บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 มารดาผู้น่าสงสาร

ตอนที่ 3 มารดาผู้น่าสงสาร

เมื่อออกมาด้านนอก แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาทำให้กู้เฟิงหมิงต้องหรี่ตา เขาพยายามกะพริบตาเพื่อปรับให้เข้ากับแสงสว่าง ก่อนจะเริ่มสำรวจสิ่งที่อยู่รอบตัว

บ้านหลังนี้เป็นบ้านดินชั้นเดียวขนาดสามห้องนอน มีลานดินกว้างอยู่ตรงกลาง มีราวพริกกับข้าวโพดตากแห้งแขวนอยู่ใต้ชายคา กู้เฟิงหมิงมองไปรอบๆ ด้วยความสนใจ ทุกอย่างที่เห็นยิ่งยืนยันความจริง

‘นี่มันบ้านในยุคโบราณชัดๆ’ เขาคิดอย่างตกตะลึง ‘ฉันไม่ได้แค่เกิดใหม่ แต่ยังย้อนเวลากลับมาในอดีตอีกด้วย’

ลู่ชิงหว่านเดินออกจากบ้านไปยังสวนหลังบ้านที่มีแปลงผักและพริกปลูกอยู่เป็นแถว แม่สามีกำลังเก็บผักกวางตุ้งอยู่

“มาเสียที!” เจียหลิงเงยหน้าขึ้นมองลูกสะใภ้ด้วยสายตาดุดัน “ข้ารอเจ้าอยู่นานแล้ว! ทำไมถึงช้านัก?”

ลู่ชิงหว่านก้มหน้างุด รีบเดินเข้าไปหาแม่สามี “ขออภัยเจ้าค่ะ ไฉ่เฟิงเพิ่งตื่น ข้าต้องให้นมเขาก่อน”

กู้เฟิงหมิงมองหญิงวัยกลางคนที่เขาเดาว่าคงเป็นย่าของร่างนี้ นางมีใบหน้าเหี่ยวย่น ผมสีดำแซมขาวมัดรวบไว้ด้านหลัง ดวงตาคมกริบมองมาที่ท่านแม่และเขา

“เจ้าพาลูกมาด้วยทำไม? มันจะทำให้เจ้าทำงานลำบาก” เจียหลิงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“ข้ากลัวเขาร้อง อีกอย่างเขาเพิ่งกินนมเสร็จให้นอนเลยไม่ดีนัก” ลู่ชิงหว่านตอบเสียงเบา

“ช่างเถอะ รีบเก็บผักให้เสร็จ เดี๋ยวจะไปถึงตลาดชาย” เจียหลิงพูดพลางส่ายหน้า

ลู่ชิงหว่านรีบวางตะกร้าลงบนพื้นและเริ่มเก็บผักอย่างรวดเร็ว มือของนางเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วแม้จะมีลูกน้อยผูกติดอยู่กับอก

กู้เฟิงหมิงสังเกตชายชราที่กำลังรดน้ำผัก ‘นั่นคงเป็นปู่ของร่างนี้สินะ’ ชายชรามีรูปร่างผอมสูง หลังค่อมเล็กน้อย ใบหน้าเหี่ยวย่นแต่ยังดูแข็งแรง

จากนั้นเขาหันไปมองชายหนุ่มที่กำลังขุดดิน ชายหนุ่มมีใบหน้าคมเข้ม ผิวคล้ำแดดจากการทำงานกลางแจ้ง ดวงตาของเขาดูเย็นชาและไม่เป็นมิตร ‘ผู้ชายคนนี้คงเป็นพ่อของเขา’

ขณะที่ลู่ชิงหว่านกำลังเก็บผัก เหวินเฉาก็เงยหน้าขึ้นมองภรรยาและลูกชาย สีหน้าของเขาบึ้งตึง

