ตอนที่ 25 ไม่เกี่ยงราคา
ตอนที่ 25 ไม่เกี่ยงราคา
เมื่อมาถึงในเมือง ผู้คนหลายคนต่างหันมามองพวกเขาด้วยความสนใจ โดยเฉพาะไฉ่เฟิงในชุดใหม่ที่ดูสะอาดสะอ้านและน่ารัก บางคนถึงกับยิ้มให้และทักทาย
“ลูกชายของเจ้าน่ารักจังเลย” หญิงสูงวัยคนหนึ่งที่ขายผักอยู่ริมทางเอ่ยชม
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านตอบด้วยรอยยิ้ม
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงร้านภาพเซียนหมิง ก็เห็นมีลูกค้าสองสามคนกำลังยืนดูภาพวาดอยู่ เมื่อพวกเขาเดินเข้าไป หวังเจี้ยนที่กำลังพูดคุยกับลูกค้าอยู่หันมามองและจำพวกเขาได้ทันที
“แม่นางลู่!” เขาทักทายด้วยรอยยิ้มกว้าง “ข้ารอพวกเจ้าอยู่พอดี”
ลู่ชิงหว่านค้อมศีรษะทักทาย “สวัสดีเถ้าแก่หวัง ข้านำภาพวาดมาให้ท่านดู”
หวังเจี้ยนพยักหน้าอย่างพอใจ “ดีมาก ดีมาก! รอสักครู่นะ ข้าจะพูดคุยกับลูกค้าคนนี้ให้เสร็จก่อน”
ลู่ชิงหว่านและไฉ่เฟิงรออยู่อีกมุมหนึ่งของร้าน ไฉ่เฟิงมองไปรอบๆ และสังเกตเห็นว่าภาพมังกรที่เขาวาดครั้งก่อนถูกแขวนไว้ในตำแหน่งที่โดดเด่น มีป้ายเล็กๆ เขียนว่า “ไม่ขาย”
ไม่นานนัก หวังเจี้ยนก็เดินมาหาพวกเขาหลังจากส่งลูกค้าคนนั้นออกไป
“มาๆ เข้ามาในห้องด้านหลังกันเถอะ” เขาเอ่ยเชิญด้วยท่าทางกระตือรือร้น “ข้าอยากเห็นผลงานใหม่ของเจ้ามาก”
พวกเขาเดินตามหวังเจี้ยนเข้าไปในห้องส่วนตัวด้านหลังร้าน ซึ่งมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง และมีชั้นวางหนังสือและม้วนภาพมากมายรายล้อมรอบห้อง
“นั่งลงเถอะ เจ้านำภาพอะไรมาให้ข้าดูบ้างล่ะ?”
ลู่ชิงหว่านวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะและเปิดออกอย่างระมัดระวัง นางหยิบม้วนภาพทั้งสองออกมา และค่อยๆ คลี่ม้วนภาพแรกออก เป็นภาพสตรีในชุดแดงที่ไฉ่เฟิงวาดไว้
หวังเจี้ยนก้มลงพินิจดูภาพอย่างละเอียด ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความชื่นชม “งดงามมาก... เทคนิคการลงสีและการจับแสงเงานี้...ยอดเยี่ยมจริงๆ”
จากนั้น ลู่ชิงหว่านก็คลี่ม้วนภาพที่สองออก เป็นภาพนกยูงสองตัวหันหน้าเข้าหากัน หวังเจี้ยนถึงกับอุทานออกมาเมื่อเห็นภาพนั้น
“พระเจ้า!” เขาอุทาน “นี่... นี่มัน...”
เขาก้มลงมองภาพอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบทุกรายละเอียดของภาพวาด ทั้งลายขนนกที่วาดอย่างประณีต สีสันสดใสที่ไล่ระดับอย่างงดงาม
“ข้าไม่เคยเห็นภาพนกยูงที่งดงามเช่นนี้มาก่อน” เขาพูดเสียงแผ่ว “สีน้ำเงินและสีเขียวที่ใช้...วิธีการผสมสี... ทุกอย่างสมบูรณ์แบบมาก”
ไฉ่เฟิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ พยายามซ่อนความรู้สึกไว้ เขารู้ดีว่าภาพวาดของเขามีคุณค่ามากแค่ไหน เพราะในชาติก่อนเขาเป็นนักสะสมงานศิลปะ และเข้าใจถึงเทคนิคการวาดภาพเป็นอย่างดี
“แม่นางลู่” หวังเจี้ยนเงยหน้าขึ้นมองลู่ชิงหว่าน คล้ายไม่มั่นใจ “เจ้าต้องการขายภาพเหล่านี้ใช่ไหม?”
