บท
ตั้งค่า

ตอนที่ ๗ ข้ารวยนะเจ้าคะ

ไม่กี่วันหลังจากการตกปลาร่วมกับท่านตา ไป๋หลันก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้เล่าเรื่องสำคัญให้ท่านตาฟัง เรื่องที่นางแอบนำเห็ดหลินจือไปขายที่ร้านสมุนไพรในเมืองตอนที่ท่านตาไม่อยู่ด้วย และได้เงินมาไม่น้อย เด็กน้อยรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะถึงแม้ท่านตาจะใจดี แต่การที่หลานสาววัย 9 หนาว อย่างนางแอบไปทำอะไรเองโดยไม่บอกกล่าว ย่อมเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่น่าจะยอมง่าย ๆ เพราะมันอันตรายมาก ๆ หากเจอคนไม่ดีเข้า

ไปหลันคิดหนักอยู่สองสามวัน

ทว่าช่วงสายของวันนี้ ไป๋หลันก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาท่านตาในเรือนที่กำลังนั่งแกะไม้ทำเครื่องใช้บางอย่างอยู่

“ท่านตา…หลันเอ๋อร์มีเรื่องจะบอกเจ้าค่ะ” เด็กน้อยเดินเข้าไปใกล้พร้อมเกาะชายเสื้อท่านตาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“ว่าไงหลันหลันน้อย มีเรื่องอะไรจะเล่าให้ท่านตาฟังอย่างนั้นหรือ? บอกตาได้ทุกเรื่องนะ” ไป๋หย่งฉีเงยหน้าขึ้นมามองหลานสาวด้วยสายตาอ่อนโยน

ไป๋หลันสูดลมหายใจลึก ก่อนเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งการเจอเห็ดหลินจือในป่าหลังบ้านตอนเข้าป่าไปกับท่านตา ไปจนถึงการนำมันไปขายที่ร้านสมุนไพรและได้เงินมา “หลันเอ๋อร์มิได้ตั้งใจจะปิดบังนะเจ้าคะ แต่หลันเอ๋อร์ลืม แต่พอนึกขึ้นได้หลานกลัวว่าท่านตาจะโกรธ…”

ไป๋หย่งฉีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ และยกมือขยี้ศีรษะหลานสาวด้วยความเอ็นดู

“เจ้าช่างเป็นเด็กรู้ความ ทั้งยังว่องไวและเฉลียวฉลาดจริง ๆ หลันเอ๋อร์ แต่สิ่งสำคัญคือเจ้าต้องไม่ทำอะไรเพียงลำพังอีก เข้าใจหรือไม่? การนำมันเข้าไปขายโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแลมันอันตรายมาก หากหลงจู้ที่นั้นเกิดเป็นคนไม่ดีขึ้นมา เจ้าเองอาจได้รับอันตรายได้”

“เจ้าค่ะ หลันเอ๋อร์เข้าใจแล้ว และจะไม่ทำแบบนั้นอีก” ไป๋หลันพยักหน้ารับอย่างจริงจัง ความโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก นางยิ้มกว้างจนท่านตายิ้มตาม

นางยังเป็นเพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง เขาเองก็ต้องค่อย ๆ สั่งสอนนางไปทีละนิด แม้ว่าครั้งนี้ที่หลานสาวทำลงไปมันจะอันตราย ทว่าเรื่องมันก็เกิดไปแล้ว กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่กล่าวว่าหรือดุด่านาง

“แล้วหลานขายมันได้เยอะหรือไม่?”

“หึหึหึ เยอะเจ้าค่ะ เยอะมาก ๆ” พูดจบนางก็วิ่งกลับไปที่ห้องนอน แล้ววิ่งกลับมาพร้อมกับถุงเงินใบเก่าสีซีด แล้วนำมันไปยื่นตรงหน้าชายชรา “ท่านตาลองเปิดดูสิเจ้าคะ”

“นะ... นี่มัน ข้ามิได้ดวงตาฟ่าฟางใช่หรือไม่?” ไป๋หย่งฉีถึงกับเอ่ยติดขัด มือไม้สั่นจนแทบความคุมไม่อยู่ เมื่อเห็นจำนวนเงินอยู่ด้านใน แต่พอเอาออกมานับเท่านั้นแหละ นี่มันเยอะถึงสองห้าสิบตำลึงทองเลยนะ ชีวิตนี้ทั้งชีวิตตัวเขาแทบไม่เคยจับเงินถึงสิบตำลึงทองด้วยซ้ำ แต่นี่มันยิ่งกว่าฝันไปเสียอีก โอ้ย! จะเป็นลม