“เจ้าเอาลูกมาด้วยทำไม? มันจะทำให้เจ้าทำงานช้า” เหวินเฉาพูดเสียงห้วน

“เขาเพิ่งตื่น ข้ากลัวว่าเขาไม่เห็นใครจะร้อง” ลู่ชิงหว่านตอบเบาๆ

“น่าเบื่อ! ตั้งแต่มีเด็กคนนี้มา เจ้าก็ไม่เป็นอันทำงาน” เหวินเฉาบ่นพึมพำ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาขุดดินต่อ

กู้เฟิงหมิงรู้สึกโกรธแทนลู่ชิงหว่าน ‘ไอ้เวรเอ๊ย นี่มันพ่อแบบไหนกัน? ภรรยาเพิ่งคลอดลูก ควรจะดูแลเอาใจใส่ แต่นี่กลับมาบ่นว่าเธอทำงานไม่ได้เต็มที่’

ลู่ชิงหว่านไม่พูดอะไร นางเพียงก้มหน้าเก็บผักต่อไปอย่างเงียบๆ น้ำตาคลอเบ้า แต่นางกลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา

ไฉ่เฟิงรู้สึกโมโหจนแทบบ้า เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหงเช่นนี้มาก่อน ในชาติก่อนเขาเป็นถึง CEO หนุ่มที่มีอำนาจล้นมือ ไม่มีใครกล้าพูดจาไม่ดีกับเขา แต่ตอนนี้เขาได้แต่มองแม่ของเขาถูกรังแก โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย

เมื่อเก็บผักได้สามตะกร้า เหวินเฉาก็ยกไปใส่รถเข็นไม้เพื่อเตรียมนำไปขายในตลาด ขณะนั้นเอง ซุนเยว่ก็เดินมาพอดี

“พี่ชาย จะไปตลาดแล้วหรือ?” ซุนเยว่เอ่ยถามพลางเดินเข้ามาใกล้ “ข้าขอไปด้วยได้ไหม?”

เหวินเฉาเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าของเขาอ่อนลงทันทีเมื่อเห็นน้องสาว “ได้สิ แต่เจ้าจะไปทำไม?”

“ข้าอยากไปซื้อผ้าปักลายใหม่ที่พ่อค้าเร่นำมาขาย” ซุนเยว่ตอบพลางยิ้มหวาน “อีกอย่าง ข้าจะได้ช่วยพี่ขายผักด้วย”

เจียหลิงที่กำลังเก็บผักอยู่ใกล้ๆ หันมามองลูกสาวด้วยสายตาตำหนิ “เจ้าหายไปไหนมา? ทำไมไม่มาช่วยงาน? ปล่อยให้พี่สะใภ้เจ้าทำงานคนเดียว”

ซุนเยว่ทำหน้าบึ้ง “ข้าไปช่วยเพื่อนบ้านตำข้าวน่ะท่านแม่ ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเสียหน่อย”

“ช่างเถอะ” เหวินเฉาพูดแทรกขึ้น “ให้น้องไปกับข้าเถอะท่านแม่ นางจะได้ช่วยขายของ”

เจียหลิงถอนหายใจ “ก็ได้ แต่อย่าซื้ออะไรมากนัก เงินทองหายากนัก”

ซุนเยว่ยิ้มกว้าง “เจ้าค่ะท่านแม่”

หลังจากเก็บผักแล้วให้สามีเอาไปขายเสร็จแล้ว ลู่ชิงหว่าก็มาช่วยแม่สามีเก็บพริกต่อ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ดวงอาทิตย์ยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไฉ่เฟิงเริ่มรู้สึกหิวและกระหายน้ำ แต่เขาไม่อาจบอกความต้องการของตนได้ นอกจากส่งเสียงร้องเท่านั้น

ในที่สุด เขาก็ทนไม่ไหว เริ่มส่งเสียงร้องเบาๆ

ลู่ชิงหว่านรู้ทันทีว่าลูกน้อยของนางต้องการอะไร “ไฉ่เฟิงคงหิวแล้ว”

“อีกแล้วหรือ?” เจียหลิงถามอย่างหงุดหงิด “เจ้าเพิ่งให้นมไปนี่”

“เด็กทารกต้องกินนมบ่อยๆ เจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบเสียงเบา

“ช่างเถอะ” ปั๋วเฉิงพูดขึ้น “เจ้าพาหลานข้าไปให้นมเถิด แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ”

เจียหลิงส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

ลู่ชิงหว่านพาลูกน้อยกลับเข้าบ้าน นางหาที่นั่งในมุมเย็นๆ ของห้อง แล้วค่อยๆ แก้ผ้าที่ผูกลูกไว้กับตัว

ไฉ่เฟิงยังคงรู้สึกอึดอัดใจทุกครั้งที่ต้องดูดนมของหญิงสาว แต่ความหิวและสัญชาตญาณของร่างกายทารกทำให้เขาไม่อาจต้านทานได้

“ลูกแม่...” นางกระซิบพลางลูบใบหน้าเล็กๆ ด้วยความรัก “ขอโทษนะที่แม่ต้องพาลูกไปตากแดดตากลม แต่แม่ไม่อยากทิ้งลูกไว้คนเดียว”

ไฉ่เฟิงรู้สึกอบอุ่นในใจเมื่อได้ยินคำพูดของลู่ชิงหว่าน ในชาติก่อนเขาไม่เคยรู้สึกถึงความรักของแม่เช่นนี้ พ่อแม่ของเขาหย่าร้างกันตั้งแต่เขายังเล็ก และต่างก็มีครอบครัวใหม่ ทิ้งให้เขาเติบโตมากับคนรับใช้และพี่เลี้ยง

หลังจากไฉ่เฟิงกินนมอิ่มแล้ว ลู่ชิงหว่านร้องเพลงกล่อมเบาๆ ให้ลูกน้อยฟัง เสียงของนางไพเราะและอ่อนหวาน ทำให้ไฉ่เฟิงรู้สึกง่วงงุน เขาพยายามต่อสู้กับความง่วง แต่ร่างกายเล็กๆ นี้ต้องการการพักผ่อนมากกว่าที่เขาคิด ไม่นานนัก เขาก็หลับไปในอ้อมกอดอบอุ่นของแม่

ลู่ชิงหว่านอุ้มไฉ่เฟิงที่หลับสนิทแนบอก นางมองใบหน้าเล็กๆ ที่กำลังหลับอย่างมีความสุข ริมฝีปากน้อยๆ ขยับเล็กน้อยราวกับกำลังดูดนม จนลู่ชิงหว่านอดยิ้มไม่ได้

นางลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง พยายามไม่ให้ลูกน้อยตื่น แล้วเดินออกจากบ้านไปยังเปลเด็กที่แขวนไว้ใต้ชายคาด้านหน้าบ้าน เปลนี้ทำจากผ้าเก่าๆ ที่นางเย็บเองกับมือ แขวนไว้กับขื่อไม้ใต้ชายคา เป็นที่ที่มีร่มเงาตลอดทั้งวัน

ลู่ชิงหว่านค่อยๆ วางไฉ่เฟิงลงในเปล มือเรียวบางของนางลูบใบหน้าเล็กๆ อย่างทะนุถนอม ก่อนจะโยกเปลเบาๆ ให้ลูกน้อยหลับสบาย

“แม่ต้องไปทำงานก่อนนะลูก” นางกระซิบเบาๆ

นางมองลูกน้อยอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่สวนหลังบ้านเพื่อช่วยเก็บพริกต่อ

ไฉ่เฟิงไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่เห็นคือผ้าสีขาวที่ขึงอยู่ แสงแดดส่องผ่านผ้าทำให้เกิดเงาสลัว เขาพยายามขยับตัว แต่ร่างกายเล็กๆ ของทารกทำได้เพียงขยับแขนขาเล็กน้อย

‘ฉันอยู่ในเปลสินะ’ เขาคิด พยายามมองไปรอบๆ แต่มุมมองของเขาถูกจำกัดด้วยขอบผ้า

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel