ตอนที่ ๔ เข้าเมือง
ยามเหม่า (05:00 – 06:59 น.)
ภายในห้องนอนเล็ก ๆ ของนางยังคงเงียบสงัด โต๊ะไม้เก่าคร้ำครึถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยมีกลิ่นอายอบอุ่นแบบชนบท ผ้าม่านเก่าผืนบางเบาปลิวไสวตามลมอ่อน ๆ เปิดทางให้แสงอ่อนจางของยามรุ่งสางเข้ามาแต่งแต้สีสันแก่ห้องนอนสีซีด ไป๋หลันยกมือขึ้นขยี้ตาเล็กน้อยเพื่อไล่ความง่วงงุน ก่อนจะดึงผ้าห่มออกจากตัวอย่างเชื่องช้า
เสียงไก่ขันจากนอกบ้านดังเป็นระยะ สลับกับเสียงลมพัดใบไม้สั่นไหว นางสูดลมหายใจเข้าลึก สัมผัสกลิ่นหอมของดินชื้นและหมอกที่ลอยมาจากทุ่งนาของชาวบ้าน เด็กน้อยพาตัวเองลุกจากเตียง เดินเท้าเปล่าไปยังหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไกลสุดขอบฟ้ากว้าง
ทุ่งหญ้าและต้นข้าวที่ถูกเคลือบด้วยหยาดน้ำค้างยามเช้าแวววาวราวกับถูกปกคลุมด้วยอัญมณี ดวงอาทิตย์ที่เริ่มฉายแสงอ่อนสีทองเปลี่ยนโลกให้ดูมีชีวิตชีวา ไป๋หลันยืนพิงกรอบหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ความเงียบสงบที่รายล้อมที่ให้นางรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเป็นแค่ของนางคนเดียว
เพียงไม่นาน นางก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากในห้องครัว พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของโจ๊กและสมุนไพรโชยมาเบา ๆ ไป๋หลันได้กลิ่นหอมของโจ๊กถึงกับท้องร้องออกมา จนนางตัดสินใจที่จะเดินออกไปหาท่านตา
“อืม... ก่อนไปขอนอนบิดขี้เกียจสักครู่หนึ่งก่อนแล้วกัน”
หาววววว!
ด้านไป๋หย่งฉีกำลังก้าวเท้าเข้ามาเพื่อปลุกหลานสาวตัวน้อย แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นนางนอนอ้าแขนอ้าขา อ้าปากหาวเสียกว้างหมดภาพลักษณ์ของสตรีที่พึงมี
‘หมดกันหลานข้า’
ก่อนดึงสติกลับมาจากภาพตรงหน้า
“แฮ่ม!! หลันหลันน้อย ได้เวลาแล้วหากชักช้าจะสายเอาได้นะ”
หืม เช้าแล้วหรือ เด็กน้อยหันมองประตูตามเสียงเรียก พบว่าท่านตานั้นได้เตรียมพร้อมตนเองเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ไยถึงได้เช้าเร็วนักเล่ายังรู้สึกว่าได้นอนไปเพียงแค่นิดเดียวเอง ให้ตายเถอะ! จะรีบเช้าไปไหนกันนะ ยังนอนไม่เต็มอิ่มเลย
“ตื่นแล้วเจ้าค่ะ” ไป๋หลันเอ่ยทั้งที่ปากยังหาวไม่หยุด
“ไหวหรือไม่หลันหลันน้อย ให้ตาไปคนเดียวก็ได้นะ เจ้ายังเด็กอยู่ควรนอนให้มาก ๆ”
“แค่นี้สบายมากเจ้าค่ะ อย่าได้ห่วงไปเลย” หลันหลันเสียอย่าง... แค่นี้สบายบรื๋อออ!
“แน่นะ”
“เชื่อใจได้เลย”
ยามเห็นแววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของนางแล้ว ชายชราอย่างเขาถึงกับกลืนคำที่จะพูดออกมาลงคอทันที เอาเถิด ในเมื่อนางบอกว่าไหวเขาเองก็จะไม่ขัด
“เช่นนั้นตาจะออกไปรอเจ้าที่ด้านนอกแล้วกันนะ”
“เจ้าค่ะ”
ไป๋หย่งฉีหันหลังกลับเดินออกไปทันทีที่พูดจบ ปล่อยให้หลานสาวจัดการธุระของตัวเองให้เสร็จ ส่วนตนเองก็ออกไปนั่งที่โต๊ะจิบชารออย่างใจเย็น พลางเหลือบมองอาหารที่ตนนำมาวางบนโต๊ะ ก่อนยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
หนึ่งก้านธูปผ่านไป เสียงใสกังวานดังขึ้นก่อนจะเห็นตัวของเด็กน้อย ไป๋หย่งฉีส่ายหน้าไปมาอย่างเอ็นดู ช่างเป็นเด็กน้อยที่ร่าเริงและเต็มไปด้วยรอยยิ้มเสียจริง ไหนจะก้อนซาลาเปาบนหัวอีกสองก้อน ที่สั่นไหวยามที่เด็กน้อยขยับหัวไปมา ช่างเหมือนมารดานางในตอนวัยเยาว์ไม่มีผิด
ยามนึกถึงบุตรสาวที่ล่วงลับไปแล้ว นัยน์ตาพลันสั่นไหวฉายแววเจ็บปวดออกมา แต่แค่ครู่เดียวก็กลับมาเรียบนิ่งดังเดิม คนที่จากไปแล้วก็แล้วไป ทว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องดิ้นรนดำเนินชีวิตต่อไป ขอแค่มีนางอยู่ด้วยกันกับเขา เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะหลันหลันน้อย คือรอยยิ้มและความสุขของตาเฒ่าเช่นเขาอย่างไรล่ะ
“ไปกันเถอะเจ้าค่ะท่านตา หลันหลันพร้อมแล้ว พร้อมมาก ๆ เลย” ไป๋หลันพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี กระดี๊กระด๊าในใจ สองมือกำกระชับเป๋าผ้าแน่น วันนี้ข้าจะรวยแล้ว รวย ร๊วย รวย...
“เกิดเรื่องดี ๆ อะไรอย่างนั้นหรือ? ยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบแทบทุกซี่แล้วหลันหลันน้อย”
“มีแน่นอนเจ้าค่ะ แต่ขอไม่บอกก่อนนะเจ้าคะ ความลับ!” ว่าแล้วเด็กน้อยก็ขยิบตาไปหนึ่งที
“หากเป็นความลับ เช่นนั้นตาก็จะไม่ถามให้มากความ”
“ดีเจ้าค่ะ” ไป๋หลันยิ้มกว้างจนตาหยี ทำเอาตาเฒ่าอย่างไป๋หย่งฉีถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
“ไอหยา! ตัวแค่นี้รู้จักมีความลับกับตาแล้วหรือนี่”
“หลันหลันเปล่าสักหน่อย ท่านตาคิดมากไปเองเจ้าค่ะ” ไป๋หลันหัวเราะคิกคักในใจ พลางแอบไขว้นิ้วไว้ด้านหลังอย่างเนียน ๆ
“อย่างนั้นหรอกหรือ” ไป๋หย่งฉีเลิ้กคิ้วถามหลานสาวตัวน้อยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“เจ้าค่ะ หลานว่าเรารีบไปกันดีหรือไม่เจ้าคะ” เมื่อเห็นว่าได้เวลาสมควรแล้วที่จะออกเดินทาง หากชักช้ากว่านี้เกรงว่า... ทั้งนางและท่านตาจะไปไม่ทันเกวียนเทียม
“ไม่ลืมอะไรใช่ไหมหลันหลันน้อย” ไป๋หย่งฉีถามย้ำอีกครั้งก่อนออกเดินทางเข้าเมืองไปขายของป่า
“ไม่ลืมเจ้าค่ะ หลันเอ๋อร์เอามาครบทุกอย่างแล้ว” ของสำคัญแบบนั้นจะลืมได้อย่างไรกัน นั่นเงินเชียวนะ! เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ คนอย่างไป๋หลันไม่มีทางพลาดหรอก นางไม่ได้งกนะ แค่คนมันอยากรวยเฉย ๆ วะฮ่าฮ่าฮ่า
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ...”