“เอ๊ะ! ท่านตา ตื่นเจ้าค่ะ อย่าเพิ่งเป็นลม หลันเอ๋อร์แบกท่านตาไม่ไหวหรอกนะ”

แทนที่เขาจะได้เป็นลมล้มพับ พอเจอคำพูดของหลานสาวเข้าไป ชายชราถึงกับนิ่งค้างลืมสิ้นว่าตนเองกำลังจะเป็นลมหมดสติ “เพ้ย! เจ้าเด็กนี่”

“แหะ ๆ หลานขอโทษเจ้าค่ะที่ขัดจังหวะ”

“ช่างเถอะ ๆ”

“เงินพวกนี้ท่านตาเก็บไว้นะเจ้าคะ หลันเอ๋อร์ยังเด็กไม่เหมาะที่จะมีเงินติดตัวเยอะ ๆ แบบนี้”

“ได้ ๆ ตาจะรับฝากไว้ให้ก่อน ถึงอย่างไรเงินนี่ก็เป็นของหลานที่หามาได้”

“เงินหลาน ก็เหมือนเงินของท่านตานั่นแหละเจ้าค่ะ ท่านตาเก็บไว้นะเจ้าคะ เอาไปซื้อของกินเยอะ ๆ ก็ได้ เอ...หรือว่า!”

“ว่าอันใด...”

“ท่านตาเราต่อเติมและซ่อมแซมบ้านดีไหมเจ้าคะ เวลาฝนตกเราจะได้ไม่ตัวเปียก อีกอย่างดูสิเจ้าคะหลังคางี้เป็นรูเยอะเหมือนดาวบนท้องฟ้าเลย”

“ก็จริงอย่างที่หลานว่ามา ตาขอโทษนะหลันหลันน้อย ที่ยังดูแลเจ้าได้ไม่ดีพอ” เขาอายุก็ปูนนี้แล้ว แต่กลับไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเลย ทั้งยังพาหลานสาวอดมื้อกินมื้อ จนร่างกายซูบตอบ เสื้อผ้าก็เก่าซีดจนแทบไม่รู้ว่าก่อนหน้าเป็นสีอะไร ทั้งตัวมีแต่รอยปะชุ่น

“ท่านตาไม่ต้องคิดมากนะเจ้าคะ หลันเอ๋อร์มิได้รู้สึกน้อยใจอะไรเลย ต่อให้ต้องใส่เสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น หรือมิได้กินเนื้อเหมือนเด็กคนอื่น หลันเอ๋อร์ก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย” พูดจบไป๋หลันเดินเข้าไปกอดเอวท่านตาแน่น เพื่อยืนยันว่าสิ่งนางพูดไม่ใช่แค่ทำให้เขาสบายใจ แต่มันคือสิ่งที่นางคิดไว้จริง ๆ

ไป๋หย่งฉีได้ฟังถึงกับน้ำตาซึม แล้วเอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือ “ตาเข้าใจแล้ว ไว้ตาจะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เจ้าสักสองสามชุด แล้วซื้อขนมให้เจ้ากินบ่อย ๆ ดีหรือไม่?”

“ดีเจ้าค่ะ แต่ท่านตาก็ต้องซื้อของตนเองด้วยนะเจ้าคะ รวมไปถึงซ่อมแซมบ้านให้แข็งแรงและมั่นคงกว่าเดิม”

“หลานว่าอย่างไร ตาก็ว่าตามนั้น”

“แล้วเราจะบอกกับชาวบ้านคนอื่นว่าอย่างไรล่ะเจ้าคะ หากจู่ ๆ เรามีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ ทั้งยังเรื่องบ้านอีก”

“ตาว่าเราต้องหาวิธีที่ให้ชาวบ้านเห็นว่า เราได้เงินจากการขายอะไร”

“ขอหลันเอ๋อร์คิดสักครู่”

เด็กน้อยนั่งขบคิดอยู่ชั่วครู่ จู่ ๆ ไป๋หลันก็คิดไอเดียใหม่ขึ้นมาได้ นางหันมองท่านตาอย่างกระตือรือร้น “ท่านตา! เราลองจับปลาไปขายกันดีหรือไม่เจ้าคะ?”

