พบเจอองค์ชายรองเซียวเฟยหลง 1.1
บทที่ 5 พบเจอองค์ชายรองเซียวเฟยหลง
ขณะเดียวกัน มีสายตาคู่หนึ่งมองมาทางนางอย่างพึงพอใจ ก่อนร่างใหญ่จะออกมาจากที่ซ่อน
“ไม่คิดว่าเจ้าจะกล้าปฏิเสธการแต่งงาน และยอมแบกรับชื่อเสียงที่ถูกฝ่ายชายยกเลิกงานแต่ง แล้วยังให้บุตรสาวบ้านรองแต่เข้าเป็นอนุอีก”
ไป๋หนิงเฟิ่งหันมาตามเสียง นางพยายามทบทวนความทรงจำและรับรู้ได้ว่าเขาคือองค์ชายรอง แววตาของนางสงบเย็น นางลุกขึ้นแล้วค่อย ๆ คุกเข่าลงทำความเคารพ “คารวะองค์ชายรอง”
“ลุกขึ้นเถิด เจ้าไม่ต้องพิธีรีตองมากนัก”
นางลุกขึ้นหลังจากได้รับอนุญาต เซียวเฟยหลงเดินมาหยุดตรงหน้า “เจ้ายังไม่ได้ตอบข้า เหตุใดเจ้าทำเช่นนั้น นั่นไม่เท่ากับต้องการขัดราชโองการหรอกหรือ”
“หม่อมฉันไม่ได้ขัดราชโองการเพคะ ราชโองการส่งมาที่จวนนั้นมอบให้บุตรสาวสายรอง เพื่อแต่งเข้าไปเป็นอนุต่างหาก ไม่ใช่ให้หม่อมฉันแต่งเข้าจวนต้วนอ๋องเสียหน่อย” นางตอบกลับเสียงเรียบนิ่ง พร้อมกับเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย
เซียวเฟยหลงหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นทุ่มต่ำแต่กลับเย็นยะเยือก “เจ้ากล้ายอกย้อนดีนัก สตรีทั้งแผ่นดินต้องการแต่งเข้าจวนอ๋อง ต้องการสานสัมพันธ์กับราชวงศ์ แต่เจ้ากลับผลักไสวาสนานี้ ช่างน่าแปลกใจยิ่งนัก”
“แม้ว่าสตรีทั้งแผ่นดินต้องการ แต่หม่อมฉันไม่ต้องการเพคะ” นางตอบอย่างชัดเจน ก่อนจะเอ่ยถามกลับ “ไม่ทราบว่าองค์ชายรองมาหาหม่อมฉันด้วยเรื่องอันใด และเหตุใดพระองค์ไม่เข้ามาทางหน้าจวนเพคะ”
แววตาของชายหนุ่มมีประกายบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยออกมา “เช่นนั้นเจ้ารับผลที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เจ้าไม่รู้หรือว่าการที่เจ้าทำเช่นนี้ เป็นการท้าทายอำนาจของต้วนอ๋อง ถึงเขาจะเป็นอ๋องต่างแซ่ แต่มีความสำคัญกับราชสำนักไม่น้อย หากเขารู้ความจริงว่าถูกหักหน้า โดยที่เจ้าปฏิเสธงานแต่ง ทั้งที่เจ้าร้องขอเองเช่นนี้”
เมื่อเซียวเฟยหลงกล่าวเรื่องนี้ ไป๋หนิงเฟิ่งก็เงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะยิ้มเย็นแล้วกล่าวออกมา “ท่านอ๋องคงไม่ทำอะไรหม่อมฉันหรอกเพคะ เพราะท่านอ๋องไม่ได้รักหม่อมฉัน ย่อมเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่ไม่ต้องมีหม่อมฉันเป็นพระชายาเอก”
“แต่เจ้าลืมไปเรื่องหนึ่ง ตำแหน่งอ๋องไม่ใช่ใครจะมาล้อเล่นได้” สายตาคมกริบมองไปที่นาง ราวกับต้องการรู้ว่านางกำลังคิดเช่นไร จากนั้นชายหนุ่มหมุนตัวออกมา แล้วหายวับไปทันที