ลู่ชิงหว่านพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ ข้าอยากขายทั้งสองภาพ”
“เจ้าตั้งราคาไว้เท่าไหร่?” หวังเจี้ยนถาม
ลู่ชิงหว่านกลืนน้ำลายอย่างประหม่า นางรู้สึกกังวลที่จะต้องพูดราคาที่ไฉ่เฟิงบอก แต่ก็ตัดสินใจทำตามที่ตกลงกับลูกชายไว้
“สำหรับภาพสตรีในชุดแดง ข้าขอสองร้อยห้าสิบตำลึง” นางพูดเสียงสั่น “และสำหรับภาพนกยูง...ห้าร้อยตำลึงเจ้าค่ะ”
หวังเจี้ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือไม่พอใจแต่อย่างใด เขามองภาพทั้งสองอีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์
“ราคาสูงทีเดียว” เขาพูดในที่สุด “แต่ข้าเข้าใจว่าทำไมเจ้าถึงตั้งราคาเช่นนั้น”
ลู่ชิงหว่านเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องถูกต่อรองราคา “หากท่านคิดว่าสูงเกินไป ข้าสามารถ…”
“ข้าจะซื้อในราคาที่เจ้าเสนอ” หวังเจี้ยนตัดบทอย่างไม่คาดฝัน
ลู่ชิงหว่านถึงกับอ้าปากค้าง ไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ท่าน... ท่านจะซื้อในราคานี้จริงๆ หรือ?”
หวังเจี้ยนพยักหน้า “ใช่ ข้าจะซื้อทั้งสองภาพ รวมเป็นเจ็ดร้อยห้าสิบตำลึง”
ไฉ่เฟิงมองแม่ของเขาด้วยรอยยิ้มเล็กๆ เขารู้ว่าราคาที่เขาตั้งไว้นั้นสมเหตุสมผลสำหรับงานศิลปะคุณภาพสูงเช่นนี้ และถ้าเถ้าแก่หวังนำภาพไปประมูลเขาย่อมได้ราคาสูงกว่านี้หลายเท่า
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” ลู่ชิงหว่านกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตัน “ข้าไม่รู้จะขอบคุณท่านอย่างไรดี”
หวังเจี้ยนโบกมือ “ไม่ต้องขอบคุณข้า ข้าซื้อเพราะภาพเหล่านี้มีคุณค่าคู่ควรกับราคา” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่ข้ามีข้อเสนออีกอย่างสำหรับเจ้า”
“ข้อเสนออะไรหรือเจ้าคะ?” ลู่ชิงหว่านถามอย่างสงสัย
“ข้ามีลูกค้าหลายคนที่สนใจงานศิลปะแนวนี้ หากเจ้าสามารถวาดภาพตามที่ข้าขอได้ ข้าจะซื้อทั้งหมดในราคาที่เหมาะสม”
ลู่ชิงหว่านมองไปที่ไฉ่เฟิง เห็นลูกชายพยักหน้าเล็กน้อย นางจึงหันกลับไปหาหวังเจี้ยน “ท่านต้องการภาพแบบไหน”
หวังเจี้ยนยิ้มกว้าง “ข้ามีลูกค้าที่เป็นขุนนางหลายคนที่ชื่นชอบภาพวาดสัตว์มงคล โดยเฉพาะมังกร เสือ และหงส์ หากเจ้าสามารถวาดภาพเหล่านี้ได้ ข้าจะรับซื้อทั้งหมด” เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง “สำหรับภาพมังกรและหงส์ ข้าจะให้ราคาภาพละห้าร้อยตำลึง ส่วนภาพสัตว์อื่นๆ ข้าจะให้ราคาตามความซับซ้อนและความงดงามของภาพ”
ไฉ่เฟิงดึงชายเสื้อของมารดาเบาๆ ลู่ชิงหว่านก้มลงให้ลูกชายกระซิบที่ข้างหู
“ท่านแม่ บอกเขาว่าเราจะรับงาน แต่ขอเวลาหนึ่งเดือนต่อหนึ่งภาพ และขอค่ามัดจำครึ่งหนึ่ง”
ลู่ชิงหว่านพยักหน้าและหันไปหาหวังเจี้ยน “ข้ายินดีรับข้อเสนอของท่าน แต่ขอเวลาหนึ่งเดือนต่อหนึ่งภาพ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการวาดและรอให้สีแห้งสนิท และ…เอ่อ…ข้าขอค่ามัดจำก่อนครึ่งหนึ่ง”
หวังเจี้ยนพยักหน้าทันที “ไม่มีปัญหา นั่นเป็นข้อเสนอที่สมเหตุสมผล” เขาลุกขึ้นเดินไปที่ตู้ไม้ด้านหลังห้อง หยิบกล่องไม้ออกมา และหยิบตั๋วเงินออกมาสองใบ ใบละห้าร้อยลตำลึง ก่อนนับเงินตำลึงอีกจำนวนหนึ่ง
“นี่คือเจ็ดร้อยห้าสิบตำลึงสำหรับภาพทั้งสอง” เขาวางตั๋วเงินกับตำลึงลงบนโต๊ะฝั่งขวามือ และวางตั๋วเงินอีกใบฝั่งซ้ายมือ “และนี่คือเงินมัดจำห้าร้อยตำลึงสำหรับภาพมังกรและหงส์ ข้าจะรอชมผลงานของเจ้า”
ลู่ชิงหว่านมองเงินตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง “ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
หวังเจี้ยนยิ้ม “ข้าเชื่อในความสามารถของเจ้า” เขาหันไปมองไฉ่เฟิงที่นั่งเงียบๆ อยู่ข้างมารดา
ลู่ชิงหว่านเก็บเงินทั้งหมดใส่ลงในถุงผ้าและซ่อนไว้ในอกเสื้อ “ข้าจะนำภาพมาส่งให้ท่านทันทีที่วาดเสร็จเจ้าค่ะ”
“ดีมาก” หวังเจี้ยนพยักหน้า
หลังจากพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ลู่ชิงหว่านก็ลาหวังเจี้ยนออกจากร้าน นางเดินจูงมือลูกชายออกมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้นและปลาบปลื้มใจ
เมื่อออกมาถึงถนนใหญ่ ลู่ชิงหว่านก้มลงกระซิบกับลูกชาย “ไฉ่เฟิง แม่ไม่เคยคิดว่าจะได้เงินมากมายขนาดนี้ ตอนนี้เรามีเงินถึงหนึ่งพันสี่ร้อยตำลึงแล้ว!”
ไฉ่เฟิงยิ้มกว้าง “ข้ารู้”
ลู่ชิงหว่านลูบศีรษะลูกชายด้วยความรักและภาคภูมิใจ “ลูกของแม่ฉลาดเหลือเกิน
พวกเขาเดินต่อไปยังร้านขายอุปกรณ์วาดเขียนที่อยู่ไม่ไกลนัก ลู่ชิงหว่านตัดสินใจซื้อกระดาษคุณภาพดีและหมึกหลากสีที่จำเป็นสำหรับการวาดภาพชุดใหม่ พวกเขาจะได้ไม่ต้องไปเก็บดอกไม้ให้เหนื่อยอีกแล้ว
ขณะที่เลือกซื้อของอยู่นั้น ลู่ชิงหว่านก็หันมาถามลูกชาย “ไฉ่เฟิง แม่คิดว่าเราควรซื้อบ้านแถวชานเมืองดีไหม? จะได้ไม่ต้องเดินทางไกลเวลามาส่งภาพให้ท่านหวังเจี้ยน”
ไฉ่เฟิงส่ายหน้าเล็กน้อย “ข้าชอบหมู่บ้านเดิมของเรา ที่นั่นเงียบสงบและมีธรรมชาติสวยงาม เหมาะสำหรับการวาดภาพมาก อีกอย่าง...” เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง “ในเมืองมีคนมากเกินไป ข้าไม่ชอบความวุ่นวาย”
ลู่ชิงหว่านฟังพูดของลูกชาย “เจ้าพูดถูก ถ้าเช่นนั้น เราจะซื้อที่ดินและสร้างบ้านในหมู่บ้านเฉิงหลิน”
ไฉ่เฟิงพยักหน้าอย่างพอใจ “ซื้อที่ดินผืนใหญ่สักหน่อย จะได้มีพื้นที่สำหรับสวนและบ่อน้ำ”
ลู่ชิงหว่านหัวเราะเบาๆ “ลูกของแม่มีความคิดไกลจริงๆ แต่แม่เห็นด้วย”
หลังจากซื้อกระดาษและหมึกเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองก็เดินไปยังร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งเพื่อฉลองความสำเร็จของพวกเขา
“วันนี้เราจะกินอาหารดีๆ” ลู่ชิงหว่านบอกลูกชายด้วยรอยยิ้ม “เจ้าอยากกินอะไรก็สั่งได้เลย”
ไฉ่เฟิงยิ้มกว้าง “ข้าอยากกินเป็ดย่าง”
ลู่ชิงหว่านพยักหน้าและสั่งอาหารตามที่ลูกชายต้องการ พร้อมกับสั่งผัดผักและขนมหวานเพิ่มเติม
ขณะที่รอ อาหาร ลู่ชิงหว่านก็พูดคุยกับลูกชายเกี่ยวกับแผนการในอนาคต
“ไฉ่เฟิง แม่คิดว่าเราควรไปดูที่ดินในหมู่บ้านพรุ่งนี้ เจ้าว่าดีไหม?”
ไฉ่เฟิงพยักหน้า “ดี แต่เราต้องระวังไม่ให้ใครรู้ว่าเรามีเงินมาก มิฉะนั้นราคาที่ดินอาจจะแพงขึ้นทันที”
ลู่ชิงหว่านมองลูกชายด้วยความประหลาดใจ “เจ้าคิดไกลเหลือเกิน"
ไฉ่เฟิงยิ้มเจื่อนๆ เขาลืมตัวอีกแล้ว
อาหารถูกยกมาที่โต๊ะ ทั้งสองกินอย่างเอร็ดอร่อย ลู่ชิงหว่านมองลูกชายที่กำลังกินเป็ดย่างอย่างมีความสุข นางรู้สึกดีใจที่ในที่สุดนางก็สามารถมีชีวิตที่ดีกับลูกได้
