บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 ไม่สบาย

ตอนที่ 7 ไม่สบาย

วันต่อมา

ฟ้ายังไม่สว่างดีลู่ชิงหว่านลืมตาตื่นขึ้นมา นางมองไปที่สามีที่นอนหลับอยู่ข้างๆ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวังไม่ปลุกให้เขาตื่น นางมองลูกชายที่นอนหลับอยู่ในเปลที่พ่อสามีเป็นคนทำให้ เมื่อเห็นว่าลูกชายยังคงหลับสนิทจึงค่อย ๆ ย่องออกจากห้องไป

ครัวยังมืดสลัว ลู่ชิงหว่านจุดตะเกียงน้ำมันเล็กๆ แล้วเริ่มก่อไฟในเตาดิน นางหยิบถ่านไม้จากกองที่เตรียมไว้มาใส่ในเตา แล้วเป่าเบาๆ ให้ไฟติด เปลวไฟสีส้มค่อยๆ ลุกโชนขึ้น ส่องสว่างให้ครัว

นางหยิบข้าวสารจากถังไม้มาล้างในอ่างน้ำ แล้วใส่ลงในหม้อดินเผา นางเติมน้ำลงไปพอประมาณ แล้ววางบนเตาที่ไฟกำลังลุกไหม้ จากนั้นนางก็หยิบผักที่เก็บมาจากสวนเมื่อวานตอนเย็นมาล้าง และเริ่มหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ

ขณะที่นางกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหาร เสียงร้องของไฉ่เฟิงก็ดังขึ้น นางรีบวางมีดลง ล้างมือ แล้วรีบเดินไปที่ห้องนอน

ไฉ่เฟิงกำลังร้องไห้ ใบหน้าน้อยๆ แดงก่ำ ลู่ชิงหว่านอุ้มเขาขึ้นมากอดไว้แนบอก

“เกิดอะไรขึ้น?” นางหันไปถามเหวินเฉาที่กำลังยืนอยู่ข้างเปล ใบหน้าของเขาดูสับสนและกังวล

“ข้าไม่ได้ทำอะไร” เหวินเฉาตอบเสียงห้วน “ข้าแค่จะอุ้มมัน ยังไม่ทันได้แตะตัวมันก็ร้องไห้แล้ว”

ลู่ชิงหว่านกอดลูกน้อยแน่นขึ้น ลูบหลังเขาเบาๆ พลางพูดปลอบ “ไม่เป็นไรนะลูก แม่อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว”

เหวินเฉาถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงไม่ชอบข้า ทุกครั้งที่ข้าเข้าใกล้ มันก็ร้องไห้”

“เขายังเล็กนัก อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับท่าน” ลู่ชิงหว่านตอบเบาๆ พยายามไม่ทำให้สามีโกรธ “ท่านลองพูดกับเขาบ่อยๆ เขาจะได้คุ้นกับเสียงของท่าน”

“ข้าไม่มีเวลามานั่งพูดกับเด็กทารก” เหวินเฉาส่ายหน้า “ข้าต้องออกไปทำงานในสวนแล้ว เจ้าดูแลมันให้ดี อย่าให้มันร้องตอนกลางคืนอีก ข้าต้องการพักผ่อน”

เขาหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ลู่ชิงหว่านยืนอุ้มลูกอยู่คนเดียว นางถอนหายใจเบาๆ มองตามแผ่นหลังของสามีด้วยสายตาเศร้าๆ

ลู่ชิงหว่านเดินกลับไปที่ครัวพร้อมกับอุ้มไฉ่เฟิงไว้ในอ้อมแขน นางวางเขาลงบนผ้าห่มเล็กๆ ที่ปูไว้บนพื้นใกล้ๆ กับที่นางทำงาน เพื่อให้สามารถมองเห็นเขาได้ตลอดเวลา