สองตาหลานเดินมุ่งหน้าไปยังลานหน้าหมู่บ้านทันที เมื่อไปถึงพบว่าเริ่มมีชาวบ้านบางส่วนขึ้นไปนั่งรอประจำที่แล้ว ไม่รอช้าไป๋หลันก็จูงมือท่านตาให้เดินตามตนเองไปขึ้นเกวียนเทียม ทว่า...
“ท่านตาเจ้าคะ” ไป๋หลันหันมองไป๋หย่งฉีน้ำตาคลอเบ้า ปากน้อย ๆ เริ่มเบะทีละนิดด้วยความอับอาย
ไป๋หย่งฉีเห็นท่าทางเช่นนั้นของหลานสาวแล้วอดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา รวมไปถึงป้า ๆ ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วก็ไม่พ้นหลุดเสียงหัวเราะด้วยความเอ็นดูออกมาเหมือนกัน “หึหึหึ มา ๆ ประเดี๋ยวตาจะอุ้มเจ้าขึ้นไปเอง”
“ฮื่อ! หลันเอ๋อร์ขออภัยเจ้าค่ะ” ร้องไห้ได้ไหม แง๊... ช่างอับอายขายขี้หน้าชาวบ้านชาวช่องสุด ๆ ไปเลย ท่านตาช่วยหลันหลันด้วย
“มาเถอะไม่เป็นไร ก็แค่หลันหลันน้อยของตาขาสั้นไปนิดเดียวเอง”
ทำไมพอฟังแล้วรู้สึกทะแม่ง ๆ อย่างไรชอบกลนะ “โถ่... ท่านตา”
“เอาเถอะ เดี๋ยวไปถึงตลาด ตาจะซื้อน้ำตาลปั้นให้ดีหรือไม่?”
“ดีเจ้าค่ะ” เสียงสดใสระคนตื่นเต้นแฝงความลิงโลด นัยน์ตาเป็นประกายวาววับ ทว่ารอยยิ้มสดใสของนางทำให้คนมองรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมา ลืมสิ้นเรื่องก่อนหน้านี้
“เช่นนั้นก็นั่งดี ๆ” ไป๋หย่งฉีเมื่อเห็นว่าหลานสาวตัวน้อยเริ่มคล้อยตามแล้ว ก็รู้สึกโล่งไปปะเลาะหนึ่ง เกวียนเทียมก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไปช้า ๆ สองตาหลานก็ยังคุยกันเจื้อยแจ้วตลอดเส้นทาง
“หลานเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” แหม่! ท่านตาคิดว่าคนอย่างไป๋หลันจะลืมง่ายเช่นนั้นหรือเจ้าคะ? ข้ามิใช่เด็กน้อยอายุ 9 หนาวจริง ๆ เสียหน่อย ปั๊ดโถ่! นางกลอกตาไปมาอย่างนึกขำขัน แต่เหมือนเด็กน้อยจะลืมไปว่ามีคนมองอยู่
‘เจ้าเด็กน้อย คิดว่าข้าไม่เห็นหรืออย่างไร’ ไป๋หย่งฉีเอื้อมมือไปเคาะหน้าผากหลานสาวหนึ่งที ด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู
โป๊กก!
“หลันเอ๋อร์เจ็บนะเจ้าคะ” เขกมาได้ นี่หัวคนนะ ไม่ใช่หัวไชเท้า เฮ้อ... หน้าผากนางจะบวมปูดขึ้นเป็นลูกมะกรูด มะนาว มะพร้าวหรือเปล่านะ
“พอ ๆ เลิกเล่นได้แล้วหลันหลันน้อย” ชายชราส่ายหัวเล็กน้อยกับการเล่นงิ้วของหลานสาว จนหญิงชราคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้น
“พาหลันเอ๋อร์ไปเที่ยวชมตลาดหรือ? ตาเฒ่าฉี”
“ใช่แล้ว ยายเฒ่าฝู” ไป๋หย่งฉีตอบฝูไฉ่ ก่อนจะกลับไปนั่งเงียบ ๆ
หญิงชราเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคล้ายไม่สนใจจะพูดคุย นางจึงหันไปหาเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มอย่างไป๋หลันแทน “แล้ววันนี้หลันเอ๋อร์ นำอะไรไปขายที่ตลาดอย่างนั้นหรือ?” ฝูไฉ่ถามซอกแซกเรื่อยเปื่อย ตามประสาคนใส่ใจเรื่องชาวบ้าน
“ก็แค่ผักป่าเจ้าค่ะท่านยาย” ไป๋หลันตอบเลี่ยงอย่างคนคร้านจะใส่ใจ แค่อ้าปากนางก็เห็นลิ้นไก่ลามไปถึงลำไส้แล้ว คนประเภทนี้ชอบนักแหละ เรื่องใส่ใจชาวบ้าน ใส่ใจทุกเรื่องอีกต่างหาก
“อ้อ”
“ข้าไม่ค่อยจะใคร่ใส่ใจผู้อื่นมากนัก หากท่านยายชอบหลันเอ๋อร์ก็ดีใจด้วยเจ้าค่ะ แต่ก็ระวังไว้นิดนึงนะเจ้าคะ”
“ทำไมรึ?”
“ประเดี๋ยวปากท่านยายจะได้สีแดงมาแต่งแต้มแทนอย่างไรล่ะเจ้าคะ”
“จริงหรือจ๊ะ! ยายละชอบนักสีแดง”
“งั้น... หลันเอ๋อร์ขอให้ท่านยายโชคดีแล้วกัน ผู้น้อยขอตัวก่อนนะเจ้าคะถึงที่หมายแล้ว”
“อ๊ะ! จริงด้วย เช่นนั้นไปเถอะ ตาเฒ่าฉีลงไปรอเจ้าแล้ว”
“เจ้าค่ะ” ไป๋หลันเดินไปหาท่านตาด้วยสีหน้าเดี๋ยวดำเดี๋ยวแดงจากการกลั้นหัวเราะ แต่แล้วเด็กน้อยก็หลุดขำออกมาอย่างไม่รักษากิริยาอีกต่อไป จนไป๋หย่งฉีอดไม่ได้จะเอ่ยถาม
“ไยหน้าตาเจ้าถึงได้บิดเบี้ยวเช่นนั้นเล่าหลันหลันน้อย ไหนจะหัวเราะเสียงดังจนผู้อื่นหันมามองด้วยความสงสัย” ชายชราถามออกไปด้วยความงุนงงในท่าทางของหลานสาว
“ก็แค่เรื่องตลกขำขันเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ ท่านตาอย่าได้ใส่ใจเลย” ไป๋หลันบอกปัด
“เอาเถอะ ๆ เช่นนั้นเราเข้าไปด้านในกัน”
“เจ้าค่ะ”
อีกด้าน หลังจากที่ไป๋หลันเดินออกไปได้ครู่ใหญ่
“ตาเฒ่าฉีช่างเลี้ยงหลานสาวได้ปากหวานยิ่งนัก” ฝูไฉ่นึกชอบใจในคำชมของเด็กสาวตัวน้อย ทว่าหญิงชรากลับไม่ได้เอะใจในคำพูดของไป๋หลันเลยสักนิด หากนางนึกคิดให้ดีก็จะรู้ได้เลยว่า ตนเองนั้นโดนเด็กตัวเล็กหลอกด่าเข้าให้แล้วว่า...