บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 เห็นแก่ตัว

ตอนที่ 6 เห็นแก่ตัว

รุ่งเช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่มีผ้าบางๆ กั้นไว้ ไฉ่เฟิงลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงกระทบของถ้วยชามที่ดังมาจากห้องครัว กลิ่นหอมของโจ๊กข้าวลอยมาเตะจมูก

ไฉ่เฟิงพยายามขยับตัว ส่งเสียงอ้อแอ้เรียกให้มีคนมาอุ้ม แต่ไม่มีใครมา เขาจึงส่งเสียงร้องดังขึ้น

“ชิงหว่าน! ไปดูลูกเจ้าสิ!” เสียงแหลมของเจียหลิงดังมาจากห้องครัว

ไม่นานนัก ลู่ชิงหว่านก็วิ่งเข้ามาในห้อง ใบหน้าของนางดูอิดโรยเหมือนไม่ได้พักผ่อนเพียงพอ แต่ก็ยังมีรอยยิ้มอ่อนโยนเมื่อเห็นลูกน้อย

“ตื่นแล้วหรือจ๊ะลูก” นางกระซิบพลางอุ้มไฉ่เฟิงขึ้นมากอด

ไฉ่เฟิงส่งเสียงอ้อแอ้ตอบ เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดและกลิ่นหอมน้ำนมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของนาง

ลู่ชิงหว่านพาเขาออกมาที่ห้องโถง เจียหลิงกำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมอาหารเช้า ปั๋วเฉิงนั่งอยู่ที่โต๊ะ สายตาจับจ้องที่ชามโจ๊กร้อนๆ ตรงหน้า ส่วนเหวินเฉากำลังสวมเสื้อผ้าเตรียมตัวออกไปขายพริก

“ชิงหว่านรีบมากินข้าว เจ้ายังต้องซักผ้าอีกนะวันนี้” เจียหลิงเอ่ย ขณะวางชามโจ๊กลงบนโต๊ะ

“เจ้าค่ะ ท่านแม่” ลู่ชิงหว่านตอบเบาๆ ก่อนจะนั่งลงกินข้าว มือหนึ่งอุ้มลูก

ซุนเยว่เดินออกมาจากห้องนอน ผมเผ้ายังยุ่งเหยิง นางหาวหวอดพลางเดินมานั่งที่โต๊ะ

“พี่สะใภ้ วันนี้ทำอะไรกินหรือ?” ซุนเยว่ถามพลางมองชามโจ๊กตรงหน้าอย่างไม่พอใจ “โจ๊กอีกแล้วหรือ?”

“เจ้าอยากกินอะไร ก็ลงมือทำเองสิ รู้จักแต่ใช้เงิน” เป็นครั้งแรกที่เจียงหลิงบ่นให้ลูกสาว

“แต่ข้าเบื่อโจ๊กแล้ว” ซุนเยว่บ่น “ทำไมเราไม่กินเนื้อบ้าง?”

“เนื้อ?” ปั๋วเฉิงหัวเราะเสียงแห้ง “เจ้าคิดว่าเงินงอกเองหรือไง? พี่ชายเจ้าขายผักได้วันละไม่กี่อีแปะ จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อเนื้อ?”

ซุนเยว่ทำหน้าบูด แต่ก็ไม่พูดอะไรอีก นางตักโจ๊กเข้าปากอย่างไม่เต็มใจ

“วันนี้ข้าจะไปหาเพื่อน” ซุนเยว่บอก “อาจจะกลับบ่าย”

“อีกแล้วหรือ?” เจียหลิงถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เจ้าออกไปหาเพื่อนทุกวัน ไม่เคยคิดจะช่วยงานที่บ้านเลย”

"ข้าก็ช่วยอยู่ ท่านจะบ่นอะไรนักหนา” ซุนเยว่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ

ไฉ่เฟิงได้ยินการสนทนานั้น เขารู้สึกไม่พอใจแทนแม่ของเขา ซุนเยว่ปล่อยให้แม่ของเขาทำงานหนักคนเดียว โดยไม่คิดจะช่วยเหลือ

เหวินเฉาเดินมาหามารดา “ข้าไปขายพริกก่อน” เขาบอก แล้วเดินออกจากบ้านไปโดยไม่แม้แต่จะมองมาทางภรรยากับลูกชาย