“แม่ต้องทำอาหารเช้าให้เสร็จก่อนที่ปู่กับย่าของเจ้าจะตื่น” นางพูดกับลูกน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าเป็นเด็กดีนะ อย่าร้องล่ะ”

หลังอาหารเช้า ทุกคนเริ่มออกไปทำงานในสวนผัก ลู่ชิงหว่านผูกผ้าอุ้มไฉ่เฟิงไว้ที่อกของนาง ให้เขานอนในอ้อมอกอย่างเคย แล้วเดินตามสามีและพ่อแม่สามีออกไป

แสงแดดยามเช้าส่องกระทบแปลงผักเขียวขจี ทำให้หยดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบผักเป็นประกายระยิบระยับ ลู่ชิงหว่านหยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่แล้วเริ่มเก็บผักกาดและผักชีที่โตเต็มที่แล้ว มือของนางเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วแม้จะมีลูกน้อยผูกติดอยู่กับอก

ปั๋วเฉิงและเจียงหลิงกำลังขุดดินเพื่อเตรียมปลูกผักรอบใหม่ ส่วนเหวินเฉากำลังรดน้ำต้นพริกที่ปลูกไว้อีกฝั่งหนึ่งของสวน

“ชิงหว่าน เจ้าเก็บผักให้เสร็จแล้วก็ไปช่วยเหวินเฉารดน้ำนะ” เจียงหลิงตะโกนบอก

“เจ้าค่ะ ท่านแม่” ลู่ชิงหว่านตอบรับ นางเก็บผักต่อไปอย่างขยันขันแข็ง

แดดเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป ลู่ชิงหว่านรู้สึกเหงื่อไหลซึมตามแผ่นหลัง นางหยุดพักเพื่อเช็ดเหงื่อและตรวจดูไฉ่เฟิง เด็กน้อยหลับไปแล้วในผ้าอุ้ม แต่ใบหน้าของเขาแดงกว่าปกติ

ลู่ชิงหว่านแตะมือที่หน้าผากของลูก และรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ผิดปกติ นางตกใจ รีบวางตะกร้าผักลงแล้วเดินไปหาสามี

“ท่านพี่! ไฉ่เฟิงตัวร้อนผิดปกติ ข้าคิดว่าเขาเป็นไข้”

เหวินเฉาหันมามองภรรยาและลูก เขาวางบัวรดน้ำลงแล้วเดินเข้ามาใกล้ เขาแตะมือที่หน้าผากของไฉ่เฟิงอย่างไม่แน่ใจ

“ก็ร้อนนิดหน่อย แต่วันนี้อากาศร้อน” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “เจ้าเอาเขาไปนอนในบ้านก็แล้วกัน”

“แต่ข้าคิดว่าลูกไม่สบายจริงๆ นะ ตัวเขาร้อนมาก และหน้าก็แดงผิดปกติ”

“เด็กเล็กๆ ก็เป็นนี้แหละ เดี๋ยวก็หายเอง” เหวินเฉาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ลู่ชิงหว่านไม่สบายใจ แต่ก็ไม่กล้าเถียงสามี นางพาไฉ่เฟิงกลับเข้าบ้าน วางเขาลงบนเตียง แล้วเอาผ้าชุบน้ำเย็นมาเช็ดตัวให้เขา

ไฉ่เฟิงส่งเสียงครางเบาๆ เขาอยากบอกแม่ว่าเขาเจ็บไปทั้งตัว ลู่ชิงหว่านรู้สึกใจเต้นแรงด้วยความกังวล นางไม่เคยเห็นลูกป่วยหนักแบบนี้มาก่อน

นางนั่งเฝ้าลูกอยู่ในห้องจนถึงบ่าย ไฉ่เฟิงไม่ยอมดูดนม และตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ ลู่ชิงหว่านตัดสินใจออกไปหาเหวินเฉาอีกครั้ง

เหวินเฉาที่เพิ่งกลับมาจากขายผักกำลังนั่งพักกินน้ำ เมื่อเห็นภรรยาเดินมาโดยไม่มีลูก เขาขมวดคิ้ว

“ทำไมเจ้าทิ้งเด็กไว้คนเดียว?” เขาถาม

“ท่านพี่ ไฉ่เฟิงไข้ขึ้นสูงมาก เขาไม่ยอมกินนม ข้าคิดว่าเราควรพาเขาไปหาหมอ”

“หมอ?” เหวินเฉาทำหน้าไม่พอใจ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าค่ารักษาแพงแค่ไหน? เราไม่มีเงินมากพอหรอก”

“แต่ลูกของเราป่วยหนักนะ” ลู่ชิงหว่านพยายามอธิบาย “ข้ากลัวว่าจะเป็นอันตราย”

“เจ้าช่างขี้กังวลเกินไป” เหวินเฉาส่ายหน้า “เด็กเล็กๆ เป็นไข้เป็นเรื่องธรรมดา เจ้าแค่เช็ดตัวให้เขาด้วยน้ำเย็น เดี๋ยวก็หาย”

“แต่ถ้าไม่หายล่ะ?” ลู่ชิงหว่านถาม น้ำตาเริ่มคลอ

“ก็ต้องหาย” เหวินเฉาตอบอย่างหงุดหงิด “เจ้ากลับไปดูแลเขาเถอะ ข้ายังมีงานต้องทำ”

ลู่ชิงหว่านยืนนิ่ง มองสามีที่หันหลังกลับไปทำงานในสวนต่อ นางรู้สึกสิ้นหวังและกลัว แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

นางเดินกลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เมื่อกลับมาถึงห้อง นางพบว่าไฉ่เฟิงกำลังร้องไห้เสียงอ่อน ตัวสั่นเล็กน้อย ลู่ชิงหว่านรีบอุ้มเขาขึ้นมากอด

“ลูกแม่...” นางกระซิบ น้ำตาไหลอาบแก้ม

นางเช็ดตัวให้ไฉ่เฟิงด้วยผ้าชุบน้ำเย็นอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ตัวของลูกชายก็ยังร้อนผิดปกติ ลู่ชิงหว่านตัดสินใจว่าต้องทำอะไรสักอย่าง

นางสะพายถุงผ้าก่อนอุ้มไฉ่เฟิงห่อด้วยผ้าบางๆ แล้วเดินออกไปที่สวน คราวนี้นางตรงไปหาพ่อสามีของนาง ส่วนเหวินเฉาไม่รู้ว่าเขาหายไปไหนแล้ว

“ท่านพ่อ” นางเรียกเบาๆ “อาการของไฉ่เฟิงไม่ดีขึ้นเลย ข้าอยากพาเขาไปหาหมอ”

ปั๋วเฉิงมองหน้าลูกสะใภ้ที่กำลังร้องไห้ วางจอบลงแล้วเดินเข้ามาดูหลานชาย เขาแตะมือที่หน้าผากของเด็กน้อยแล้วขมวดคิ้ว

“ข้ามีเงินเก็บอยู่นิดหน่อย ไม่มากนัก แต่น่าจะพอจ่ายค่ารักษา เจ้ารอตรงนี้ ข้าจะไปเอาเงินมาให้”

“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านพูด น้ำตาไหลด้วยความโล่งอก

ปั๋วเฉิงเดินกลับเข้าบ้าน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับถุงผ้าเล็กๆ ที่มีเหรียญเงินอยู่ข้างใน

เขายื่นถุงเงินให้ลู่ชิงหว่าน “เจ้ารีบพาไฉ่เฟิงไปหาหมอเถอะ ข้าจะบอกเหวินเฉาเอง”

ลู่ชิงหว่านรับถุงเงินมาด้วยมือสั่นเทา “ข้าจะรีบกลับมาเจ้าค่ะ”

ขณะที่ลู่ชิงหว่านกำลังจะเดินออกไป เจียงหลิงก็เดินมาพอดี

“นั่นเจ้ากำลังจะไปไหน?” เจียงหลิงถาม เมื่อเห็นลูกสะใภ้อุ้มหลานชายและถือถุงเงิน

“ไฉ่เฟิงป่วยหนัก ข้าจะพาเขาไปหาหมอ” ลู่ชิงหว่านตอบ

“หมอ?” เจียงหลิงทำหน้าตกใจ “แล้วเงินที่จะจ่ายค่ารักษาล่ะ?”

“ข้าให้เงินนางไปเอง” ปั๋วเฉิงตอบแทน

“อะไรนะ?” เจียงหลิงหันไปมองสามีด้วยสายตาไม่เชื่อ “ท่านให้เงินเก็บของเราไปหรือ? เราเก็บมาตั้งนานนะ!”

“มันเป็นเงินของข้า”

“แต่เด็กเล็กๆ เป็นไข้ก็เรื่องธรรมดา” เจียงหลิงเถียง

“ท่านแม่ ไฉ่เฟิงไม่ใช่แค่เป็นไข้ธรรมดา เขาตัวร้อนมาก ไม่ยอมกินนม และร้องไห้ตลอดเวลา ข้ากลัวว่า...” ลู่ชิงหว่านพูดเสียงสั่น

“เจ้าเป็นแม่คนแรกในโลกนี้หรืออย่างไร?” เจียงหลิงพูดเสียงแข็ง “ลูกข้าก็เคยป่วยมาก่อน ไม่เห็นต้องวิ่งไปหาหมอทุกครั้ง”

ปั๋วเฉิงถอนหายใจ “เจียงหลิง นี่เป็นหลานชายคนแรกของเรา ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เจ้าจะรู้สึกอย่างไร?”

เจียงหลิงเงียบไป แต่สีหน้ายังไม่พอใจ

ปั๋วเฉิงหันมาบอกลูกสะใภ้ “รีบไปเถอะ ข้าจะจัดการนางเอง”

ลู่ชิงหว่านพยักหน้า กระชับลูกน้อยในอ้อมแขนแล้วรีบเดินออกจากบ้านไป ใจหนึ่งนางก็อยากวิ่ง แต่กลัวจะกระทบกระเทือนลูก ระหว่างทาง นางพบกับชาวบ้านหลายคนที่ทักทาย แต่นางเพียงแค่พยักหน้าตอบสั้นๆ แล้วรีบเดินต่อไปยังร้านขายยาสมุนไพร ที่นั่นมีหมอ

“ท่านหมอ!” นางเรียกเมื่อเข้าไปในร้านขายยาสมุนไพร “ช่วยลูกข้าด้วย!”

หมอเป็นชายวัยกลางคน ผมเริ่มหงอกและมีหนวดเคราบางๆ เขากำลังคัดยาอยู่ เมื่อเห็นลู่ชิงหว่านวิ่งเข้ามาพร้อมกับเด็กทารก เขาก็รีบวางงานในมือลงทันที

“เกิดอะไรขึ้น?” ท่านหมอถาม พลางเดินเข้ามาดูเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของลู่ชิงหว่าน

“ลูกข้าไข้ขึ้นสูงมาก ไม่ยอมกินนม และร้องไห้ตลอด” ลู่ชิงหว่านอธิบายอย่างร้อนรน “ข้าเช็ดตัวให้เขาด้วยน้ำเย็นแล้ว แต่ไม่ดีขึ้นเลย”

ท่านหมอพยักหน้า “วางเด็กลงบนเตียงตรวจนั่นเถอะ”

ลู่ชิงหว่านวางไฉ่เฟิงลงบนเตียงไม้ที่ปูด้วยผ้าขาวสะอาด ท่านหมอค่อยๆ คลี่ผ้าที่ห่อตัวเด็กออก แล้วเริ่มตรวจอย่างละเอียด

“เด็กอายุเท่าไรแล้ว?” ท่านหมอถาม ขณะที่ตรวจชีพจรของไฉ่เฟิง

“เพิ่งจะสองเดือนเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบ น้ำตาคลอ

ท่านหมอตรวจร่างกายของไฉ่เฟิงอย่างละเอียด ทั้งดูลิ้น ฟังเสียงหายใจ และคลำท้อง สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ

“เด็กเป็นไข้สูงมาก และมีอาการอักเสบในปอด ถ้าไม่รักษาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้”

ลู่ชิงหว่านรู้สึกเหมือนมีคนเอามีดมาแทงหัวใจ นางยกมือขึ้นปิดปาก พยายามกลั้นเสียงสะอื้น

“แต่ไม่ต้องกังวลมาก ข้ารักษาได้”

“ได้โปรดช่วยลูกข้าด้วยเถอะ ท่านหมอ” ลู่ชิงหว่านคุกเข่าลงทันที “ข้ามีเงินจ่ายค่ารักษา ท่านไม่ต้องห่วง”

ท่านหมอยกมือห้าม “ไม่ต้องคุกเข่า ลุกขึ้นเถอะ ข้าจะรักษาลูกของเจ้าอย่างเต็มความสามารถ”

ลู่ชิงหว่านลุกขึ้นด้วยความโล่งใจ

“ข้าจะจ่ายยาให้สามชนิด” ท่านหมออธิบายขณะเดินไปที่ตู้ยา “ชนิดแรกเป็นยาลดไข้ ชนิดที่สองช่วยบำรุงปอด และชนิดที่สามช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เจ้าต้องให้เขากินยาตามเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด”

ท่านหมอเริ่มชั่งและบดยาสมุนไพรหลายชนิด ลู่ชิงหว่านยืนมองด้วยความหวัง ขณะที่ไฉ่เฟิงนอนหลับด้วยความอ่อนเพลียอยู่บนเตียง

“นอกจากยาแล้ว เจ้าต้องเช็ดตัวให้เขาด้วยน้ำอุ่น ไม่ใช่น้ำเย็น น้ำเย็นจะทำให้เด็กช็อกได้ และพยายามให้เขาดื่มนมให้ได้มากที่สุด”

“เจ้าค่ะ ท่านหมอ” ลู่ชิงหว่านพยักหน้ารับ จดจำทุกคำแนะนำ

“และที่สำคัญ” ท่านหมอหันมาสบตาลู่ชิงหว่าน “เจ้าต้องเฝ้าดูอาการเขาตลอดสองวันนี้ ถ้าไข้ไม่ลดหรือมีอาการแย่ลง ให้รีบพามาหาข้าทันที ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม”

“ข้าเข้าใจแล้ว” ลู่ชิงหว่านตอบ

ท่านหมอห่อยาเป็นซองๆ พร้อมเขียนวิธีใช้อย่างละเอียด เมื่อเสร็จแล้วก็ยื่นให้ลู่ชิงหว่าน

“ค่ายาทั้งหมดแปดสิบอีแปะ”

ลู่ชิงหว่านรีบเปิดถุงเงินที่ได้มาจากพ่อสามี นับเงินออกมาวางลงบนโต๊ะ

“ขอบคุณท่านหมอมาก” นางกล่าวด้วยความซาบซึ้ง

“ไม่ต้องขอบคุณ นี่เป็นหน้าที่ของข้า เจ้ารีบพาเด็กกลับไปพักผ่อนเถอะ”

ลู่ชิงหว่านเก็บยาใส่กระเป๋าผ้าที่พกมา แล้วอุ้มไฉ่เฟิงขึ้นมาอย่างระมัดระวัง นางโค้งคำนับท่านหมออีกครั้งก่อนจะเดินออกจากร้าน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel