ตอนที่ 24 เข้าเมืองอีกครั้ง
ตอนที่ 24 เข้าเมืองอีกครั้ง
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในยามเช้าตรู่ของวันที่สี่ ขณะที่ลู่ชิงหว่านกำลังเตรียมอาหารเช้า เสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้น
เมื่อประตูเปิดออก ลุงเป่ยก็ยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับโต๊ะไม้ขนาดพอเหมาะและเก้าอี้ตัวเล็กที่ดูแข็งแรง
“อรุณสวัสดิ์ แม่นางลู่” ลุงเป่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม “ข้านำโต๊ะและเก้าอี้มาส่ง”
ลู่ชิงหว่านยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “ขอบคุณมากเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก” ลุงเป่ยตอบพลางยกโต๊ะและเก้าอี้เข้ามาในบ้าน “ข้าควรวางไว้ตรงไหนดี?”
“ตรงนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้องซึ่งมีแสงสว่างส่องถึงดี
ลุงเป่ยยกโต๊ะและเก้าอี้ไปวางตามที่นางบอก
ลู่ชิงหว่านหยิบถุงผ้าเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ “นี่ค่าแรงสำหรับท่าน” นางกล่าวพลางยื่นถุงเงินให้เขา
ลุงเป่ยรับถุงเงินมาด้วยความลังเล “ไม่จำเป็นหรอกนะ แม่นางลู่...เรื่องเล็กน้อย”
“ท่านรับไว้เถอะ” ลู่ชิงหว่านยืนยัน “ถ้าท่านไม่รับครั้งหน้าข้าคงไม่กล้ารบกวนท่านอีก”
ลุงเป่ยพยักหน้ารับและเปิดถุงดู เขาแทบอ้าปากค้างเมื่อเห็นเงินหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะในถุง
“นี่มากเกินไปนะ แม่นางลู่” เขาพูดด้วยความประหลาดใจ “โต๊ะและเก้าอี้ตัวเล็กๆ แค่นี้...”
“ราคาเหมาะสมแล้ว” ลู่ชิงหว่านตัดบท “ฝีมือของท่านประณีตมาก”
“งั้นข้าจะรับไว้ ขอบคุณเจ้ามาก” เขากล่าวด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะหันไปมองไฉ่เฟิงที่กำลังลูบไล้พื้นผิวโต๊ะด้วยความพึงพอใจ “ข้าหวังว่าเจ้าจะชอบมันนะ”
“แน่นอนอยู่แล้วลุงเป่ย ข้าชอบมาก” ไฉ่เฟิงตอบพร้อมรอยยิ้ม ปกติเขาเป็นคนไม่ชอบยิ้มหรือพูดมาก แต่มาอยู่ในร่างเด็กนี่ทำให้เขาต้องฝืนทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบอยู่บ่อยครั้ง
“ครั้งก่อนแม่นางลู่บอกว่าวาดรูปขาย ข้าอยากขอดูรูปที่แม่นางลู่วาดได้หรือไม่?...”