ไป๋หย่งฉีหัวเราะ “แล้วเจ้าคิดหรือว่าเราจะจับปลาได้มากพอที่จะนำไปขายได้?”

“หลานมีวิธีเจ้าค่ะ!” เด็กน้อยพูดพลางดีดนิ้วเสียงดังเปาะ ทำให้ท่านตาส่ายหัวพร้อมรอยยิ้ม

จากนั้นนางก็เริ่มอธิบายแผนการอย่างละเอียด “เราจะขุดหลุมตรงริมลำธารเจ้าค่ะ ทำหลุมให้ลึกพอประมาณและใหญ่พอสมควร เมื่อเราขุดเสร็จแล้วก็นำเอาเศษอาหารหรือข้าวคลุกน้ำไปวางล่อปลา จากนั้นเราปล่อยทิ้งไว้ทั้งคืน พอรุ่งเช้า เราค่อยกลับมาดูอีกรอบ ปลาจะตกลงไปในหลุมและออกมาไม่ได้!”

ไป๋หย่งฉีฟังอย่างสนใจ แม้จะแอบขำและทึ่งในความคิดสร้างสรรค์ของหลานสาว แต่ก็เห็นด้วยว่าน่าลองดู “ได้ ๆ ลองดูก็ไม่เสียหายอะไร”

ตกเย็นวันนั้นสองตาหลานช่วยกันขุดหลุมริมลำธาร ไป๋หย่งฉีต้องใช้แรงเล็กน้อยเพราะหลุมต้องใหญ่พอสมควร ส่วนไป๋หลันคอยช่วยนำเศษอาหารและน้ำล่อปลาวางไว้ในหลุม

“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ ท่านตา! พรุ่งนี้เช้าปลาคงจะมาเยอะแน่ ๆ” เด็กน้อยยืนเท้าสะเอวด้วยความภูมิใจ

“เจ้ามั่นใจเสียจริงนะหลันเอ๋อร์” ไป๋หย่งฉีพูดพลางหัวเราะเบา ๆ

รุ่งเช้า ไป๋หลันแทบไม่รอให้แสงอาทิตย์ส่องเต็มฟ้า นางปลุกท่านตาให้ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปดูหลุมดักปลาความตื่นเต้น

“ท่านตาเร็วเข้า! หลันเอ๋อร์อยากรู้ว่าจะมีปลากี่ตัวกันที่ติดกับดักของเรา!” นางพูดพลางจูงมือท่านตาเดินอย่างเร่งรีบ

เมื่อไปถึงหลุมดักปลา สิ่งที่เห็นทำให้เด็กน้อยร้องด้วยความดีใจ “ว้าว! ดูสิท่านตา! ปลาเต็มหลุมเลย!”

ในหลุมมีปลาหลายสิบตัวว่ายวนอยู่ ดูเหมือนว่าวิธีของไป๋หลันจะได้ผลเกินคาด ไป๋หย่งฉีเองก็อดยิ้มไม่ได้กับผลงานของหลานสาว นางช่างฉลาดนัก ขนาดเขายังคิดถึงไม่เลยว่าจะมีวิธีจับปลาเช่นนี้ด้วย

“เจ้าช่างฉลาดเกินวัยจริง ๆ หลันเอ๋อร์ ตาภูมิใจในตัวเจ้ามาก” ท่านตาพูดพร้อมลูบหัวหลานสาวเบา ๆ

“หลานเก่งใช่ไหมล่ะ” คำชมของท่านตาทำเอานางยิ้มแป้น

“ดู ๆ ไปแล้วตาว่าเราคงได้นำมันเข้าไปขายในเมืองอีกครั้งแน่ ๆ”

“หลันเอ๋อร์ไปด้วยนะเจ้าคะ”

“ได้สิ”

สองตาหลานช่วยกันตักปลาขึ้นมาใส่ถังไม้ที่เตรียมไว้ ด้วยจำนวนปลาที่ได้มากเกินคาด พวกเขาตัดสินใจจะนำปลาเหล่านี้เข้าไปขายในเมืองทันที ไป๋หย่งฉีจึงไปขอเช่าเกวียนเทียมของบ้านซ่ง ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเค่อชายชราก็กลับมาพร้อมเกวียนเทียม

“ไปกันเถอะหลันหลันน้อย”

“รอหลันเอ๋อร์สักครู่นะเจ้าคะ ฮึบ!” เกิดมาขาสั้นช่างลำบากนัก จะขึ้นจะลงก็ยากเย็นเสียเหลือเกิน เฮ้อ...

ไป๋หย่งฉีทนมองเห็นภาพตรงหน้าไม่ได้ เขาจึงวางถังปลาในมือลง แล้วเดินมาอุ้มหลานสาวขึ้นนั่งบนเกวียนเทียมแทน “เอาล่ะ! ทีนี้ก็ไปนั่งดี ๆ รอตาสักครู่”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านตา” ไป๋หลันนั่งไกว่ขารออย่างเรียบร้อย ไม่นานชายชราก็ยกถังปลาใบสุดท้ายเสร็จ

“เสร็จแล้ว เราออกเดินทางกันเถอะ”

“ท่านตา แล้วเราจะขายปลาให้ร้านไหนดีเจ้าคะ?” ไป๋หลันถามพลางนั่งเท้าคางมองถังปลาด้วยสายตาเป็นประกาย ในขณะที่นั่งอยู่บนเกวียนเทียม

“ถ้าเจ้าอยากได้ราคาดี เราควรนำไปขายให้เหลาอาหารขึ้นชื่อ พวกเขาน่าจะต้องการปลาสด ๆ แบบนี้” ไป๋หย่งฉีเสนอ

“งั้นก็ไปกันเลยเจ้าค่ะ หลันเอ๋อร์ชอบเงิน ข้าจะรวยแล้ว!” นางพูดพร้อมยิ้มกว้างจนดวงตาเป็นประกาย

"มิใช่ว่าเจ้ารวยอยู่แล้วหรือ?"

"โอ๊ะ! จริงด้วย หลันเอ๋อร์เป็นคนรวยแล้ว ฮิฮิฮิ" นางล่ะอย่างชอบ เป็นคนร๊วย คนรวย

ผ่านไปสองเค่อ

ไป๋หย่งฉีและไป๋หลันก็มาถึง ทั้งสองพากันมุ่งหน้าไปยังเหลาอาหารชื่อดังของเมือง เจ้าของร้านซึ่งเป็นชายวัยกลางคนดูภูมิฐาน ทันทีที่เห็นปลาสดใหม่จำนวนมากในถังไม้ ก็แสดงสีหน้าพอใจทันที

“เถ้าแก่ รับซื้อปลาหรือไม่?”

“ซื้อสิ ว่าแต่ปลาของท่านยังสดหรือเปล่า”

“ยังสดใหม่อยู่เลย อีกทั้งปลายังไม่ตายขอรับ”

“นี่ปลาสดใหม่ทั้งหมดหรือ? ดูดีทีเดียว แต่พวกเจ้าจะขายในราคาเท่าไร?” เจ้าของร้านถามด้วยความสนใจ ยิ่งเห็นว่าปลาทั้งหมดยังไม่ตาย

ไป๋หลันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ท่านตาเป็นคนตอบด้วยน้ำเสียงสดใส “ปลาเราสดที่สุดในเมืองนะเจ้าคะ ท่านลุงจะต้องจ่ายให้เราในราคาที่ดีที่สุด!” จะไม่สดยังไงไหว ปลายังไม่ตายเสียหน่อย ไหนจะแทบไม่มีบาดเลยด้วยซ้ำ

ชายเจ้าของร้านหัวเราะในความน่ารักของเด็กน้อย ก่อนต่อรองราคากับไป๋หย่งฉีอย่างจริงจัง แต่ระหว่างนั้น ไป๋หลันกลับเป็นคนคอยช่วยตบมุก ทำให้บรรยากาศการเจรจาไม่เคร่งเครียดจนเกินไป

“ท่านตาเจ้าคะ ถ้าท่านลุงจ่ายน้อยกว่านี้ หลันเอ๋อร์ว่าเราน่าจะเอาปลาไปขายให้ร้านข้าง ๆ ดีกว่านะเจ้าคะ” เด็กน้อยพูดพลางทำหน้าจริงจัง

“ฮ่า ๆ เจ้าเด็กคนนี้ น่ารักเสียจริง เอาล่ะ ๆ ข้ายอมจ่ายเพิ่มก็ได้” เจ้าของร้านหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เด็กสาวคนนี้ดูฉลาดและเด็ดขาดไม่น้อย กล้าพูดต่อรองโดยไม่หลบสายตาแม้แต่นิดเดียว

ในที่สุด พวกเขาก็ปิดการขายได้ในราคาที่น่าพอใจ ทั้งสองตาหลานเดินกลับบ้านด้วยความสุข พร้อมถุงเงินหนักอึ้ง ก็แน่ล่ะ! ได้มาตั้งห้าสิบแปดตำลึงเงินกับอีกสี่ร้อยอีแปะ

ทั้งสองเดินไปหาที่ปลอดภัยและหลบสายตาผู้อื่น เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจริง ๆ ไป๋หลันก็รีบแกะถุงเงินออกมานับใหม่อีกรอบทันที “ท่านตา เรารวยแล้วจริง ๆ นะเจ้าคะ!” นางพูดด้วยดวงตาเปล่งประกาย ดียิ่งนักเงินไม่ขาดแม้แต่อีแปะเดียว

ไป๋หย่งฉีหัวเราะ “เจ้ารวยแล้วจะทำอะไรต่อเล่า?”

“หลันเอ๋อร์อยากซื้อขนม อยากซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ท่านตาด้วยเจ้าค่ะ” เด็กน้อยพูดพร้อมยิ้มกว้าง

“เจ้านี่ช่างคิดถึงคนอื่นเสมอ ตาไม่ต้องการเสื้อผ้าชุดใหม่หรอก แต่เจ้าเก็บเงินไว้เพื่ออนาคตของเจ้าดีกว่า” ท่านตาพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

ไป๋หลันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แม้จะเป็นเพียงเด็ก 9 หนาว แต่คำสอนของท่านตาทำให้นางรู้สึกว่าต้องวางแผนให้ดี

ในเย็นวันนั้น สองตาหลานนำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อข้าวของจำเป็นและของกินอร่อย ๆ กลับมาที่บ้าน พวกเขานั่งล้อมวงกินอาหารด้วยกัน พร้อมหัวเราะพูดคุยอย่างสนุกสนาน ส่วนตั๋วเงินที่ไปหลันฝากไว้กับท่านตา ก็ได้นำไปฝากที่โรงฝากเงินมั่วหลี่

“ท่านตา ท่านว่าหลันเอ๋อร์ฉลาดหรือไม่เจ้าคะ?” เด็กน้อยถามพร้อมอมยิ้ม

“ฉลาดมากที่สุดในหมู่บ้านเลยล่ะหลันหลันน้อย แต่หลานยังต้องเรียนรู้อีกมาก” ไป๋หย่งฉีตอบพร้อมลูบหัวหลานสาวเบา ๆ คนฉลาดใช่ว่าจะไม่พลาดพลั้งทุกการกระทำล้วนต้องคิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน มิเช่นนั้นหากเกิดพลาดพลั้งขึ้นมามันจะยิ่งทำให้มีปัญหานับไม่ถ้วนตามมาไม่รู้จบ

“งั้นหลันเอ๋อร์จะเรียนรู้จากท่านตาให้เยอะ ๆ เลยเจ้าค่ะ” นางตอบอย่างมั่นใจ ก็มีคนพูดว่า เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่ขบ เอ้ย! ไม่กัด ฮ่าฮ่าฮ่า

และคืนวันนั้นมีเสียงหัวเราะและความอบอุ่นของสองตาหลานเติมเต็มบ้านหลังเล็ก ๆ จนดูสว่างไสวราวกับมีแสงจันทร์ส่องถึง ความสุขที่เกิดขึ้นทำให้ไป๋หลันรู้สึกว่าชีวิตใหม่ในโลกจีนโบราณแห่งนี้ช่างงดงามยิ่งนัก และมันก็ไม่ได้แย่อะไรเลย นางกลับยิ่งชอบที่นี่มากขึ้นเรื่อย ๆ อนาคตภายภาคหน้านางจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้ท่านตาไม่ต้องตรากตรำทำงานหนักอีกต่อไป
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel