเวลานี้ก็แข็งตายกันพอดี ครูขึ้นไปพักเถอะ อย่าลงจากกระท่อมในเวลากลางคืนนะครู”
พนาลีจ้องหน้าลุงคำ ก่อนจะวกสายตามองไปยังบัวที่ยืนอยู่ใกล้ ๆเธอพอเข้าใจในความหวังดีของชายชรา เอาตามจริงตอนนี้ก็ไม่มีแรงอยากทำอะไรอีกนอกจากนอนพักให้หายเหนื่อย เดินทางมาทั้งวัน อยากนอนเต็มแก่ อีกอย่างเนื้อตัวของเธอก็ไม่ได้สกปรกมากเท่าไหร่ นอนคนเดียวด้วย คงไม่น่าจะเป็นปัญหาถ้าจะนอนแบบซักแห้งสักหนึ่งคืน