ทันทีที่เสี่ยวหลันเดินเข้ามาพร้อมกับชาชุดใหม่ ก็พบเพียงคุณหนูของนางยืนอยู่เพียงลำพัง
ไป๋หนิงเฟิ่งมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ใจครุ่นคิดถึงเรื่องที่องค์ชายรองกล่าวทิ้งท้ายไว้ นางเริ่มเป็นกังวลเช่นกัน และคิดไปถึงว่าหากต้วนอ๋องกลับมาแล้วเกิดขอราชโองการแต่งกับนาง เพราะแค้นเรื่องที่ถูกหักหน้าอย่างที่องค์ชายรองกล่าว นางจะทำเช่นไร
‘เช่นนั้นข้าจะทำเช่นไร ถึงพ้นจากเรื่องราวในชาติก่อนได้’ นางได้แค่ครุ่นคิดอย่างกังวล
ชายแดนแคว้นเซียว
กระโจมของแม่ทัพใหญ่มีนกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งบินมา แล้วถูกทหารคนสนิทท่านแม่ทัพจับไว้ ก่อนจะนำเข้ามาในกระโจม
“ท่านแม่ทัพ มีพิราบสื่อสารจากเมืองหลวงขอรับ”
นายทหารรับใช้คนสนิทรีบรายงาน เนื่องจากอยู่ค่ายทหารต้วนอ๋องจึงให้เรียกแค่ท่านแม่ทัพเท่านั้น
ต้วนโม่หยางรับมาแล้วหยิบจดหมายเล็กที่มีเพียงไม่กี่ประโยค
‘ไม่มีงานแต่ง คุณหนูไป๋ขอยกเลิก’
เมื่ออ่านจบจึงเผาจดหมายทิ้ง สายตาจับจ้องไปที่เทียนในกระโจม ในใจคิดอย่างเดือดดาล ‘กล้าดีอย่างไรถึงยกเลิกงานแต่ง ทั้งที่ข้ายังไม่บอกกล่าว’
ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากกลับเมืองหลวง ทว่าเวลานี้ศึกที่ชายแดนยังไม่จบ เขาจึงต้องรอเวลาไปก่อน สุดท้ายจึงเขียนจดหมายโดยมีเนื้อหาบางอย่างส่งกลับเมืองหลวง!
วันต่อมา
ที่จวนตระกูลไป๋มีแขกมาเยือน ซึ่งก็คือหลี่ชุยผิง
ไป๋หนิงเฟิ่งยังคงต้อนรับสหายเหมือนที่แล้วมา นางไม่แสดงท่าทีรังเกียจหรือแค้นเคืองเลยแม้แต่น้อย
“เหตุใดเจ้าถึงได้ถูกยกเลิกงานแต่งกัน หรือให้ข้าไปบอกกับบิดา ให้ท่านพ่อช่วยยื่นฎีกาถวายฮ่องเต้ดีหรือไม่ ให้เจ้ายังคงเป็นว่าที่ชายาเอกของต้วนอ๋อง” นางยื่นมือไปจับมือสหายแล้วตบเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยท่าทางหวังดี
“ขอบใจเจ้ามาก แต่ไม่ต้องหรอกชุยเผิง ข้าทำใจเรื่องนี้ได้แล้ว เจ้าไม่ต้องร้อนใจและกังวลแทนข้า” ไป๋หนิงเฟิ่งยิ้มอย่างอ่อนโยน และยังแสร้งอ่อนแอให้อีกฝ่ายเห็น
“แต่ข้าห่วงความรู้สึกของเจ้า ที่สำคัญ เหตุใดฝ่าบาทจึงได้ให้บุตรสาวสายรองตระกูลไป๋แต่งเข้าไปเป็นอนุอีก เช่นนี้ไม่เท่ากับตบหน้าเจ้าและท่านราชครูไป๋หรอกหรือ” นางยังคงแสร้งกล่าวอย่างเห็นใจ ทั้งที่ในใจกลับยิ้มเยาะ
“ข้าไม่ได้ถามน่ะ แต่เจ้าอย่ากล่าวถึงเรื่องนี้อีกเลยได้หรือไม่ ข้าไม่อยากนึกถึงอีกแล้ว จะว่าไปเมื่อใดเจ้าจะแต่งงาน คนรักของเจ้ายังไม่กลับมาอีกหรือ” ไป๋หนิงเฟิ่งแสร้งไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องสนทนา โดยถามถึงเรื่องงานแต่งของอีกฝ่าย