ไฉ่เฟิงพยักหน้า ก่อนจะลงจากเก้าอี้และวิ่งไปหยิบภาพวาดที่เขาทำเสร็จเมื่อไม่กี่วันก่อน ภาพสตรีในชุดสีแดงที่เขาตั้งใจวาดอย่างประณีต
เมื่อลุงเป่ยได้เห็นภาพวาด เขาถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
“นี่... นี่รูปที่แม่นางลู่วาดเองหรือ?” เขาถามเสียงแผ่ว ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“ใช่เจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบ
ลุงเป่ยก้มลงมองภาพวาดอย่างพินิจ ภาพสตรีในชุดสีแดงนั้นมีรายละเอียดอย่างน่าทึ่งมาก เหมือนกับวาดสตรีที่อยู่ในภาพมีชีวิตจริงๆ
“น่าทึ่งมาก...” ลุงเป่ยพึมพำ “ข้าไม่เคยเห็นรูปวาดงดงามเพียงนี้มาก่อน ตอนแรกข้าแปลกใจและสงสัยว่าภาพของเจ้าขายได้ยังไง ตอนนี้ได้เห็นกับตาแล้วข้าไม่แปลกใจเลย”
ลู่ชิงหว่านทำได้เพียงแค่ยิ้มบางๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไร
หลังจากลุงเป่ยกลับไป ลู่ชิงหว่านก็จัดวางอุปกรณ์วาดรูปทั้งหมดของไฉ่เฟิงไว้บนโต๊ะใหม่ ทั้งพู่กัน หมึก และถ้วยเล็กๆ สำหรับผสมสี
“เป็นไงลูก? ชอบโต๊ะใหม่ไหม?” นางถามขณะที่ไฉ่เฟิงปีนขึ้นเก้าอี้อีกครั้ง
“ชอบมากขอรับ” ไฉ่เฟิงตอบพลางลูบพื้นผิวโต๊ะอีกครั้ง
ลู่ชิงหว่านยิ้มอย่างอบอุ่น “ต่อไปนี้ลูกจะได้ไม่ปวดหลัง ไม่ต้องนั่งวาดที่พื้นแล้ว”
ไฉ่เฟิงเริ่มลงมือวาดรูปทันที เริ่มจากการร่างโครงร่างของนกยูงสองตัวที่หันหน้าเข้าหากันด้วยหมึกดำ ลู่ชิงหว่านนั่งมองลูกชายวาดรูปด้วยความทึ่งและภาคภูมิใจ
“แม่จะไปทำงานบ้านก่อนนะลูก” นางบอกไฉ่เฟิงหลังจากนั่งดูเขาวาดรูปมาสักพัก “ถ้าลูกต้องการอะไรก็เรียกแม่ได้เลยนะ”
ไฉ่เฟิงพยักหน้าโดยไม่ละสายตาจากกระดาษ เขาจดจ่ออยู่กับงานศิลปะของตัวเอง
วันต่อมา ลู่ชิงหว่านพาไฉ่เฟิงไปเก็บดอกไม้ในป่า เพราะเขาต้องการดอกไม้สีน้ำเงินจำนวนมาก รวมถึงดอกไม้สีอื่นๆ
ในช่วงเวลาสองสามวันต่อมา ไฉ่เฟิงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่โต๊ะวาดรูปใหม่ของเขา ทำงานอย่างขยันขันแข็งกับภาพนกยูงของเขา เขาค่อยๆ เพิ่มรายละเอียดทีละนิด ทั้งขนนกที่สวยงาม ลวดลายบนหาง และสีสันที่สดใส
ลู่ชิงหว่านคอยช่วยเหลือลูกชายอยู่ห่าง ๆ ด้วยการเตรียมสีใหม่เมื่อสีเก่าหมด
“ลูกพักบ้างเถอะนะ” นางเตือนเมื่อเห็นไฉ่เฟิงทำงานติดต่อกันเป็นเวลาหลายชั่วยาม “ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ก็ได้”
ไฉ่เฟิงพยักหน้ารับ แต่ก็ยังคงทำงานต่อ ภาพนกยูงนี้จะต้องใช้เวลาและความอดทนเป็นอย่างมาก แต่เขาก็ตั้งใจจะทำให้สำเร็จให้ได้
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งอาทิตย์ ในที่สุดภาพวาดนกยูงก็เสร็จสมบูรณ์ ไฉ่เฟิงวางพู่กันลงด้วยความโล่งอก ก่อนจะเรียกแม่ของเขามาดู
“ท่านแม่ ข้าวาดเสร็จแล้ว!” เขาร้องเรียกด้วยความตื่นเต้น
ลู่ชิงหว่านที่รดน้ำผักอยู่ในสวนหลังบ้าน รีบเดินมาดูผลงานของลูกชาย เมื่อนางเห็นภาพวาดที่เสร็จสมบูรณ์ นางถึงกับตะลึงจนอ้าปากค้าง
ภาพนกยูงสองตัวหันหน้าเข้าหากันนั้นงดงามเกินกว่าจะบรรยาย ทุกรายละเอียดถูกวาดอย่างประณีต ตั้งแต่ขนนกแต่ละเส้น ลวดลายบนหางที่แผ่กว้าง ไปจนถึงประกายในดวงตาของนกยูง สีสันสดใสและสมจริง โดยเฉพาะสีน้ำเงินเข้มที่ไล่ระดับไปจนถึงสีเขียวอมฟ้า ทำให้ภาพดูมีมิติและมีชีวิตชีวา
สองวันต่อมา หลังจากที่ภาพวาดแห้งสนิทดีแล้ว ลู่ชิงหว่านก็พาไฉ่เฟิงไปขายรูปภาพทั้งสอง
ลู่ชิงหว่านใส่ชุดที่ซื้อมาใหม่ให้ไฉ่เฟิง ส่วนนางเองก็สวมชุดสีเหลืองอ่อนที่ตัดเย็บเอง ไฉ่เฟิงมองแม่ของเขาด้วยสายตาชื่นชม นางดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้นมาก ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเพราะความเหนื่อยล้าและความกังวลเริ่มมีสีเลือดฝาด ดวงตาเริ่มมีประกายไม่เศร้าหมองเหมือนที่ผ่านมา
“วันนี้ท่านแม่สวยมาก” ไฉ่เฟิงชมอย่างจริงใจ
ลู่ชิงหว่านยิ้มอย่างเขินอาย “ขอบใจจ้ะ เรามาเตรียมของกันเถอะ”
นางหยิบกล่องไม้ที่บรรจุภาพวาดทั้งสองม้วน และเตรียมตะกร้าเล็กๆ ใส่ขนมและน้ำดื่มสำหรับระหว่างทาง
“ไฉ่เฟิง” นางเรียกลูกชายที่กำลังนั่งรอที่ประตูบ้าน “แม่อยากถามลูกเรื่องหนึ่ง”
“อะไรหรือท่านแม่?” ไฉ่เฟิงเงยหน้ามอง
“ลูกคิดว่า... เราควรตั้งราคาภาพวาดเท่าไหร่ดี?” นางถามด้วยความลังเล “แม่ไม่รู้ว่าภาพนกยูงของลูกควรขายเท่าไหร่”
ไฉ่เฟิงคิดสักครู่ “ภาพนกยูงนั้นข้าใช้เวลาวาดนานมาก และลงสีหลายสี ข้าคิดว่าควรขายห้าร้อยตำลึง ส่วนภาพสตรีในชุดแดงนั้นควรขายสองร้อยห้าสิบตำลึง”
ลู่ชิงหว่านถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ “ห้า...ห้าร้อยตำลึง!? มากเกินไปแล้วลูก เถ้าแก่หวังจะกล้าซื้อหรือ?...”
ไฉ่เฟิงส่ายหน้า “ท่านแม่ ภาพของข้ามีคุณค่ามาก เถ้าแก่หวังเป็นคนมีความรู้เรื่องงานศิลปะ เขาจะต้องเห็นคุณค่าของมัน”
ลู่ชิงหว่านยังคงลังเล แต่ในที่สุดก็พยักหน้า “ตกลง... แม่จะลองพูดตามที่ลูกบอก แต่ถ้าเขาต่อราคา แม่อาจจะต้องลดลงมานะ”
“ไม่เป็นไรขอรับ” ไฉ่เฟิงยิ้ม “แต่อย่าลดต่ำกว่าสี่ร้อยตำลึงสำหรับภาพนกยูง"
ลู่ชิงหว่านอดหัวเราะไม่ได้กับท่าทางจริงจังของลูกชาย “ลูกพูดเหมือนเป็นพ่อค้าเลยนะ”
เมื่อตกลงกันเสร็จแล้ว ทั้งสองก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังจุดเกวียนรับจ้างหน้าหมู่บ้าน
