ตอนที่ 4 มื้อเย็นที่ขมขื่น
ตอนที่ 4 มื้อเย็นที่ขมขื่น
ขณะที่กำลังจมอยู่กับความคิด เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ ไฉ่เฟิงพยายามหันไปมอง แต่ไม่สามารถเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นใคร
“โอ้ ตื่นแล้วหรือหลานชาย?” เสียงของชายชราดังขึ้น
ใบหน้าเหี่ยวย่นแต่อบอุ่นของปั๋วเฉิงปรากฏเหนือเปล ดวงตาของชายชราเป็นประกายเมื่อมองหลานชาย
“เจ้าหิวหรือยัง? แม่เจ้ากำลังเก็บพริกอยู่ เดี๋ยวปู่จะไปตามมาให้นะ” ปั๋วเฉิงพูดพลางยิ้ม
ไฉ่เฟิงส่งเสียงอ้อแอ้ตอบ เขารู้สึกอบอุ่นใจที่เห็นว่าอย่างน้อยปู่ก็ดูเป็นคนใจดี ไม่เหมือนย่ากับพ่อของเขา
ปั๋วเฉิงยื่นนิ้วมาให้ไฉ่เฟิงจับ เด็กน้อยคว้านิ้วของปู่ไว้ด้วยมือเล็กๆ ทำให้ชายชรายิ้มกว้าง
“แข็งแรงดีนี่” ปั๋วเฉิงพูดอย่างภูมิใจ “ต่อไปเจ้าจะต้องเติบโตเป็นชายหนุ่มที่แข็งแรงแน่ๆ”
ไฉ่เฟิงมองปู่ด้วยรอยยิ้มกว้าง ในชาติก่อนเขาไม่เคยรู้จักปู่ย่าตายายของตัวเอง พวกท่านจากไปก่อนที่เขาจะเกิดเสียอีก
ปั๋วเฉิงโยกเปลเบาๆ “ปู่ไปตามแม่เจ้ามาก่อนนะ อย่าร้องล่ะ เดี๋ยวปู่กลับมา”
ชายชราเดินจากไป ทิ้งให้ไฉ่เฟิงอยู่คนเดียวอีกครั้ง เขาพยายามมองตามแต่ไม่สามารถเห็นได้ชัดเจน
ไม่นานนัก เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบเข้ามาใกล้ ตามด้วยใบหน้าอ่อนโยนของลู่ชิงหว่านที่ปรากฏเหนือเปล
“ลูกแม่ตื่นแล้วหรือ?” นางถามพลางอุ้มไฉ่เฟิงขึ้นมากอด “หิวแล้วใช่ไหม?”
ไฉ่เฟิงส่งเสียงอ้อแอ้ตอบ เขารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยในอ้อมกอดของแม่
ลู่ชิงหว่านพาไฉ่เฟิงเข้าไปในบ้าน นางนั่งลงและเริ่มให้นม
“กินให้อิ่มนะ จะได้แข็งแรง”
ขณะที่ไฉ่เฟิงกำลังดูดนม เขาได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้ามาในบ้าน ตามด้วยเสียงทุ้มห้วนของเหวินเฉา
“นี่เจ้าให้นมลูกอีกแล้วหรือ?” เหวินเฉาถามเสียงดัง “เจ้าทิ้งงานมาให้นมลูกบ่อยเกินไปแล้วนะ!”
ลู่ชิงหว่านสะดุ้ง นางรีบปิดเสื้อและหันไปมองสามี “ข้า... ข้าเพิ่งจะให้นมเขาเอง"
“เร็วๆ หน่อย!” เหวินเฉาพูดอย่างหงุดหงิด “ต้องรีบเก็บพริกให้เสร็จวันนี้ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้จะไม่มีอะไรไปขาย”
“เจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบเสียงเบา ดวงตาของนางฉายแววเศร้า
ไฉ่เฟิงรู้สึกโกรธจนแทบระเบิด เขาอยากจะตะโกนใส่หน้าเหวินเฉา อยากบอกให้ชายผู้นี้รู้ว่าตัวเองปฏิบัติต่อภรรยามันเลวร้ายเพียงใด แต่ร่างกายเล็กๆ ของเขาทำได้เพียงส่งเสียงร้องประท้วงเท่านั้น
“นี่! ทำไมมันร้อง?” เหวินเฉาถามอย่างรำคาญ “ทำให้มันเงียบเร็ว!”
“เขาคงตกใจที่ได้ยินเสียงดัง” ลู่ชิงหว่านตอบพลางลูบหลังลูกน้อยเพื่อปลอบ “ไฉ่เฟิง... เงียบนะลูก พ่อเจ้ากำลังเหนื่อย”
เหวินเฉาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะเดินออกไป
เมื่อเหวินเฉาเดินออกไปแล้ว ลู่ชิงหว่านถอนหายใจเบาๆ น้ำตาคลอเบ้า แต่นางกลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา
“ลูกแม่...โอ๋ๆ” นางกระซิบ “อย่าร้องนะ”
ไฉ่เฟิงพยายามสงบสติอารมณ์ เขาหยุดร้องและมองหน้าแม่ด้วยความสงสาร ‘แม่ต้องทนลำบากขนาดนี้เพื่อฉันเลยหรือ?’ เขาคิด ด้วยความรู้สึกผิด
*โดยทั่วไปแล้ว ทารกแรกเกิดมักจะหิวบ่อยและต้องการกินนมทุกๆ 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเลี้ยงด้วยนมแม่ ทำให้ทารกหิวบ่อยกว่านมผง เนื่องจากนมแม่ย่อยง่ายกว่า แต่เด็กแต่ละคนอาจมีความต้องการที่แตกต่างกัน บางคนอาจหิวบ่อยกว่า หรือบางคนอาจหลับนาน
เมื่อไฉ่เฟิงตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง บ่งบอกว่าเป็นเวลาเย็นแล้ว เขาได้ยินเสียงคนคุยกันและเสียงถ้วยชามดังมาจากในบ้าน กลิ่นอาหารลอยมาเตะจมูก ทำให้ท้องของเขาร้องจ๊อกๆ เป็นเด็กนี่หิวเร็วจริงๆ
‘คงเป็นเวลาอาหารเย็นแล้ว’ เขาคิด พยายามขยับตัวและส่งเสียงร้องเพื่อให้คนมาอุ้ม
ไม่นานนัก ลู่ชิงหว่านก็วิ่งออกมาจากบ้าน ใบหน้าของนางดูเหนื่อยล้า แต่ก็ยังมีรอยยิ้มเมื่อเห็นลูกน้อยตื่น
“ลูกแม่ตื่นแล้วหรือ?” นางถามพลางอุ้มไฉ่เฟิงขึ้นมากอด “หิวแล้วสินะ?”
ไฉ่เฟิงส่งเสียงอ้อแอ้ตอบ เขาสังเกตเห็นว่ามือของแม่มีรอยแดงและตุ่มน้ำ แสดงให้เห็นว่านางทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน
ลู่ชิงหว่านพาเขาเข้าไปในบ้าน ที่นั่นมีคนนั่งล้อมวงกินข้าวอยู่แล้ว ปั๋วเฉิงนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ ถัดมาเป็นเจียหลิง เหวินเฉา และซุนเยว่
“ให้นมเด็กให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกิน” เจียหลิงเอ่ยเมื่อเห็นลูกสะใภ้อุ้มหลานชายเข้ามา
“เจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบ นางนั่งลงมุมห้องและเริ่มให้นมลูก
“วันนี้ขายผักได้เท่าไร?” ปั๋วเฉิงถามลูกชาย
“ได้ร้อยห้าสิบอีแปะ น้อยกว่าที่คิดไว้ แต่ก็พอซื้อข้าวสารได้อีกหลายวัน”
“เจ้าซื้ออะไรมาบ้าง?” เจียหลิงถามซุนเยว่
“ข้าซื้อปิ่นกับผ้าปักลายมาผืนหนึ่ง” ซุนเยว่ตอบ
ไฉ่เฟิงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ ในขณะที่ครอบครัวกำลังขัดสน แต่ซุนเยว่กลับซื้อของฟุ่มเฟือยได้ แทนที่จะช่วยกันประหยัด
ลู่ชิงหว่านให้นมไฉ่เฟิงจนอิ่ม เมื่อเห็นว่าลูกน้อยเริ่มหลับตา นางก็ค่อยๆ ดึงเขาออกจากอกและจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย นางอุ้มไฉ่เฟิงไว้ในอ้อมแขน ลูบหลังเบาๆ เพื่อให้เขาเรอ
“ชิงหว่าน” เสียงของเจียหลิงดังขึ้น “เจ้ายังไม่ได้กินข้าวเลย รีบมากินเถอะจะได้เก็บชามไปล้างเดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” ลู่ชิงหว่านตอบเบาๆ พลางอุ้มลูกเดินไปที่โต๊ะอาหาร
เมื่อนางมาถึงโต๊ะ ไฉ่เฟิงที่อยู่ในอ้อมแขนของนางแอบชำเลืองมองบนโต๊ะอาหาร เขาเห็นว่าเหลือเพียงชามข้าวและจานผัดผักที่เหลือน้อยนิด ส่วนจานอื่นๆ ว่างเปล่า
ลู่ชิงหว่านนั่งลงที่เก้าอี้ อุ้มไฉ่เฟิงไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือหนึ่งหยิบตะเกียบขึ้นมา นางตักผักที่เหลือใส่ชามข้าวของตัวเอง แล้วเริ่มกินอย่างเงียบๆ
ไฉ่เฟิงรู้สึกเจ็บปวดในใจแทนแม่ของเขา ‘ทำไมพวกเขาถึงได้เห็นแก่ตัวกันขนาดนี้? ทั้งที่นางทำงานหนักมาทั้งวัน ทั้งดูแลบ้าน ทำอาหาร และยังต้องให้นมเขาอีก แต่กลับไม่มีอาหารดีๆ เหลือไว้ให้นางเลย"
