ตอนที่ ๖ ตกปลา
ช่วงเช้าของวันต่อมา
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้ไผ่ในห้องเล็ก ๆ ของไป๋หลันให้ดูอบอุ่นขึ้น เด็กน้อยวัย 9 หนาว ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตั้งแต่ทะลุมิติมายังโลกจีนโบราณแห่งนี้ เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วอยู่นอกหน้าต่าง ราวกับเชิญชวนให้ออกไปสัมผัสธรรมชาติ ดวงตากลมโตจ้องมองไปนอกหน้าตาตาแป๋ว
ไป๋หลันรู้ดีว่าวันนี้เป็นวันที่นางตั้งตารอ ตั้งใจจะชวนท่านตาไปนั่งตกปลาที่ริมลำธาร ใจนางพองโตด้วยความตื่นเต้นจนทนไม่ไหว ร่างเล็กรีบลุกจากเตียงไม้ไผ่ เดินย่องไปยังห้องครัวเล็ก ๆ เพื่อเตรียมอุปกรณ์และข้าวของที่จำเป็น พร้อมกับตระเตรียมทำอาหารมื้อเช้าของวันนี้อย่างกระตือรือร้น
“อา หลันหลันน้อยตื่นแต่เช้าอีกแล้วหรือ?” เสียงของไป๋หย่งฉี ท่านตาผู้ใจดีของนางดังขึ้นมาจากห้องข้าง ๆ เมื่อได้ยินเสียงขลุกขลักในครัว พร้อมกับกลิ่นอาหารที่ลอยออกมา
“เจ้าค่ะท่านตา วันนี้หลันเอ๋อร์จะไปตกปลากับท่านตาไงเจ้าคะ!” ไป๋หลันตอบด้วยเสียงสดใสพลางขยับเก็บของลงตะกร้าเล็ก ๆ ที่นางถักเองเมื่อสองวันก่อน ปากก็พูดเจื้อยแจ้ว ทว่ามือเล็กนั่นกลับหยิบจับของลงตะกร้าอย่างคล่องแคล่ว
“วันนี้ทำอะไรกินอย่างนั้นหรือ? หลันหลันน้อย”
“มีข้าวต้มเผือกเจ้าค่ะ แล้วก็ผัดผักกาดขาว อีกจานนึงที่หลันเอ๋อร์กำลังทำก็จะเป็นไชโป๊วหวานผัดไข่ ฮิฮิฮิ อาหารจานนี้ทำง่ายมาก ๆ เลยเจ้าค่ะ เพียงแค่...”
ตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไป ใส่พริกกับกระเทียมผัดพอหอม ใส่ไชโป๊หวานลงไปผัดให้เข้ากัน ตอกไข่ไก่ใส่ชามแล้วตีผสมให้เข้ากัน เทลงในกระทะที่มีส่วนผสมไชโป๊ว ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย ซอสปรุงรส และผงปรุงรสที่นางหาซื้อมาได้อย่างยากลำบาก แล้วชิมรสชาติให้ถูกปาก พอสุกตักใส่จานก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ทีนี้กินกับข้าวต้มอร่อยมาก ๆ กินกับข้าวสวยก็ไม่เลี่ยนเพราะมีรสเผ็ด
ไม่ยักรู้ว่าหลานสาวของเขาจะทำอาหารได้น่ากินถึงขนาดนี้ ไหนจะกลิ่นหอม ๆ ยั่วน้ำลายนั่นอีก “แค่ได้กลิ่น... ท้องตาก็ส่งเสียงประท้วงแล้วล่ะหลันหลันน้อย”
“รอสักครู่นะเจ้าคะ ขอหลานตั้งโต๊ะก่อน” ไป๋หลันเดินไปจะยกชามข้าวต้มมาวางไว้ที่โต๊ะ ทว่าเด็กน้อยกลับโดนผู้เป็นตายกตัดหน้าออกมาเสียก่อน นางจึงหันไปยกจานอาหารออกมาแทน
“มา ๆ ตาช่วย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านตา”
สองตาหลานต่างลงมือช่วยกันคนละไม้คนละมือ ไม่นานพวกเขาทั้งสองคนกินมื้อเช้าเสร็จ
หลังมื้อเช้าที่เรียบง่าย สองตาหลานต่างถือจอบและตะกร้าใส่เหยื่อออกเดินตรงไปยังหลังบ้านที่เป็นแหล่งหาไส้เดือนอย่างดี
“ท่านตา ตรงนี้เหยื่อเยอะจริง ๆ เจ้าค่ะ!” เด็กน้อยชี้ไปยังจุดที่ดินชุ่มน้ำ จากนั้นนางก็ก้มหน้าก้มตาขุดหาไส้เดือนอย่างกระตือรือร้น ใบหน้ากลม ๆ ของนางเปื้อนดินจนดูน่าขัน แต่สายตาของไป๋หย่งฉีกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“หลันเอ๋อร์ ระวังขุดเจอหินจนจอบหักเสียล่ะ” ท่านตาแกล้งหยอกพร้อมหัวเราะเบา ๆ
“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ หลันหลันระวังอยู่แล้ว!” นางหันมายิ้มโชว์ฟันน้ำนมที่ยังไม่ครบแถวด้วยความภาคภูมิใจ เพราะซี่ที่เหลือคือฟันแท้ อันนั้นไม่นับนะ วะฮ่าฮ่าฮ่า ไป๋หลันยืนท้าวสะเอวหัวเราะดังลั่นจนชายชราถึงกับส่ายหัว
“มัวแต่หัวเราะ ระวังจะไม่มีเหยื่อไปตกปลานะหลันหลันน้อย”
“ไม่มีทางเจ้าค่ะ หลันหลันเสียอย่าง แค่นี้สบายมาก” ไป๋หลันยืนกอดอกหลังตรง เชิดคอตั้งอย่างถือดี แต่เพียงครู่เดียวก็หลุดขำออกมาพร้อมกับท่าทางตลก ๆ ของตนเอง ไม่ไหว ๆ ทำลงไปได้ยังไงก่อน
เมื่อแสงแดดเริ่มทอดลงมามากขึ้นจนเป็นช่วงต้นยามเฉิน สองตาหลานก็เดินมาถึงลำธารที่เต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น เสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ทำให้บรรยากาศดูสงบใจ ไหนจะเสียงนกน้อยที่ส่งเสียงขับขานยามเช้า
“เราจะไปตกปลาตรงไหนดีล่ะท่านตา” เดินมาได้สักระยะ ร่างเล็กก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“ที่นี่แหละ ดีที่สุด” ไป๋หย่งฉีเอ่ยพลางวางอุปกรณ์ตกปลาลง
ไป๋หลันก็มิรอช้า รีบจัดแจงคันเบ็ดที่ทำขึ้นเองอย่างตั้งอกตั้งใจ นางได้แรงบันดาลใจมาจากที่เคยดูหนังย้อนยุคในโลกปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับดูตลกจนท่านตาหลุดหัวเราะ
“หลันหลันน้อย นี่เจ้าทำเบ็ดหรือไม้ตีปลา?” ท่านตาหยอกล้ออีกครั้ง ทำให้เด็กน้อยแก้มป่องพองด้วยความขัดเขิน แหม่... ก็เพิ่งเคยลงมือทำครั้งแรกนี่น่า
“ท่านตาอย่าล้อหลานสิ! หลันเอ๋อร์พยายามสุดฝีมือสุดความสามารถแล้วนะเจ้าคะ!” นางเถียงเสียงอ่อนปนหัวเราะ
“ได้ ๆ ตาไม่ล้อเจ้าแล้ว มาเถอะตกปลากันดีกว่า”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อทุกอย่างพร้อม สองตาหลานก็นั่งเรียงเคียงกันที่ริมลำธาร ปล่อยเบ็ดลงน้ำและนั่งรอด้วยความสงบ ไป๋หลันนั่งแกว่งขาไปมาและคอยชวนท่านตาคุยจ้อไม่หยุด
“ท่านตา ท่านตกปลามากี่ปีแล้วเจ้าคะ?”
“มากกว่าที่หลันหลันน้อยจะนับไหวเสียอีก” ท่านตาตอบพลางยิ้ม
“แล้วท่านตาเคยตกได้ปลาตัวใหญ่ขนาดไหนเจ้าคะ?” เด็กน้อยยังคงส่งเสียงถามเจื้อยแจ้วไม่รู้เบื่อ ทว่าชายชรากลับไม่รู้สึกรำคาญใจแต่อย่างใด กลับชอบใจเสียด้วยซ้ำที่หลานสาวช่างพูดช่างเจรจา
“ตัวใหญ่จนหลันเอ๋อร์ต้องช่วยแบกกลับบ้านยังไงล่ะ”
ไป๋หลันหัวเราะเสียงใส คำตอบของท่านตาทำให้นางมองภาพในจินตนาการเป็นเรื่องตลก พลันเสียงปลากระโดดน้ำดังขึ้นใกล้ ๆ ทำให้นางสะดุ้ง
“ท่านตา! ท่านตา! ปลากินเบ็ดแล้ว!” เด็กน้อยร้องเสียงดังพร้อมดึงคันเบ็ดขึ้นด้วยแรงทั้งหมด แต่แรงน้อย ๆ ของนางไม่พอ จึงต้องเรียกท่านตามาช่วย
“ใจเย็น ๆ หลันเอ๋อร์ อย่าดึงแรงไป ประเดี๋ยวเบ็ดจะสายขาดเสียก่อน” ไป๋หย่งฉีรีบเข้ามาช่วยจับคันเบ็ด ดึงขึ้นมาอย่างชำนาญ ในที่สุดปลาตัวโตตัวหนึ่งก็ถูกยกขึ้นมาจากน้ำ
“ว้าว! ตัวใหญ่จริงด้วย!” เด็กน้อยดีใจจนกระโดดโลดเต้น ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
“ตัวเท่านี้เก่งจริงเชียว ตกได้ปลาตัวโต”
“แน่นอน แน่นอน! ก็หลันเอ๋อร์เป็นหลานท่านตา จึงไม่แปลกที่จะเก่งเหมือนท่านด้วย” ร่างเล็กยิ้มแฉ่งจนตาหยี
สองตาหลานตกปลาไปเรื่อย ๆ จนเกือบเต็มตะกร้า ในระหว่างนั้นบทสนทนาเฮฮาไม่ขาดสาย
“ท่านตา ทำไมปลาถึงไม่พูดเหมือนเราเจ้าคะ?” ไป๋หลันถามขึ้นด้วยความสงสัย แม้จะกระดากปากไปเสียหน่อย แต่มันก็ต้องเล่นให้สมวัยหน่อยละนะ วะฮ่าฮ่าฮ่า!
“เพราะถ้าพูดได้ เจ้าคงไม่กล้ากินมัน” ท่านตาตอบอย่างจริงจัง ทำให้เด็กน้อยเผลอหัวเราะจนตัวงอ
“งั้นถ้าปลาบอกว่า ‘อย่ากินข้าเลย’ หลันหลันน้อยจะทำยังไง?” นางทำท่าทางเลียนเสียงปลาเล่น ทำเอาท่านตาส่ายหัวด้วยความเอ็นดู
“ข้าคงต้องบอกว่า ขออภัยนะเจ้าปลาน้อย ตอนนี้ข้าหิวขอกินเจ้าก่อน!” ท่านตาตอบติดตลก ทำให้เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั้งริมลำธาร
เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ สองตาหลานจึงเก็บของและพาปลาที่ได้กลับบ้าน นางช่วยท่านตาทำอาหารมื้อค่ำด้วยปลาที่ตกมาได้ ส่วนตัวอื่นที่ยังมีชีวิตนางและท่านตาได้นำไปปล่อยไว้ในโอ่งหลังบ้าน
“ท่านตา หลันเอ๋อร์ว่าเราน่าจะเปิดร้านขายปลาดีนะเจ้าคะ ดูสิ เราเก่งขนาดนี้!” นางพูดด้วยความภาคภูมิใจ
“หึ ๆ เจ้ายังต้องฝึกอีกเยอะหลันเอ๋อร์” ท่านตาตอบพลางหัวเราะ
ในค่ำคืนนั้น กลิ่นหอมของปลาย่างลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน เสียงหัวเราะของสองตาหลานดังก้องเป็นความอบอุ่นที่ยากจะลืม
“ท่านตา ท่านรู้ไหมเจ้าคะ ว่าหลันหลันรักที่นี่มากขึ้นทุกวันเลย!” เด็กน้อยพูดพร้อมยิ้มแป้น
“ตาก็รักหลันหลันน้อยมากขึ้นทุกวันเหมือนกัน” ท่านตาตอบกลับเบา ๆ เพราะนางคือความสุขเดียวที่บุตรสาวทิ้งไว้ให้ แต่ว่าวันนี้เขารู้สึกสนุกและมีความสุขมาก ๆ เหมือนกับว่าเขาได้ย้อนกลับไปตอนที่บุตรสาวยังอยู่ พวกเขาก็เคยไปนั่งตกปลาด้วยกันแบบนี้ ช่างเป็นความทรงจำที่น่าคิดถึงจริง ๆ
ส่วนไป๋หลันนั้น วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เต็มไปด้วยความสุขในชีวิตของนาง