หลังจากที่เหวินเฉาออกจากบ้านไป ลู่ชิงหว่านให้นมไฉ่เฟิงจนอิ่ม แล้วจึงวางเขาลงบนเบาะนุ่มที่ปูไว้มุมห้อง เด็กน้อยนอนมองแม่ด้วยดวงตากลมโต ขณะที่นางเริ่มเก็บถ้วยชามจากโต๊ะอาหาร

ลู่ชิงหว่านนำถ้วยชามไปหลังบ้าน นางตักน้ำจากบ่อ เทลงในอ่างไม้ แล้วเริ่มล้างถ้วยชามทีละใบ

เมื่อล้างชามเสร็จแล้ววางไว้บนชั้นให้แห้ง นางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วเดินไปอุ้มไฉ่เฟิงขึ้นมา

“ไปซักผ้ากับแม่นะลูก” นางกระซิบพลางจูบแก้มนุ่มของลูกน้อย

ลู่ชิงหว่านผูกผ้าอุ้มลูกไว้ที่ด้านหลัง ให้ไฉ่เฟิงนั่งสบายๆ แล้วนางก็เริ่มรวบรวมเสื้อผ้าสกปรกใส่ตะกร้าใบใหญ่ เสื้อผ้าส่วนใหญ่เป็นของเหวินเฉาและซุนเยว่ ซึ่งเปลี่ยนชุดบ่อยกว่าคนอื่นในบ้าน

นางแบกตะกร้าผ้าไปยังลำธาร ระยะทางจากบ้านไปยังลำธารไม่ไกลนัก แต่นางต้องแบกทั้งตะกร้าผ้าและอุ้มลูกน้อย ทำให้เหงื่อผุดซึมตามไรผมของนาง

เมื่อมาถึงลำธาร ลู่ชิงหว่านพบว่ามีหญิงชาวบ้านอีกสองสามคนกำลังซักผ้าอยู่ก่อนแล้ว

“ชิงหว่าน เจ้าพาลูกมาด้วยหรือ?” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งถาม ดวงตาเป็นประกายเมื่อเห็นไฉ่เฟิงที่อยู่ในผ้าอุ้ม

“เจ้าค่ะ พี่หลิว ไม่มีคนช่วยดู” ลู่ชิงหว่านตอบพลางค่อยๆ นั่งลงบนแผ่นหิน

“น่ารักจริงๆ” หญิงอีกคนที่อยู่ใกล้ๆ เอ่ย “ดูสิ ตาโตเหมือนเจ้าเลย”

ลู่ชิงหว่านยิ้มน้อยๆ ด้วยความพอใจที่ลูกชายหน้าตาเหมือนนางมากกว่าเหวินเฉา

“แต่ดูเจ้าสิ ผอมลงไปมาก เพิ่งคลอดลูกได้ไม่นาน ควรพักผ่อนให้มากกว่านี้”พี่หลิวบอกด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบเบาๆ “ข้าแข็งแรงดี”

“แม่สามีเจ้าไม่ช่วยดูแลไฉ่เฟิงบ้างหรือ?” พี่เหลียนถาม

ลู่ชิงหว่านเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ท่านแม่ก็มีงานของท่าน”

พี่หลิวและพี่เหลียนสบตากัน พวกนางรู้ดีว่าสถานการณ์ในบ้านของลู่ชิงหว่านเป็นอย่างไร แต่ไม่อยากพูดให้นางรู้สึกแย่

“เอาละ มาช่วยกันซักผ้าดีกว่า” พี่หลิวเปลี่ยนเรื่อง “ข้าจะช่วยเจ้าสักหน่อย จะได้เสร็จเร็วๆ”

“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ พี่หลิวก็มีผ้าของพี่เองตั้งเยอะ”

“ไม่เป็นไร ผ้าของข้าเหลืออีกไม่มากแล้ว”

ลู่ชิงหว่านรู้สึกซาบซึ้งใจ นางยิ้มขอบคุณ แล้วเริ่มซักผ้าชิ้นแรก ไฉ่เฟิงนั่งอยู่ในผ้าอุ้มอย่างสงบ เขามองดูแม่ทำงานด้วยความสนใจ เพราะมันไม่มีสิ่งอื่นให้เขาทำ

“ลูกชายเจ้าเป็นเด็กดีจริงๆ ไม่ร้องงอแงเลย” พี่เหลียนชิงเอ่ยชม

“ใช่เจ้าค่ะ ข้าโชคดีที่ไฉ่เฟิงเป็นเด็กเลี้ยงง่าย” ลู่ชิงหว่านตอบ ใบหน้าเปล่งประกายด้วยความรัก

ขณะที่พวกนางกำลังซักผ้าและพูดคุยกัน มีเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะดังมาจากทางเดินริมลำธาร ทุกคนหันไปมอง เห็นซุนเยว่เดินมากับชายหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งคู่ดูสนิทสนมกันมาก

ลู่ชิงหว่านก้มหน้าลงทันที นางไม่อยากมีปัญหากับน้องสาวสามี

ซุนเยว่เห็นพวกนาง แต่ทำเป็นไม่สนใจ นางเดินผ่านไปพร้อมกับชายหนุ่ม ทั้งคู่หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

“เด็กสมัยนี้” พี่หลิวส่ายหน้า “ไม่รู้จักยางอาย”

ลู่ชิงหว่านไม่พูดอะไร นางซักผ้าต่อไปอย่างขยันขันแข็ง

เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดผ้าทั้งหมดก็ถูกซักจนสะอาด ลู่ชิงหว่านบิดน้ำออกจากผ้าแต่ละชิ้น แล้ววางพาดบนตะกร้า

“ขอบคุณที่ช่วยเจ้าค่ะ พี่หลิว” ลู่ชิงหว่านเอ่ยเมื่อผ้าสิ้นสุดท้ายวางลงบนตะกร้า

“ไม่เป็นไร” พี่หลิวตอบยิ้มๆ “เจ้าต้องดูแลตัวเองด้วยนะ อย่าทำงานหนักเกินไป”

ลู่ชิงหว่านพยักหน้าพลางย้ายไฉ่เฟิงมาอยู่ด้านหน้า แล้วยกตะกร้าผ้าขึ้นสะพายด้านหลัง ตะกร้าหนักกว่าตอนมาเพราะผ้าเปียกน้ำ แต่นางก็พยายามยกมันขึ้นแบกไว้บนสะโพก

“ให้ข้าช่วยไหม?” พี่เหลียนถาม

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าไหว”

ลู่ชิงหว่านเดินกลับบ้าน ไฉ่เฟิงยังคงอยู่ในผ้าอุ้มอย่างสงบ แม้จะรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าของแม่ แต่เขาไม่สามารถช่วยอะไรได้ นอกจากอยู่นิ่งๆ

ระหว่างทางกลับ ลู่ชิงหว่านต้องหยุดพักหลายครั้ง ตะกร้าผ้าหนักเกินกว่าที่นางจะแบกได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่นางก็ไม่ยอมแพ้ นางค่อยๆ เดินต่อไป พลางกระซิบกับลูกน้อย

“อีกไม่นานก็ถึงบ้านแล้ว แม่จะตากผ้าให้เสร็จ แล้วเราจะได้นอนพักด้วยกัน”

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ลู่ชิงหว่านซักผ้าเสร็จและนำไปตากที่ลานหลังบ้าน จากนั้นก็เริ่มทำความสะอาดบ้าน กวาดพื้น ถูพื้น เช็ดฝุ่น โดยมีไฉ่เฟิงนอนมองอยู่ตลอดเวลา ก่อนนางจะพาลูกชายนอนกลางวัน

เมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ เหวินเฉากลับมาพร้อมกับของที่ซื้อมาจากตลาด ส่วนใหญ่เป็นเศษเนื้อราคาถูกและข้าวสารอีกเล็กน้อย

“มีแค่นี้เองหรือ?” ลู่ชิงหว่านถามเมื่อเห็นของที่สามีซื้อมา

“เงินมีแค่นี้ จะให้ทำอย่างไร?” เหวินเฉาตอบอย่างหงุดหงิด “ถ้าเจ้าอยากได้ของดีๆ ก็ออกไปหาเงินสิ”

ลู่ชิงหว่านไม่พูดอะไรอีก นางเพียงรับถุงของมาและเริ่มเตรียมอาหารเย็นต่อ

ไม่นาน กลิ่นข้าวต้มหอมกรุ่นก็ลอยอบอวลไปทั่วห้องครัว แม้จะเป็นเพียงข้าวต้มธรรมดาที่ใส่ผักกับเศษเนื้อ แต่ลู่ชิงหว่านก็ทำอย่างตั้งใจ

"ชิงหว่าน! ทำอาหารเสร็จหรือยัง?" เจียงหลินตะโกนถามมาจากด้านนอก

"เกือบเสร็จแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่" ลู่ชิงหว่านตอบเสียงเบา

เมื่ออาหารเสร็จ นางยกข้าวต้มหม้อใหญ่ไปวางบนโต๊ะ ตามด้วยจานผัดผักจานใหญ่อีกหนึ่งจาน นางรีบกลับมาอุ้มไฉ่เฟิงแล้วเดินไปที่โต๊ะอาหาร ซึ่งทุกคนในบ้านนั่งรออยู่แล้ว

เจียหลิงรีบตักข้าวต้มใส่ชามใบใหญ่ให้ลูกชายและลูกสาว ข้าวต้มในชามมีเนื้อและผักลอยอยู่เต็มชาม จากนั้นนางก็ตักให้ตัวเองและปั๋วเฉิงในชามที่เล็กกว่า ส่วนลู่ชิงหว่านได้รับชามที่เล็กที่สุด และแทบไม่มีเนื้อลอยอยู่เลย

ลู่ชิงหว่านนั่งลงอย่างเงียบๆ มือหนึ่งอุ้มไฉ่เฟิง อีกมือหนึ่งถือช้อนตักข้าวต้มเข้าปาก

ไฉ่เฟิงมองชามข้าวต้มของแม่ด้วยความรู้สึกหดหู่ 'นี่มันแทบจะไม่มีอะไรให้กินเลยนะ แล้วนางจะมีน้ำนมให้ลูกได้อย่างไร?' เขาคิดในใจ ความโกรธเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ไม่มีวันไหนที่เขาจะไม่โมโห

“อุ้มบ่อยๆ แบบนี้ เด็กจะติดมือนะ เดี๋ยวโตขึ้นมาจะเอาแต่ใจ” เจียหลิงตำหนิลูกสะใภ้ด้วยสีหน้าไม่พอใจ

ลู่ชิงหว่านไม่ตอบ นางเพียงก้มหน้าลงมองลูกน้อยในอ้อมแขน ก่อนจะใช้มือข้างที่ว่างตักข้าวต้มเข้าปากอย่างช้าๆ

“ข้าว่าแม่พูดถูก” เหวินเฉาเอ่ยขึ้น “เจ้าตามใจลูกมากเกินไป”

“ข้าแค่ไม่อยากให้เขาร้องเจ้าค่ะ เดี๋ยวทุกคนจะรำคาญ” ลู่ชิงหว่านตอบเสียงแผ่ว เมื่อวันก่อนไฉ่เฟิงร้องไห้ตอนที่พวกเขากำลังกินข้าว พวกเขาต่างต่อว่าลูกของนาง ทั้งที่เขายังเด็ก เด็กเล็กเมื่อถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวนาน ๆ หรือไม่สบายตัวก็ต้องร้องไห้เป็นธรรมดา

“แต่เจ้าก็ต้องกินข้าวด้วย” ปั๋วเฉิงเอ่ยขึ้นบ้าง “วางเขาลงสักครู่ก็ได้”

ลู่ชิงหว่านมองหน้าทุกคนรอบโต๊ะ ก่อนจะยอมวางไฉ่เฟิงลงบนเบาะเล็กๆ ข้างๆ ตัว

“เห็นไหม เขาไม่ร้องหรอก” เจียหลิงพูด “เจ้านั่นแหละที่ทำให้เด็กเสียนิสัย”

ลู่ชิงหว่านไม่ตอบ นางก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มในชามอย่างเงียบๆ

“วันนี้ข้าขายพริกได้ไม่มาก มีแต่คนต่อราคา” เหวินเฉาบ่น ทำให้ทุกคนไม่กล้าพูดอะไร เพราะกลัวว่าเขาจะโมโห

หลังจากที่ทุกคนกินข้าวเสร็จ ลู่ชิงหว่านก็เก็บชามและตะเกียบจากโต๊ะนำไปล้างที่หลังบ้านเหมือนเดิม ขณะที่เจียหลิงนั่งพักผ่อนบนเก้าอี้ไม้ ซุนเยว่หายเข้าห้องนอนไปแล้ว ส่วนปั๋วเฉิงออกไปนั่งคุยกับเพื่อนบ้านที่หน้าบ้าน ไม่มีใครช่วยชิงหว่านล้างจานเก็บครัวสักคน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel